อัลเทอราหรือเธอร์มาจ เลือกยังไงให้ตรงปัญหา?
By Dr. Kim1 min read

เวลาค้นหาเรื่องลิฟติ้ง ชื่ออัลเทอราและเธอร์มาจมักปรากฏคู่กันเสมอ ทั้งสองอ้างว่ากระชับผิวได้โดยไม่ต้องผ่าตัด จึงทำให้หลายคนสับสนว่าต่างกันอย่างไร และควรเลือกอะไร
ขอพูดตรง ๆ เลยว่า อัลเทอราและเธอร์มาจไม่ได้แข่งกัน แต่ทำงานในชั้นผิวคนละชั้น ถ้าปัญหาคือผิวหย่อนหรือโครงหน้าเปลี่ยน อัลเทอรา (Ultherapy) ซึ่งใช้คลื่นอัลตราซาวนด์เจาะลึกจะเหมาะกว่า แต่ถ้าต้องการฟื้นความยืดหยุ่นและปรับพื้นผิวโดยรวม เธอร์มาจ (Thermage) ซึ่งให้ความร้อน RF กระจายกว้างจะตอบโจทย์กว่า มีงานวิจัยที่เปรียบเทียบทั้งสองหัตถการโดยตรง และผลก็บอกว่าไม่สามารถฟันธงว่าอะไรดีกว่ากันได้ ด้านล่างนี้จะอธิบายหลักการทำงาน ความแตกต่าง ผลการเปรียบตรง และว่าใครควรเลือกอะไร ทีละขั้นตอน

อัลเทอราและเธอร์มาจต่างกันอย่างไร?
ความต่างที่ใหญ่ที่สุดคือพลังงานที่ใช้และความลึกที่เข้าถึงได้ อัลเทอราใช้คลื่นอัลตราซาวนด์โฟกัสไปที่จุดเดียว ข้ามชั้นผิวด้านบนแล้วสร้างความร้อนในความลึกที่กำหนด ขึ้นอยู่กับหัวที่ใช้ จะเจาะลึกได้ที่ 1.5mm, 3.0mm และ 4.5mm โดย 4.5mm คือชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นพังผืดที่พยุงโครงสร้างใบหน้า การกระตุ้นชั้นลึกนี้คือสิ่งที่ช่วยยกกระชับผิวที่หย่อนลงได้จริง และอัลเทอราเข้าถึงได้ถึงระดับนั้น
เธอร์มาจต่างออกไป ใช้คลื่น RF ให้ความร้อนกระจายทั่วชั้นหนังแท้ ไม่ได้โฟกัสที่จุดเดียวแต่กระจายเป็นพื้นที่ อย่างที่เห็นในกราฟด้านบน ความร้อนของ RF จะลดลงอย่างรวดเร็วยิ่งลึกลงไป จากการทดลองในสัตว์พบว่าที่ความลึก 1 ถึง 2mm คอลลาเจนได้รับผลประมาณ 60% ส่วนที่ 2 ถึง 3mm ลดเหลือประมาณ 10% ที่ 3 ถึง 4mm ลดเหลือประมาณ 5% และที่ลึกกว่า 4 ถึง 6mm เหลือเพียงประมาณ 1% กล่าวคือเธอร์มาจไม่สามารถเข้าถึงชั้น SMAS ได้อย่างอัลเทอรา แต่เน้นให้ความร้อนในชั้นหนังแท้ สรุปง่าย ๆ คืออัลเทอราเน้นความลึก เธอร์มาจเน้นความกว้าง ไม่ใช่ว่าอันไหนดีกว่า แต่ทำงานในชั้นที่ต่างกัน

หย่อนเลือกอัลเทอรา ขาดความยืดหยุ่นเลือกเธอร์มาจ จริงไหม?
เพราะทำงานในชั้นต่างกัน ปัญหาที่เหมาะสมจึงต่างกันด้วย อัลเทอราเข้าถึงชั้นพังผืดลึก จึงมีความได้เปรียบในการยกโครงหน้าที่หย่อนลง ไม่ว่าจะเป็นขากรรไกรที่เริ่มเบลอ ลำคอหย่อน หรือหางตาตก งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ศึกษาในกลุ่มผู้เข้าร่วม 75 คน พบว่าอัตราการปรับปรุงตามการประเมินของแพทย์สูงกว่า 80% และความพึงพอใจของผู้เข้ารับสูงกว่า 78%
เธอร์มาจให้ความร้อนกระจายในชั้นหนังแท้ จึงเหมาะกับการฟื้นความยืดหยุ่นและปรับพื้นผิวโดยรวมมากกว่าการยกจุดเฉพาะ เหมาะสำหรับผิวที่หมดความยืดหยุ่น หน้าดูหมอง รูขุมขนกว้าง ริ้วรอยตื้น และยังใช้ได้กับผิวบริเวณลำตัวอย่างหน้าท้องหรือต้นแขนด้วย งานวิจัยคลินิกชิ้นหนึ่งพบว่า 2 เดือนหลังทำ มากกว่า 53% ของผู้เข้าร่วมประเมินว่าความหย่อนลดลงมากกว่า 50% สรุปคือถ้าปัญหาหลักคือโครงหน้าเปลี่ยนและผิวหย่อน ลองนึกถึงอัลเทอราก่อน ถ้าต้องการฟื้นความยืดหยุ่น ปรับพื้นผิว และรูขุมขน ให้นึกถึงเธอร์มาจ ทั้งคู่มีข้อจำกัดชัดเจน ถ้าหย่อนมากจริง ๆ ทั้งสองหัตถการนี้ไม่สามารถยกได้เท่าการผ่าตัด ควรปรึกษาเรื่องการผ่าตัดยกหน้าแทน

ถ้าเปรียบตรง ใครชนะ?
นี่อาจเป็นคำถามที่สงสัยมากที่สุด และโชคดีที่มีงานวิจัยที่เปรียบตรงทั้งสองหัตถการ โดยให้ผู้เข้าร่วมทำหัตถการทั้งสองฝั่งบนใบหน้าหรือลำคอข้างละหัตถการ มีงานวิจัยแบบนี้ 2 ชิ้น
กราฟด้านบนมาจากการศึกษาที่บริเวณลำคอ ทดสอบกับผู้เข้าร่วม n=20 คน พบว่าคะแนนความหย่อนในกลุ่มเธอร์มาจลดลงจาก 2.7 เหลือ 0.86 และในกลุ่มอัลเทอราลดลงจาก 2.8 เหลือ 1.4 ทั้งคู่ดีขึ้น แม้ตัวเลขเธอร์มาจดูดีกว่าเล็กน้อย แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ งานวิจัยอีกชิ้นที่ดูทั้งใบหน้าและต้นคอก็ให้ผลในทิศทางเดียวกัน จึงพูดได้ยากว่าอันไหนดีกว่าอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม มีสองเรื่องที่ควรทราบ ประการแรก งานวิจัยเปรียบตรงเหล่านี้ใช้กลุ่มผู้เข้าร่วมขนาดเล็กแต่ละ n=20 คน และติดตามผลแค่ประมาณ 6 เดือน จึงยังด่วนสรุปไม่ได้ว่าทั้งสองเหมือนกันทุกประการ ประการที่สอง แม้ผลลัพธ์จะใกล้เคียงกัน แต่ความเจ็บปวดระหว่างทำอัลเทอรามากกว่าเธอร์มาจอย่างชัดเจน สรุปคือแทนที่จะจัดอันดับจากผลลัพธ์อย่างเดียว การเลือกตามว่าปัญหาหลักคือการหย่อนลึกหรือความยืดหยุ่นชั้นผิวจะสมเหตุสมผลกว่า

เจ็บแค่ไหน ฟื้นตัวนานไหม ผลอยู่นานแค่ไหน?
สิ่งที่ต่างกันมากเมื่อได้รับจริงคือความเจ็บปวด อัลเทอราส่งความร้อนลึกลงไป จึงรู้สึกแสบและปวดเสียดระหว่างทำมากกว่าเธอร์มาจ ดังที่เห็นในกราฟด้านบน อัลเทอราก็ต่างกันตามเครื่อง รุ่นเก่าเจ็บประมาณ 5.6 จาก 10 ซึ่งค่อนข้างเยอะ แต่รุ่นใหม่ลดลงเหลือ 2.8 ส่วนเธอร์มาจโดยทั่วไปเจ็บน้อยกว่า หลายคนรู้สึกเป็นความร้อนเท่านั้น ถ้ากังวลเรื่องความเจ็บปวด ควรถามว่าใช้เครื่องรุ่นใหม่หรือเปล่า หรือปรึกษาเรื่องวิธียาชาล่วงหน้า
ช่วงพักฟื้นและระยะเวลาผลใกล้เคียงกัน ทั้งคู่ส่วนใหญ่ทำครั้งเดียว หลังทำอาจมีรอยแดงหรือบวมเล็กน้อย แต่มักหายภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงหนึ่งวัน กลับใช้ชีวิตปกติได้เกือบทันที ผลไม่ได้เกิดทันที แต่จะค่อย ๆ ชัดขึ้นใน 2 ถึง 3 เดือนเมื่อคอลลาเจนสร้างขึ้น และอยู่ได้ประมาณ 1-2 ปี หลังจากนั้นจะเริ่มจางลง หลายคนจึงกลับมาทำซ้ำปีละครั้งเพื่อรักษาผล จุดนี้ทั้งสองหัตถการไม่ต่างกัน ดังนั้นเลือกตามความเจ็บปวดที่รับได้และลักษณะปัญหาของตัวเองดีกว่า

ใครควรเลือกอะไร?
สรุปให้ชัดขึ้น ถ้าปัญหาหลักคือขากรรไกรเบลอ ลำคอหย่อน หรือใบหน้าตกต่ำจากเดิม นั่นคือการหย่อนที่โครงหน้า อัลเทอราที่เข้าถึงชั้น SMAS ลึกจะเหมาะกว่า ในทางกลับกัน ถ้าไม่ได้หย่อนชัดเจนที่จุดใดจุดหนึ่ง แต่รู้สึกว่าผิวโดยรวมหมดชีวิตชีวา ยืดหยุ่นน้อยลง รูขุมขนกว้างขึ้น หรือมีริ้วรอยตื้น เธอร์มาจที่ให้ความร้อนกระจายในชั้นหนังแท้จะเหมาะกว่า ถ้าปัญหาคือผิวหน้าท้องหรือต้นแขนหย่อน เธอร์มาจตอบโจทย์กว่าเช่นกัน
หลายคนมีทั้งสองปัญหาพร้อมกัน ถ้ามีทั้งการหย่อนและขาดความยืดหยุ่น บางคนเลือกใช้อัลเทอราสำหรับชั้นลึก และเธอร์มาจสำหรับชั้นผิว แต่ยังไม่มีงานวิจัยขนาดใหญ่ที่พิสูจน์ว่าทำคู่กันได้ผลดีกว่าทำอย่างเดียวอย่างชัดเจน จึงไม่จำเป็นต้องทำทั้งสองหัตถการเสมอไป ควรเลือกตามสภาพผิวจริง ๆ ในแง่ความเจ็บปวด อัลเทอราเจ็บกว่า ถ้าเจ็บง่ายให้พิจารณาเครื่องอัลเทอรารุ่นใหม่หรือเธอร์มาจ ที่สำคัญที่สุดคือถ้าหย่อนมากจริง ๆ ทั้งสองหัตถการนี้ทดแทนการผ่าตัดไม่ได้ และสิ่งที่ดีที่สุดคือดูความรุนแรงของการหย่อนและประสบการณ์ของผู้ทำหัตถการ ไม่ใช่แค่ชื่อเครื่อง
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

Coolfase RF กระชับผิวจริงไหม, ระบบ DCC ช่วยลดความเจ็บปวดได้แค่ไหน?
Coolfase คืออะไร ระบบ DCC ที่ปลายหัวสัมผัสผิวโดยตรงช่วยลดความเจ็บปวดได้จริงหรือไม่ เปรียบเทียบกับ Thermage และ Volnewmer แล้วต่างกันอย่างไร พร้อมข้อมูลจากงานวิจัย monopolar RF จริงและข้อเท็จจริงที่ควรรู้ก่อน เพราะยังไม่มีงานวิจัยทดสอบ Coolfase โดยเฉพาะสักชิ้น
By Dr. Lee

Volnewmer RF Monopolar กระชับผิวได้จริงแค่ไหน, เจ็บน้อยกว่า Thermage หรือเปล่า?
Volnewmer คืออะไร ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำช่วยลดความเจ็บปวดได้จริงหรือไม่ เปรียบเทียบกับ Thermage แล้วผลต่างกันอย่างไร รวมถึงข้อมูลจากงานวิจัยจริงที่มีผู้เข้าร่วมแค่ 22 คน และที่มาของคำโฆษณาว่าทำครั้งเดียวอยู่ได้ปีเดียว
By Dr. Kim

วีโกวีกับเม้าน์จาโร ผลข้างเคียงต่างกันอย่างไร, คลื่นไส้จนถึงตับอ่อนอักเสบ ระวังเรื่องอะไรบ้าง
เปรียบเทียบผลข้างเคียงของวีโกวีและเม้าน์จาโรด้วยตัวเลขจากการทดลองทางคลินิกจริง ตั้งแต่คลื่นไส้และท้องเสียที่พบบ่อย ไปจนถึงอัตราการหยุดยา นิ่วในถุงน้ำดี ตับอ่อนอักเสบ พร้อมวิธีลดผลข้างเคียงและกลุ่มที่ไม่ควรใช้
By Dr. Kim