prettytime
Lifting

หลักการที่ไหมจัมเบอร์เติมเต็มร่องที่ยุบตัว และความต่างของไหมละลายแต่ละแบบในการยึดเนื้อเยื่อ

By Dr. Kim1 min read

พอพูดถึงร้อยไหม หลายคนจะนึกถึงแต่การยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยเท่านั้น แต่ช่วงหลังมีไหมอีกกลุ่มที่ถูกออกแบบมาเพื่อเติมเต็มบริเวณที่เนื้อยุบตัว เช่น ร่องแก้มหรือใต้ตา และไหมจัมเบอร์ก็เป็นหนึ่งในไหมกลุ่มนี้

ไหมจัมเบอร์มีรูปร่างต่างจากไหมหนามทั่วไปตั้งแต่แรกเห็น เพราะผิวไหมไม่มีหนามเกี่ยวเล็ก ๆ ยื่นออกมาเลย แต่ตัวไหมเองขดเป็นเกลียวแน่นคล้ายสปริงตลอดทั้งเส้น ทำไมต้องออกแบบมาเป็นทรงนี้ และหลักการยึดเนื้อเยื่อต่างจากไหมละลายชนิดอื่นตรงไหน มาดูไปทีละประเด็น

ไหมจัมเบอร์คือไหมละลายแบบไหน?

ไหมจัมเบอร์ทำจาก PDO (polydioxanone วัสดุไหมทางการแพทย์ที่สลายตัวเองได้ในร่างกาย ใช้เย็บแผลผ่าตัดก็ได้เช่นกัน) จุดเด่นที่สุดคือตัวไหมขดเป็นเกลียวแน่นคล้ายลวดสปริงตลอดเส้น

ด้วยรูปทรงนี้ ไหมเส้นเดียวจึงมีปริมาตรพอสมควร เมื่อเทียบกับไหมเส้นตรงบาง ๆ ไหมที่ขดเป็นสปริงจะกินพื้นที่มากกว่า เวลาแทงเข้าไปในบริเวณที่ยุบ เช่น แก้มหรือใต้ตา ตัวไหมเองก็ทำหน้าที่เติมเต็มช่องว่างนั้นได้เลย จึงเป็นไหมที่ "อยู่ประจำที่" มากกว่าจะดึงรั้งเนื้อเยื่อ

โครงสร้างสปริงแบบนี้มีหลักการใกล้เคียงกับไหมกลุ่มที่เรียกกันว่าไหมสกรูหรือไหมทอร์นาโด คือใช้ไหมเส้นเล็ก 1-2 เส้นมาบิดพันเป็นเกลียว ทำให้ไม่แน่นเป็นก้อนทึบ แต่มีช่องว่างเล็ก ๆ เหลืออยู่ระหว่างเกลียว ช่องว่างนี้เองที่เนื้อเยื่อจะค่อย ๆ แทรกเข้าไปได้ และมีความสำคัญมากในขั้นตอนการยึดเนื้อเยื่อในภายหลัง

หลักการยึดเนื้อเยื่อของโครงสร้างสปริง

ไหมหนามยึดเนื้อเยื่อด้วยหนามเกี่ยวที่จับแล้วดึงขึ้น แต่ไหมจัมเบอร์ทำงานคนละแบบ แทนที่จะใช้หนาม โครงสร้างเกลียวของตัวไหมเองจะโอบรัดเนื้อเยื่อรอบข้างแบบสามมิติ

ลองนึกถึงตอนพันสปริงรอบนิ้วมือ แม้ไม่ได้ดึงนิ้วเลย สปริงก็โอบรอบจนไม่หลุดง่าย ๆ ไหมจัมเบอร์ก็เช่นกัน ไขมันและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันจะค่อย ๆ แทรกเข้าไปตามช่องว่างของเกลียว จนไหมกับเนื้อเยื่อพันกันแน่น จุดต่างจากไหมหนามคือทิศทางของแรงยึด ไหมหนามดึงไปทางเดียว แต่ไหมจัมเบอร์โอบรัดจากรอบทิศทาง

ด้วยเหตุนี้ ไหมจัมเบอร์จึงเน้นบทบาทประคองเนื้อเยื่อให้อยู่กับที่มากกว่าแรงดึงที่รุนแรง จึงเหมาะกับการพยุงบริเวณที่ยุบตัว มากกว่าการยกกระชับส่วนที่หย่อนคล้อย

ต่างจากวิธีการยึดของไหมหนามอย่างไร?

หนามบนผิวไหมหนามถูกออกแบบให้เลื่อนเข้าไปได้ลื่นในทิศทางหนึ่ง แต่ติดค้างเมื่อดึงย้อนกลับ หลักการเดียวกับเงี่ยงเบ็ดตกปลา เมื่อหนามเกาะเนื้อเยื่อไว้และถูกดึง ผิวที่หย่อนคล้อยก็จะถูกยกขึ้นตามไปด้วย

แต่วิธีนี้แม้แรงดึงจะแรง จุดที่หนามเกาะกลับกระจายเป็นช่วง ๆ ตามความยาวของเส้นไหมเท่านั้น ในทางกลับกัน ไหมจัมเบอร์ไม่มีหนาม แต่ทั้งเส้นขดเป็นเกลียวตลอด จึงไม่ใช่แค่จุดที่เกาะ แต่ทั้งเส้นทางที่ไหมพาดผ่านสัมผัสกับเนื้อเยื่อ

ดังนั้นไหมหนามจึงถนัดแรงดึงตามแนวเส้น ส่วนไหมจัมเบอร์ถนัดการพยุงเป็นพื้นผิวเพื่อสร้างปริมาตร ความต่างของโครงสร้างนี้เองที่ทำให้ต้องเลือกใช้ไหมคนละแบบ ขึ้นอยู่กับว่าเป้าหมายของการทำหัตถการคือยกกระชับแนวที่หย่อนคล้อย หรือเติมเต็มปริมาตรที่ยุบตัว

เกิดอะไรขึ้นตอนที่ไหมละลาย

ไหมจัมเบอร์ก็เหมือนไหม PDO ชนิดอื่น คือค่อย ๆ สลายตัวในร่างกายกลายเป็นน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์ ระยะเวลาที่ใช้สลายตัวเต็มที่อยู่ที่ประมาณ 6 เดือน

ระหว่างที่ไหมกำลังสลาย ร่างกายจะรับรู้ว่าไหมเป็นสิ่งแปลกปลอมและกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมขึ้นรอบ ๆ บริเวณนั้น เหมือนเวลาเกิดแผล ร่างกายจะเปิดสวิตช์ซ่อมแซมตัวเองโดยอัตโนมัติ บริเวณที่ไหมพาดผ่านก็เช่นกัน จะเกิดการอักเสบเล็กน้อยและกระบวนการซ่อมแซมตามมา ดึงดูดไฟโบรบลาสต์ (เซลล์ในชั้นผิวหนังที่ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจน) ให้เข้ามารวมตัวกัน

จุดนี้เองที่โครงสร้างสปริงของไหมจัมเบอร์กลับมามีบทบาทอีกครั้ง เพราะพื้นที่ผิวสัมผัสระหว่างเกลียวที่กว้างกว่า ทำให้คอลลาเจนเกาะตัวได้ทั่วถึงกว่า จึงอธิบายได้ว่าคอลลาเจนที่สร้างขึ้นตามแนวไหมจะไม่ใช่เส้นบาง ๆ แต่เป็นชั้นที่มีปริมาตรพอสมควร นี่คือเหตุผลที่แม้ไหมจะละลายหมดแล้ว บริเวณนั้นก็ยังคงมีเนื้อเต็มอยู่

ทำไมถึงเหมาะกับบริเวณที่ยุบตัวเป็นพิเศษ

บริเวณอย่างร่องแก้ม ใต้ตา หรือขมับ ที่เนื้อบางลงและยุบตัว ปัญหาส่วนใหญ่มักมาจากการสูญเสียปริมาตรมากกว่าความหย่อนคล้อย บริเวณเหล่านี้มีเนื้อให้ดึงรั้งน้อยอยู่แล้ว การใช้แค่ไหมหนามที่เกาะแล้วดึงจึงมักให้ผลลัพธ์ที่ไม่เป็นธรรมชาติเท่าไร

ไหมจัมเบอร์ที่เน้นสร้างปริมาตรขึ้นมาเองแทนการดึงรั้งเนื้อเยื่อ จึงเหมาะกับบริเวณเหล่านี้มากกว่า โครงสร้างสปริงเองก็มีความหนาระดับหนึ่งอยู่แล้ว เมื่อบวกกับคอลลาเจนที่ค่อย ๆ สร้างขึ้นมาเติมเต็ม บริเวณที่ยุบก็จะค่อย ๆ เต็มขึ้นตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ปริมาณที่เติมเต็มได้จริงนั้นแตกต่างกันมากตามระดับความยุบของเนื้อเดิม จำนวนไหมที่ใช้ และความลึกในการฝัง จึงไม่สามารถระบุผลลัพธ์เป็นตัวเลขหรือปริมาตรที่แน่นอนได้

ด้วยเหตุผลเดียวกัน บริเวณที่ผิวบางและบอบบางอย่างใต้ตา จำเป็นต้องปรับความลึกและทิศทางการฝังไหมอย่างละเอียดกว่าปกติ เพราะผิวยิ่งบาง ความหนาของโครงสร้างสปริงก็ยิ่งมีโอกาสนูนขึ้นให้เห็นบนผิวได้ชัด การเลือกขนาดและจำนวนไหมให้เหมาะกับแต่ละบริเวณจึงมีผลต่อผลลัพธ์อย่างมาก

กรณีที่ใช้ร่วมกับหัตถการอื่น

หลายครั้งไม่ได้ใช้ไหมจัมเบอร์เพียงอย่างเดียว แต่วางแผนร่วมกับหัตถการอื่นด้วย ตัวอย่างการผสมผสานที่พบบ่อยมีดังนี้

  • ร่วมกับฟิลเลอร์: ใช้ฟิลเลอร์เติมปริมาตรทันทีตั้งแต่หลังทำเสร็จ แล้วให้ไหมจัมเบอร์เสริมโครงสร้างพยุงด้านล่างในระยะยาว เพราะฟิลเลอร์ให้ความรู้สึกฟูทันทีแต่จะค่อย ๆ ถูกดูดซึมไปตามเวลา ในขณะที่ไหมค่อย ๆ สร้างคอลลาเจนที่คงอยู่ได้นานกว่า
  • ร่วมกับไหมหนาม: บริเวณที่หย่อนคล้อยใช้ไหมหนามดึงขึ้น ส่วนบริเวณที่ยุบตัวใช้ไหมจัมเบอร์เติมเต็ม เป็นการผสมไหมคนละชนิดตามแต่ละจุด เพราะไหมสองแบบมีทิศทางและเป้าหมายการยึดต่างกัน หากพยายามใช้ไหมชนิดเดียวแก้ทุกบริเวณ ผลลัพธ์อาจดูไม่เป็นธรรมชาติ
  • ร่วมกับหัตถการคลื่นวิทยุ (RF): บางครั้งทำร่วมกับ RF ที่เพิ่มความกระชับให้ผิวโดยตรง ในขณะที่ไหมจัมเบอร์สร้างปริมาตรและพยุงในชั้นลึก RF จะช่วยดูแลความกระชับของผิวในชั้นตื้นควบคู่กันไป

การเลือกใช้ร่วมกันแบบไหนจึงเหมาะสม ขึ้นอยู่กับระดับความยุบ ความหย่อนคล้อย อายุ และสภาพผิวของแต่ละคน โดยส่วนใหญ่มักต้องปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจ

สิ่งที่ควรดูแลหลังทำหัตถการ

ในช่วงแรกที่ไหมกำลังยึดตัวเข้าที่ มีข้อควรระวังบางอย่างที่แนะนำให้ปฏิบัติตาม

  • ช่วงไม่กี่วันแรกหลังทำ ควรหลีกเลี่ยงการกดแรงหรือนวดหน้า เพราะโครงสร้างสปริงยังยึดกับเนื้อเยื่อไม่แน่นเต็มที่ แรงกดที่รุนแรงอาจทำให้ตำแหน่งไหมเคลื่อนได้
  • อาการบวมและรอยช้ำมักค่อย ๆ ยุบลงตามเวลา ความเร็วในการฟื้นตัวแตกต่างกันไปตามบริเวณและแต่ละบุคคล
  • ควรเลี่ยงห้องซาวน่าหรือกระโจมไอน้ำที่ร้อนจัดในช่วงแรก เพราะเมื่อเนื้อเยื่อบวมและคลายตัว ไหมที่กำลังยึดตัวอยู่อาจเคลื่อนตำแหน่งได้

ข้อควรระวังเหล่านี้มีไว้เพื่อให้เวลาไหมได้ยึดเข้ากับเนื้อเยื่ออย่างเต็มที่ หากผ่านช่วงนี้ไปได้ด้วยดี กระบวนการสร้างคอลลาเจนหลังจากนั้นก็จะดำเนินไปเองอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องกังวลอะไรเป็นพิเศษ แทนที่จะรีบเร่งดูผลลัพธ์ ลองมองว่าช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ไหมกำลังยึดตัวคือช่วงที่ร่างกายกำลังฟื้นฟูตัวเองไปตามธรรมชาติ แล้วค่อย ๆ สังเกตผลลัพธ์ที่จะตามมาอย่างเป็นธรรมชาติเช่นกัน

References

Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Lifting

หลักการที่ thread lift ไม่ได้แค่ดึงกระชับ แต่ไหมที่ละลายยังสร้างคอลลาเจนเติมเต็ม พร้อมระยะเวลาคงอยู่และการดูแล

Thread lift เป็นหัตถการที่ผลลัพธ์ทางกายภาพจากไหมที่เกาะดึงเนื้อเยื่อ ทำงานร่วมกับผลลัพธ์ทางชีวภาพจากการที่ไหมละลายแล้วกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน บทความนี้สรุปว่ากลไกทั้งสองต่อเนื่องกันตามช่วงเวลาอย่างไร และอะไรเป็นตัวกำหนดระยะเวลาที่ผลลัพธ์คงอยู่

By Dr. Lee

Lifting

หลักการที่หนามเกลียวไหมมิ้นท์ดึงรั้งเนื้อเยื่อขึ้น และความแตกต่างของระยะเวลาคงอยู่ตามวัสดุ PDO กับ PCL

ไหมมิ้นท์เป็นไหมเกลียวชนิดหนึ่งที่มีหนามเล็ก ๆ เรียงถี่อยู่บนผิวไหม ผลิตจากวัสดุ PDO หรือ PCL บทความนี้สรุปว่าแรงยึดจับเนื้อเยื่อทางกายภาพของหนาม และความเร็วในการสลายตัวที่ต่างกันตามวัสดุ กำหนดระยะเวลาคงอยู่ของผลลัพธ์อย่างไร

By Dr. Lee

Botox

หลักการโบท็อกซ์ลดแรงกล้ามเนื้อที่ทำให้ปีกจมูกบานตอนยิ้ม และผลอยู่ได้นานแค่ไหน

โบท็อกซ์ปีกจมูกคือหัตถการที่ลดแรงของกล้ามเนื้อมัดเล็ก ๆ ที่ทำให้ข้างจมูกบานออกเวลายิ้มหรือหายใจเข้าลึก ๆ ไม่ใช่การเสริมหรือลดรูปจมูก จึงมีหลักการต่างจากหัตถการจมูกแบบอื่นโดยสิ้นเชิง บทความนี้สรุปว่ากล้ามเนื้อตัวไหนเป็นตัวการ และโบท็อกซ์เข้าไปทำงานกับกล้ามเนื้อนั้นอย่างไร

By Dr. Lee

Back to articles