อินโมด เอฟเอ็กซ์ และฟอร์มา จัดการไขมันกับความกระชับผิวด้วยหลักการที่ต่างกันอย่างไร
By Dr. Lee1 min read

หลายคนอยากลดไขมันใต้คางหรือต้นแขน แต่ก็กังวลเรื่องผิวหย่อนคล้อยไปพร้อมกัน เพราะถ้าไขมันลดลงแต่ความกระชับของผิวหายไปด้วย ผลลัพธ์อาจดูหย่อนยิ่งกว่าเดิม อินโมด (InMode) จึงแก้โจทย์ทั้งสองข้อนี้ด้วยหัวเครื่องคนละแบบในเครื่องเดียวกัน
หลายคนเคยได้ยินชื่อเอฟเอ็กซ์ (FX) และฟอร์มา (Forma) แต่ไม่ค่อยแน่ใจว่าต่างกันตรงไหน ทั้งคู่ใช้ RF (Radiofrequency คือพลังงานไฟฟ้าที่สร้างความร้อนในผิว) เหมือนกัน แต่ความลึกที่ความร้อนไปถึงและเป้าหมายของแต่ละหัวไม่เหมือนกันเลย ถ้ามองแค่ภายนอก หัวเครื่องทั้งสองแบบก็ดูคล้ายกัน คือใช้ลูบไถลไปบนผิวเหมือนกัน แต่พลังงานที่สร้างขึ้นข้างในและความลึกที่ไปถึงถูกออกแบบมาต่างกันโดยสิ้นเชิง
บทความนี้จะไล่อธิบายทีละขั้นว่าทำไมต้องแยกใช้เครื่องสองแบบ และแต่ละแบบทำงานในร่างกายอย่างไร เมื่อเข้าใจหลักการแล้ว จะเห็นภาพชัดขึ้นเองว่าทำไมผู้ทำหัตถการถึงสลับหัวเครื่องไปตามตำแหน่งบนใบหน้าหรือร่างกาย
พลังงาน RF สร้างความร้อนในผิวได้อย่างไร?
พูดง่าย ๆ RF คือกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านแล้วทำให้โมเลกุลน้ำในเนื้อเยื่อสั่นสะเทือนจนเกิดความร้อนจากแรงเสียดทาน คล้ายกับตอนที่เราถูมือกันแล้วรู้สึกอุ่นขึ้นนั่นเอง
ความร้อนนี้ไปได้ตั้งแต่ผิวชั้นบนสุดจนถึงชั้นไขมันลึก ๆ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าความร้อนถูกสร้างขึ้นที่ความลึกเท่าไหร่และแรงแค่ไหน การควบคุมความลึกตรงนี้เองคือตัวแบ่งเอฟเอ็กซ์กับฟอร์มาออกจากกัน
เครื่องในตระกูลอินโมดใช้ระบบไบโพลาร์ (bipolar คือขั้วไฟฟ้าสองขั้วทำงานเป็นคู่ ให้ความร้อนเฉพาะบริเวณระหว่างขั้วเท่านั้น) ดังนั้นระยะห่างของขั้วไฟฟ้าและกำลังไฟที่ออกแบบมาจะเป็นตัวกำหนดว่าความร้อนจะอยู่แค่ชั้นหนังแท้บาง ๆ หรือจะลงลึกไปถึงชั้นไขมัน
ลองนึกภาพหยิบเนื้อด้วยสองนิ้วแบบชิดกัน จะโดนแค่ชั้นตื้น ๆ แต่ถ้าอ้านิ้วให้ห่างขึ้นแล้วจับ จะกดลึกลงไปมากกว่า หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับขั้วไฟฟ้า ถ้าระยะห่างขั้วแคบ ความร้อนก็จะอยู่ตื้น แต่ถ้าขยายระยะห่างออก ความร้อนก็จะกระจายลึกลงไปอีกชั้น ดังนั้นแม้จะเป็นระบบไบโพลาร์เหมือนกัน แต่โครงสร้างขั้วไฟฟ้าที่ต่างกันก็ทำให้เจาะจงชั้นเป้าหมายต่างกันไปด้วย
นอกจากนี้โครงสร้างไบโพลาร์ยังทำให้กระแสไฟฟ้าไม่ไหลวนไปทั่วร่างกาย แต่ไหลอยู่แค่ระหว่างสองขั้วเท่านั้น จึงช่วยป้องกันไม่ให้กระแสไฟฟ้ารั่วไปยังเนื้อเยื่อชั้นลึกที่ไม่ต้องการ ทำให้ควบคุมความร้อนให้อยู่ในชั้นเป้าหมายได้ค่อนข้างแม่นยำ
เอฟเอ็กซ์จัดการชั้นไขมันด้วยวิธีไหน?
เอฟเอ็กซ์เป็นหัวเครื่องที่ออกแบบมาให้ส่งพลังงานค่อนข้างสูงลงไปถึงชั้นลึก เป้าหมายคือดันอุณหภูมิของชั้นไขมันใต้ผิวหนัง คือชั้นที่เซลล์ไขมันอยู่รวมกัน ให้สูงขึ้นถึงระดับหนึ่ง
เซลล์ไขมันค่อนข้างไวต่อความร้อน มีรายงานว่าเมื่ออุณหภูมิถึงช่วงหนึ่งและคงอยู่นานพอ จะเกิดปฏิกิริยาความเครียดของเซลล์ในชั้นไขมัน จากนั้นร่างกายจะค่อย ๆ กำจัดออกผ่านกระบวนการเผาผลาญตามธรรมชาติในเวลาต่อมา นั่นหมายความว่าไขมันไม่ได้สลายหายไปทันทีในวันที่ทำหัตถการ แต่เป็นกระบวนการที่ร่างกายจัดการเองภายใน 8 สัปดาห์ถึง 12 สัปดาห์
ในกระบวนการนี้ เอฟเอ็กซ์ไม่ได้แค่ให้ความร้อนเฉย ๆ แต่ยังมุ่งหวังผลพลอยได้คือการกระชับเนื้อเยื่อชั้นบนของไขมันไปด้วย พร้อมกับที่ปริมาตรชั้นไขมันลดลง อย่างไรก็ตาม เป้าหมายหลักของเอฟเอ็กซ์ยังคงเป็นชั้นไขมัน ส่วนการกระชับผิวชั้นบนถือเป็นผลข้างเคียงที่ตามมามากกว่า
เหตุผลหนึ่งที่ชั้นไขมันตอบสนองต่อความร้อนได้ง่ายกว่าเนื้อเยื่ออื่นคือปริมาณเลือดที่ไหลเวียน กล้ามเนื้อและหนังแท้มีหลอดเลือดหนาแน่น พอเกิดความร้อนขึ้นเลือดก็จะพัดพาความร้อนออกไปได้เร็ว แต่ชั้นไขมันมีหลอดเลือดค่อนข้างเบาบาง ความร้อนที่เกิดขึ้นจึงไม่ค่อยระบายและคงอยู่ได้นานกว่า คล้ายกับน้ำในหม้อที่เย็นลงเร็ว แต่เนื้อก้อนหนา ๆ ที่ข้างในยังร้อนอยู่นาน ด้วยเหตุนี้ แม้ใช้ความร้อนระดับเดียวกัน ชั้นไขมันก็จะถึงอุณหภูมิเป้าหมายได้ง่ายกว่าและนานกว่า
ทำไมฟอร์มาถึงบอกว่าให้ความร้อนชั้นหนังแท้เพื่อฟื้นความกระชับ?
ฟอร์มาเจาะจงชั้นที่ตื้นกว่าเอฟเอ็กซ์ คือชั้นหนังแท้ (บริเวณที่คอลลาเจนและเส้นใยยืดหยุ่นของผิวอยู่) โดยลดกำลังไฟลง แต่ให้ความร้อนต่อเนื่องในพื้นที่กว้างขึ้นแทน
หัวใจสำคัญตรงนี้คือคอลลาเจน คอลลาเจนเปรียบเหมือนเสาที่ค้ำยันผิวจากด้านใน เมื่ออายุมากขึ้น ปริมาณคอลลาเจนจะลดลงและการเรียงตัวก็หลวมขึ้น มีรายงานว่าเมื่ออุณหภูมิชั้นหนังแท้สูงขึ้นถึงช่วงหนึ่ง โครงสร้างเส้นใยคอลลาเจนเดิมจะเปลี่ยนรูปชั่วคราวและหดตัว พร้อมกับกระตุ้นให้ไฟโบรบลาสต์ (เซลล์ที่สร้างคอลลาเจนใหม่) ทำงานมากขึ้นและผลิตคอลลาเจนใหม่เพิ่มขึ้น
เปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เหมือนใช้ความร้อนขันเสาเก่าที่ทรุดโทรมให้กระชับขึ้น พร้อมกับกระตุ้นให้สร้างเสาใหม่เพิ่มขึ้นไปในตัว ปฏิกิริยานี้ไม่ได้เกิดทันทีหลังทำหัตถการ แต่มีรายงานว่าจะค่อย ๆ ปรากฏชัดขึ้นภายใน 4 สัปดาห์ถึง 12 สัปดาห์
โดยธรรมชาติแล้วเส้นใยคอลลาเจนมีโครงสร้างคล้ายเชือกที่บิดพันกันอยู่ เหมือนผ้าที่ยับแล้วโดนไอน้ำจากเตารีด เส้นใยจะหดตัวเล็กน้อยจนรอยยับหายไป เมื่ออุณหภูมิชั้นหนังแท้ถึงช่วงที่เหมาะสม เส้นใยคอลลาเจนที่บิดพันอยู่ก็จะสั้นลงทันที เกิดผลกระชับแบบเห็นผลทันที นี่คือเหตุผลที่ผิวดูตึงกระชับขึ้นเล็กน้อยทันทีหลังทำหัตถการ ส่วนกระบวนการที่ไฟโบรบลาสต์ค่อย ๆ สร้างคอลลาเจนใหม่ในช่วง 4 สัปดาห์ถึง 12 สัปดาห์ถัดมา เปรียบได้กับการถักไหมพรมที่หลวมให้แน่นขึ้นทีละเส้น และปฏิกิริยาขั้นที่สองนี้เองที่เป็นตัวชี้วัดผลลัพธ์ความกระชับที่แท้จริง
ฟอร์มายังมักใช้ระบบวัดอุณหภูมิผิวแบบเรียลไทม์ควบคู่กับการปรับกำลังไฟ เพื่อให้ความร้อนคงที่สม่ำเสมอ เพราะถ้าอุณหภูมิต่ำเกินไปการกระตุ้นคอลลาเจนก็ไม่พอ แต่ถ้าสูงเกินไปก็เสี่ยงผิวไหม้ การรักษาช่วงอุณหภูมินี้ให้เสถียรจึงเป็นเรื่องสำคัญ
ทำไมต้องแยกใช้หัวเครื่องสองแบบ?
เพราะชั้นไขมันกับชั้นหนังแท้ต้องการความแรงและความลึกของพลังงานไม่เหมือนกัน การจัดการไขมันต้องใช้พลังงานที่ลึกและแรง ส่วนการกระตุ้นคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ต้องใช้ความร้อนที่ตื้นและอ่อนโยนกว่า แต่ทำซ้ำหลายครั้ง
ถ้าใช้การตั้งค่าแบบเดียวเพื่อเล็งเป้าหมายทั้งสองอย่างพร้อมกัน อาจได้ผลไม่เต็มที่กับข้างใดข้างหนึ่ง หรือในทางกลับกัน ชั้นตื้นอาจได้รับพลังงานมากเกินความจำเป็นจนกลายเป็นภาระกับผิว จึงมักแบ่งบทบาทกันดังนี้
- ใช้เอฟเอ็กซ์ก่อน (จัดการชั้นไขมันเป็นอันดับแรก): เข้าถึงชั้นลึกก่อน จะได้ไม่ต้องกระตุ้นชั้นหนังแท้ด้านบนด้วยความร้อนซ้ำ ๆ โดยไม่จำเป็น
- ตามด้วยฟอร์มา (ปิดท้ายด้วยความกระชับของหนังแท้): หลังจัดการชั้นไขมันแล้ว ต้องมาปรับความกระชับของผิวชั้นบนอีกที เพื่อให้เส้นรอบรูปโดยรวมออกมาเรียบเนียน
- ปรับสัดส่วนการใช้ตามตำแหน่งบนร่างกาย: บริเวณที่มีทั้งไขมันและความหย่อนคล้อยพร้อมกันอย่างแนวขากรรไกร มักใช้สองหัวเครื่องร่วมกัน ส่วนบริเวณที่ปัญหาหลักคือความกระชับมากกว่าไขมันอย่างรอบดวงตา จะเน้นสัดส่วนฟอร์มามากขึ้น เพื่อให้ผลลัพธ์และความปลอดภัยสมดุลกันตามลักษณะของแต่ละจุด
ทำไมต้องทำหลายครั้ง และผลอยู่ได้นานแค่ไหน?
การสร้างคอลลาเจนใหม่หรือการจัดการเซลล์ไขมันไม่ใช่ปฏิกิริยาที่จบในครั้งเดียวจากการกระตุ้นด้วยความร้อน เซลล์และเนื้อเยื่อต้องใช้เวลาตอบสนองและฟื้นตัว จึงต้องทำซ้ำ 4 ครั้งถึง 6 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 1 สัปดาห์ถึง 2 สัปดาห์ จึงจะเห็นผลสะสม
นี่คือเหตุผลที่มักแนะนำให้ทำ 4 ครั้งถึง 6 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 1 สัปดาห์ถึง 2 สัปดาห์ วิธีคิดคือครั้งแรกเป็นการส่งสัญญาณให้เนื้อเยื่อเริ่มเปลี่ยนแปลง จากนั้นให้เวลาร่างกายตอบสนองในช่วงพักฟื้น แล้วค่อยเพิ่มการกระตุ้นซ้ำในครั้งถัดไป เป็นการสะสมผลไปทีละขั้น
ถ้าทำถี่เกินไป เนื้อเยื่อจะไม่มีเวลาฟื้นตัวเพียงพอ อาจทำให้ตอบสนองต่อการกระตุ้นได้น้อยลง แต่ถ้าทิ้งช่วงนานเกินไป การเปลี่ยนแปลงจากครั้งก่อนก็อาจจางลงก่อนที่จะทำครั้งถัดไป ทำให้ผลสะสมไม่เต็มที่ ดังนั้นการทำตามระยะห่างที่เหมาะสมจึงมีผลต่อผลลัพธ์
แม้ผลลัพธ์จะเริ่มปรากฏชัดแล้ว คอลลาเจนก็ยังลดลงตามธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไป และเซลล์ไขมันก็อาจเพิ่มขึ้นได้อีกตามพฤติกรรมการใช้ชีวิต ด้วยเหตุนี้เมื่อผ่านไป 6 เดือนถึง 12 เดือน หลายคนจึงพิจารณาทำซ้ำเพื่อรักษาผลลัพธ์ อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการทำซ้ำนั้นแตกต่างกันไปตามสภาพผิวและพฤติกรรมของแต่ละคน จึงบอกเป็นตัวเลขตายตัวไม่ได้
ก่อนและหลังทำหัตถการ ควรตรวจสอบอะไรบ้าง?
การที่พลังงานเจาะจงทั้งชั้นไขมันและชั้นหนังแท้ ก็หมายความว่าทั้งสองชั้นจะได้รับความร้อนไปพร้อมกัน จึงจำเป็นต้องประเมินสภาพผิว ความหนาของไขมัน และระดับความหย่อนคล้อยของบริเวณที่จะทำก่อน เพื่อกำหนดว่าจะใช้หัวเครื่องแบบไหนในสัดส่วนเท่าไหร่
นอกจากนี้ การมีระบบวัดอุณหภูมิแบบเรียลไทม์และความชำนาญของผู้ทำหัตถการ ก็ทำให้ผลลัพธ์จากเครื่องเดียวกันแตกต่างกันได้มาก เพราะเป็นหัตถการที่เกี่ยวข้องกับความร้อนโดยตรง การควบคุมอุณหภูมิผิวอย่างเสถียรจึงเป็นจุดที่ควรตรวจสอบให้แน่ใจ
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

หลักการที่ Density RF ใช้คลื่นวิทยุ 2 โหมด กระชับผิวทันทีพร้อมกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ และต้องทำกี่ครั้ง
Density RF เป็นหัตถการยกกระชับที่ใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง 2 โหมดที่ทำงานต่างกันร่วมกัน เพื่อให้ได้ทั้งความกระชับที่รู้สึกได้ทันทีหลังทำ และคอลลาเจนใหม่ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในช่วง 4 ถึง 12 สัปดาห์ถัดมา บทความนี้อธิบายว่าทำไมต้องใช้ 2 โหมดร่วมกัน ความร้อนทำงานในชั้นผิวตามลำดับอย่างไร และทำไมถึงต้องแบ่งทำหลายครั้ง โดยเน้นอธิบายจากหลักการทำงานจริง
By Dr. Kim

หลักการเครื่อง Xerf ที่ใช้ RF สองความถี่ให้ความร้อนทั้งชั้นตื้นและลึก เพื่อกระชับผิวหน้า พร้อมจำนวนครั้งและระยะเวลาที่ผลอยู่ตัว
เครื่อง Xerf ใช้คลื่นความถี่วิทยุ RF สองความถี่พร้อมกัน เพื่อกระตุ้นทั้งชั้นหนังแท้ตื้นและชั้นพังผืดที่อยู่ลึกลงไปในเวลาเดียวกัน บทความนี้อธิบายตั้งแต่หลักการที่ความลึกของความร้อนเปลี่ยนไปตามความถี่ การหดตัวทันทีของคอลลาเจนเมื่อโดนความร้อน กระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ที่ตามมา ไปจนถึงจำนวนครั้งที่แนะนำและระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ตัว โดยเน้นอธิบายผ่านกลไกการทำงานเป็นหลัก
By Dr. Kim

บอดี้ ออนดา ใช้ไมโครเวฟให้ความร้อนสลายไขมันหน้าท้องและต้นแขน หลักการทำงาน จำนวนครั้ง และระยะเวลาที่ผลอยู่ได้
บอดี้ ออนดา คือหัตถการดูแลรูปร่างแบบไม่ผ่าตัด ที่ใช้คลื่นไมโครเวฟให้ความร้อนกับชั้นไขมันใต้ผิวอย่างเจาะจง เพื่อลดจำนวนเซลล์ไขมันไปพร้อมกับกระชับผิว บทความนี้อธิบายว่าทำไมความร้อนจึงเลือกจับที่ชั้นไขมันเป็นหลัก เหตุใดการลดไขมันกับการกระชับผิวจึงมาพร้อมกัน หน้าท้อง ต้นแขน และเอวต้องใช้วิธีเข้าถึงต่างกันอย่างไร รวมถึงจำนวนครั้งและระยะเวลาที่ผลลัพธ์คงอยู่
By Dr. Kim