prettytime
Lifting

HIFU กับ RF lifting ต่างกันอย่างไร ทำไมหย่อนคล้อยเหมาะกับ HIFU ส่วนเนื้อผิวและความกระชับเหมาะกับ RF

By Dr. Lee3 min read

เวลาหาข้อมูลเรื่องริฟติ้ง มักเจอ HIFU กับ RF ถูกพูดถึงคู่กันเสมอ ทั้งคู่เป็นหัตถการแบบไม่ต้องผ่าตัด ใช้ความร้อนกระชับผิว จึงทำให้หลายคนคิดว่าต่างกันแค่ชื่อ แต่จริงๆ แล้วหลักการเหมือนกัน

แต่จริงๆ แล้ว HIFU กับ RF เจาะจงคนละชั้นผิว HIFU รวมพลังงานไว้ที่จุดเดียวแล้วส่งลงไปถึงความลึกที่กำหนดไว้อย่างแม่นยำ ส่วน RF ใช้กระแสไฟฟ้าให้ความร้อนกับ dermis กระจายเป็นวงกว้าง แรงที่ดึงผิวหย่อนคล้อยให้กระชับขึ้นกับแรงที่ทำให้เนื้อผิวและความกระชับดีขึ้นจึงมาจากคนละกลไก ปัญหาที่แต่ละคนมีจึงเป็นตัวกำหนดว่าเหมาะกับแบบไหน แม้จะยังไม่มีงานวิจัยที่นำ 2 เครื่องมาเปรียบเทียบกันโดยตรง แต่ถ้าดูปฏิกิริยาของเนื้อเยื่อและผลการศึกษาของแต่ละกลุ่ม ก็พอสรุปความแตกต่างได้ชัดเจน

ก่อนอื่นลองดูความต่างของ 2 หัตถการแบบเห็นภาพรวม

หัวข้อHIFURF
หลักการรวมพลังงานเป็นจุดสร้าง coagulation pointใช้กระแสไฟฟ้าให้ความร้อนกับ dermis เป็นวงกว้าง
ความลึกที่เข้าถึง1.5, 3.0, 4.5 มม. (4.5 มม. คือชั้น SMAS)dermis ทั้งชั้นแบบกว้างๆ
ปัญหาที่เหมาะหย่อนคล้อย เส้นกราม คิ้วตกเนื้อผิว ความกระชับ รูขุมขน ริ้วรอยตื้น
ความเจ็บ5.4–5.9 จาก 10 ที่ความลึก 4.5 มม.ความร้อนที่รู้สึกค่อนข้างเบากว่า
ระยะเวลาที่อยู่ได้ประมาณ 6–12 เดือนประมาณ 6–12 เดือน

ต่อไปนี้จะอธิบายแต่ละหัวข้อทีละเรื่อง

HIFU รวมพลังงานเป็นจุดเพื่อสร้าง coagulation point ส่วน RF ใช้ความร้อนจากความต้านทานไฟฟ้าให้ความร้อน dermis เป็นวงกว้าง
HIFU รวมพลังงานเป็นจุดเพื่อสร้าง coagulation point ส่วน RF ใช้ความร้อนจากความต้านทานไฟฟ้าให้ความร้อน dermis เป็นวงกว้าง

กลไกของ HIFU กับ RF ต่างกันตรงไหน?

HIFU ใช้พลังงานคลื่นเสียงความถี่สูงรวมไว้ที่จุดเดียวในผิว จุดนี้เรียกว่า thermal coagulation point อุณหภูมิที่จุดนี้จะสูงขึ้นถึง 60–70 องศาเซลเซียส ทำให้เนื้อเยื่อแข็งตัวเป็นจุดๆ ส่วนหนังกำพร้าและชั้นที่อยู่เหนือจุดโฟกัสนั้นพลังงานแค่ผ่านไปโดยไม่ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นมาก ผิวชั้นบนจึงไม่บาดเจ็บ

RF ใช้วิธีที่ต่างออกไป คือปล่อยกระแสไฟฟ้าแล้วอาศัยความร้อนที่เกิดจากความต้านทาน ไม่ได้รวมไว้จุดเดียวแต่ให้ความร้อนกับ dermis เป็นบริเวณกว้าง อุณหภูมิอยู่ที่ 55–65 องศาเซลเซียส ความร้อนนี้ทำให้คอลลาเจนเสียสภาพแล้วเริ่มกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ตามมา ขึ้นอยู่กับระบบของเครื่อง monopolar จะกระจายลึกและกว้าง ส่วน bipolar จะเน้นชั้นตื้นมากกว่า

งานวิจัยที่เปรียบเทียบเนื้อเยื่อจริงก็แสดงความต่างนี้ชัดเจน ผิวที่ทำ monopolar RF พบคอลลาเจนใหม่กระจายกว้างตั้งแต่ papillary dermis ไปจนถึง reticular dermis ชั้นลึก ในขณะที่ผิวที่ทำ HIFU มีปฏิกิริยากระจุกตัวแคบและลึกอยู่แถว reticular dermis ชั้นกลางถึงชั้นลึก สรุปง่ายๆ คือ HIFU เจาะลึกเป็นจุด ส่วน RF กระจายความร้อนเป็นวงกว้าง

HIFU เข้าถึงความลึกได้แม่นยำที่ 1.5, 3.0 และ 4.5 มม. โดย 4.5 มม. ลึกถึงชั้น SMAS ส่วน RF ให้ความร้อนกับ dermis เป็นวงกว้างเท่านั้น
HIFU เข้าถึงความลึกได้แม่นยำที่ 1.5, 3.0 และ 4.5 มม. โดย 4.5 มม. ลึกถึงชั้น SMAS ส่วน RF ให้ความร้อนกับ dermis เป็นวงกว้างเท่านั้น

สองหัตถการนี้เข้าถึงผิวได้ลึกแค่ไหน?

HIFU สามารถเลือกความลึกได้โดยเปลี่ยน cartridge คาร์ทริดจ์ตื้นสุดอยู่ที่ 1.5 มม. คาร์ทริดจ์กลางลึกถึง 3.0 มม. เพื่อกระชับ dermis ส่วนคาร์ทริดจ์ลึกสุดเข้าถึง 4.5 มม. ความลึก 4.5 มม. นี้คือชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นที่ศัลยแพทย์ตกแต่งใช้ผ่าตัดแยกจริงในการทำ facelift เลเซอร์ ฟิลเลอร์ หรือ fractional RF ไม่สามารถเข้าถึงความลึกระดับนี้ได้

RF ไม่มีการเลือกความลึกแบบนั้น แต่เน้นให้ความร้อนกับ dermis เป็นวงกว้าง monopolar จะลึกและกระจายกว่า ส่วน bipolar เน้นชั้นตื้นเป็นหลัก แต่ไม่ว่าแบบไหนก็ไม่ได้เจาะจงถึงชั้น SMAS โดยตรง จุดแข็งของ RF คือการกระจายความร้อนให้ทั่ว dermis อย่างสม่ำเสมอ

HIFU เป็นการเจาะจุดที่ความลึกที่กำหนดไว้อย่างแม่นยำ ส่วน RF เป็นการให้ความร้อนกับ dermis ทั้งพื้นที่ ถ้าต้องการยกกระชับใบหน้าที่หย่อนคล้อยจริงๆ ต้องเข้าไปถึงชั้นลึกอย่าง SMAS ซึ่งเป็นหน้าที่ของ HIFU ในทางกลับกัน ปัญหาที่กระจายเป็นวงกว้างอย่างเนื้อผิวหรือริ้วรอยตื้นๆ การให้ความร้อนทั่วพื้นที่จะได้ผลดีกว่าการเจาะเป็นจุดๆ จุดนี้จึงเหมาะกับ RF มากกว่า แม้จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มริฟติ้งเหมือนกัน แต่ความลึกที่แต่ละหัตถการเข้าไปถึงจริงคือสิ่งที่แยก 2 หัตถการนี้ออกจากกัน

HIFU ที่เข้าถึงชั้น SMAS เหมาะกับปัญหาหย่อนคล้อยและเส้นกราม ส่วน RF ที่ให้ความร้อนกับ dermis เป็นวงกว้างเหมาะกับเนื้อผิวและความกระชับโดยรวม
HIFU ที่เข้าถึงชั้น SMAS เหมาะกับปัญหาหย่อนคล้อยและเส้นกราม ส่วน RF ที่ให้ความร้อนกับ dermis เป็นวงกว้างเหมาะกับเนื้อผิวและความกระชับโดยรวม

หย่อนคล้อยกับความกระชับ ปัญหาแบบไหนเหมาะกับอะไร?

เพราะความลึกที่เข้าถึงต่างกัน ปัญหาที่เหมาะจึงต่างกันไปด้วย HIFU เข้าถึงชั้น SMAS จึงมีจุดแข็งในการยกกระชับเนื้อเยื่อที่หย่อนคล้อยจริงๆ อย่างเส้นกรามที่เสียรูป คอที่หย่อนคล้อย หรือคิ้วที่ตก เพราะกระตุ้นชั้นพังผืดโดยตรง จึงมีแรงในการปรับโครงหน้าค่อนข้างมาก

RF ให้ความร้อนกับ dermis เป็นวงกว้าง จึงเหมาะกับการปรับปรุงเนื้อผิวและความกระชับโดยรวมมากกว่าการยกกระชับเฉพาะจุด ช่วยได้ดีเป็นพิเศษในกรณีที่ริ้วรอยเล็กเพิ่มขึ้น ผิวบางลง ความกระชับลดลงโดยรวม หรือรูขุมขนกว้างขึ้น ใช้ได้ไม่เฉพาะใบหน้าแต่รวมถึงเนื้อผิวบริเวณกว้างอย่างลำคอหรือหน้าท้องด้วย

หากกังวลเรื่องเส้นกรามและคอที่หย่อนคล้อยเป็นหลัก ควรนึกถึง HIFU ก่อน แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องหย่อนคล้อยมากนัก แต่ผิวดูหมองคล้ำและเนื้อผิวหยาบกร้านโดยรวม ควรนึกถึง RF ก่อน แน่นอนว่าหลายคนมีทั้ง 2 ปัญหาพร้อมกัน ในกรณีนี้ควรเริ่มจากการหาว่าปัญหาหลักของตัวเองคือแบบไหนก่อน แทนที่จะยึดติดกับหัตถการใดหัตถการหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 หัตถการไม่สามารถตัดหรือจัดเรียงเนื้อเยื่อที่หย่อนคล้อยใหม่ได้ หากหย่อนคล้อยไปมากแล้ว การปรึกษาเรื่อง surgical facelift ควบคู่ไปด้วยจะเป็นทางเลือกที่ตรงจุดกว่า

HIFU ยกคิ้วได้เฉลี่ย 1.7 มม. ในผู้เข้าร่วม 86 เปอร์เซ็นต์ อัตราดีขึ้นจากการประเมินของแพทย์ที่วันที่ 90 อยู่ที่ 92 เปอร์เซ็นต์ เมตาอนาลิซิส 42 ฉบับพบดีขึ้น 84–89 เปอร์เซ็นต์ ผิวหย่อนคล้อยดีขึ้น 18–30 เปอร์เซ็นต์ ส่วน RF พบการเพิ่มขึ้นของคอลลาเจนทางจุลพยาธิวิทยาและผลอยู่ได้ถึง 6 เดือนในงานวิจัยผู้เข้าร่วม 40 คน
HIFU ยกคิ้วได้เฉลี่ย 1.7 มม. ในผู้เข้าร่วม 86 เปอร์เซ็นต์ อัตราดีขึ้นจากการประเมินของแพทย์ที่วันที่ 90 อยู่ที่ 92 เปอร์เซ็นต์ เมตาอนาลิซิส 42 ฉบับพบดีขึ้น 84–89 เปอร์เซ็นต์ ผิวหย่อนคล้อยดีขึ้น 18–30 เปอร์เซ็นต์ ส่วน RF พบการเพิ่มขึ้นของคอลลาเจนทางจุลพยาธิวิทยาและผลอยู่ได้ถึง 6 เดือนในงานวิจัยผู้เข้าร่วม 40 คน

ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้จริงมากแค่ไหน?

มีงานวิจัยเกี่ยวกับผลลัพธ์ของ HIFU ออกมาค่อนข้างเยอะ การศึกษาที่ดูบริเวณคิ้วในผู้เข้าร่วม 35 คน พบว่าคิ้วยกขึ้นเฉลี่ย 1.7 มม. ที่วันที่ 90 และดีขึ้นใน 86 เปอร์เซ็นต์ของผู้เข้าร่วม งานทบทวนที่รวม 16 การศึกษา ผู้เข้าร่วม 573 คน พบอัตราดีขึ้นตามการประเมินของแพทย์ที่วันที่ 90 อยู่ที่ 92 เปอร์เซ็นต์ ความพึงพอใจเพิ่มจาก 42 เปอร์เซ็นต์ทันทีหลังทำ เป็น 53 เปอร์เซ็นต์ที่วันที่ 360 เมตาอนาลิซิสอีกฉบับที่รวม 42 การศึกษา พบอัตราดีขึ้น 89 และ 84 เปอร์เซ็นต์ ส่วนระดับผิวหย่อนคล้อยที่ดีขึ้นอยู่ที่ประมาณ 18–30 เปอร์เซ็นต์ในหลายการศึกษา

ส่วน RF ส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยขนาดเล็กกว่า การศึกษาหนึ่งพบการเปลี่ยนแปลงทางจุลพยาธิวิทยาคือคอลลาเจนชนิดที่ 1 และ 3 เพิ่มขึ้น ขณะที่อีลาสตินลดลง อีกการศึกษาในผู้เข้าร่วม 40 คน พบผลดีขึ้นต่อเนื่องถึง 6 เดือน อย่างไรก็ตาม RF ยังไม่มีข้อมูลระดับเมตาอนาลิซิสขนาดใหญ่เท่า HIFU การจะสรุปอัตราดีขึ้นเป็นตัวเลขเดียวจึงควรระมัดระวัง

ยังไม่มีงานวิจัยที่นำ 2 กลุ่มนี้มาเปรียบเทียบกันโดยตรงแบบตัวต่อตัว แทนที่จะตัดสินว่าตัวเลขไหนสูงกว่าดีกว่า ควรมองว่าแต่ละหัตถการพิสูจน์ผลลัพธ์ในเป้าหมายที่ต่างกัน คือ HIFU เน้นเรื่องหย่อนคล้อย ส่วน RF เน้นเรื่องเนื้อผิวและความกระชับ ตามที่อธิบายไปข้างต้น

การทำ HIFU ที่ความลึก 4.5 มม. มีคะแนนความเจ็บ 5.4–5.9 จาก 10 คะแนน ซึ่งเจ็บกว่า RF
การทำ HIFU ที่ความลึก 4.5 มม. มีคะแนนความเจ็บ 5.4–5.9 จาก 10 คะแนน ซึ่งเจ็บกว่า RF

ความเจ็บและ downtime ต่างกันมากแค่ไหน?

เนื่องจาก HIFU รวมพลังงานส่งลงไปถึงชั้นลึก ความเจ็บระหว่างทำจึงค่อนข้างชัดเจน งานวิจัยในผู้เข้าร่วม 21 คน ที่ทำด้วยคาร์ทริดจ์ลึกสุด 4.5 มม. พบคะแนนความเจ็บ 5.4–5.9 จาก 10 คะแนน แม้จะประคบเย็นก่อนทำก็ไม่ได้ช่วยลดความเจ็บลงมากนัก เมตาอนาลิซิสที่รวม 42 การศึกษา พบคะแนนความเจ็บเฉลี่ยอยู่ที่ 4.85 ซึ่งไม่ใช่ระดับต่ำเลย ตัวเลขที่มักพูดกันทั่วไปอย่าง "RF เจ็บ 2–4 คะแนน HIFU เจ็บ 6–8 คะแนน" ยังไม่ใช่ผลจากงานวิจัยที่ยืนยันได้ จึงไม่ควรเชื่อตามนั้นทั้งหมด

RF โดยทั่วไปมีความเจ็บน้อยกว่านี้ เพราะให้ความร้อนกระจายเป็นวงกว้างด้วยกระแสไฟฟ้า ผู้ที่ทำมักรู้สึกอุ่นมากกว่าแสบ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่เปรียบเทียบความเจ็บของ 2 กลุ่มนี้ภายใต้เงื่อนไขเดียวกันยังมีไม่มากพอ การจะฟันธงตัวเลขที่ต่างกันแน่นอนจึงยังเร็วเกินไป

downtime ของทั้ง 2 กลุ่มถือว่าน้อย มักมีอาการแดงหรือบวมเล็กน้อยหลังทำ ซึ่งมักหายไปในเวลาไม่นานและกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ทันที ผลลัพธ์ไม่ได้เห็นทันที แต่จะค่อยๆ ชัดขึ้นในช่วง 8–12 สัปดาห์ เมื่อคอลลาเจนสร้างขึ้นใหม่ และเห็นชัดที่สุดในช่วง 3–6 เดือน ระยะเวลาที่อยู่ได้อยู่ที่ประมาณ 6–12 เดือน ยังไม่มีหลักฐานว่าอยู่ได้นานกว่านั้น

HIFU ช่วยยกกระชับส่วนที่หย่อนคล้อย ส่วน RF ช่วยเสริมเนื้อผิวและความกระชับ ทั้ง 2 หัตถการเข้าถึงคนละชั้นผิวจึงช่วยเสริมกันได้

ทำทั้ง 2 อย่างพร้อมกันดีไหม?

หลายคนเลือกทำ HIFU และ RF ควบคู่กันโดยแบ่งลำดับ งานวิจัยที่ทำคนละข้างใบหน้าในผู้เข้าร่วม 24 คน โดยสลับลำดับการทำ พบว่าฝั่งที่ทำ RF ก่อนแล้วตามด้วย HIFU ให้ผลลัพธ์ดีกว่าเล็กน้อย อีกงานวิจัยในผู้เข้าร่วม 56 คน พบว่าเมื่อทำทั้ง 2 หัตถการร่วมกัน มีผลดีขึ้นถึง 96.4 เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าการทำร่วมกันให้ผลลัพธ์ที่ดี

ถ้ามองตามหลักการแล้วการรวมกันนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ เพราะ HIFU กระตุ้นชั้น SMAS ให้ลึกเพื่อยกกระชับส่วนที่หย่อนคล้อย ส่วน RF ให้ความร้อนกับ dermis เป็นวงกว้างเพื่อเสริมเนื้อผิวและความกระชับไปพร้อมกัน เนื่องจากเข้าถึงคนละชั้นผิว จึงช่วยเติมเต็มส่วนที่อีกฝ่ายทำไม่ถึงได้

ยังไม่มีงานวิจัยขนาดใหญ่พอที่จะยืนยันได้ว่าการทำร่วมกันดีกว่าทำแค่อย่างเดียวเสมอไป หากมีทั้งปัญหาหย่อนคล้อยและความกระชับลดลงพร้อมกัน การทำร่วมกันก็เป็นทางเลือกที่น่าพิจารณา แต่ถ้าปัญหาชัดเจนไปทางใดทางหนึ่ง การเลือกทำเพียงแบบเดียวที่ตรงกับสภาพผิวของตัวเองก็เป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลเช่นกัน เพราะค่าใช้จ่ายและเวลาที่ใช้ทำจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การทำทั้ง 2 อย่างจึงไม่ใช่คำตอบที่ถูกเสมอไป สุดท้ายแล้ว HIFU กับ RF ไม่ใช่คู่แข่งกัน แต่เป็นเครื่องมือ 2 ชนิดที่เข้าถึงคนละชั้นผิว จะเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทำร่วมกันก็ขึ้นอยู่กับว่าผิวของเราต้องการความช่วยเหลือแบบไหนมากกว่า

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Lifting

หลังทำริฟติ้ง downtime บวมนานแค่ไหน ผลอยู่ได้กี่เดือน วิธีดูแลผิว และเวลาที่เหมาะสมสำหรับทำซ้ำ

สรุปจากตัวเลขงานวิจัยจริงว่าหลังทำ HIFU, RF, ร้อยไหม downtime และการฟื้นตัวเป็นอย่างไร ผลอยู่ได้นานแค่ไหน ควรทำซ้ำเมื่อไหร่ พร้อมแยกให้ชัดว่าวิธีดูแลแบบไหนมีหลักฐานรองรับจริงอย่างกันแดดและเลิกบุหรี่ และแบบไหนยังเป็นเพียงความเชื่อทั่วไป

By Dr. Kim

Lifting

อัลเทอราหรือเธอร์มาจ เลือกยังไงให้ตรงปัญหา?

อัลเทอราและเธอร์มาจต่างกันอย่างไร หัตถการไหนเหมาะกับปัญหาหย่อนคล้อย หัตถการไหนเหมาะกับความยืดหยุ่น งานวิจัยที่เปรียบโดยตรงบอกว่าอะไร รวมถึงความเจ็บปวดและระยะเวลาผล วิเคราะห์จากข้อมูลจริง

By Dr. Kim

Skincare

ยาฉีดแซลมอน PN กับ PDRN ต่างกันอย่างไร และริจูรันอยู่ฝั่งไหน

PN (โพลีนิวคลีโอไทด์) และ PDRN (โพลีดีออกซีไรโบนิวคลีโอไทด์) ที่เรียกรวมกันว่ายาฉีดแซลมอนนั้นต่างกันอย่างไร ริจูรันจัดอยู่ในกลุ่มไหน และถ้าอยากได้ผิวชุ่มชื้นหรือกระชับ ควรเลือกตัวไหน บทความนี้รวบรวมข้อมูลจากงานวิจัยจริงพร้อมตัวเลขจริงมาให้ครบ

By Dr. Kim

Back to articles