วีโกวีกับเม้าน์จาโร ผลข้างเคียงต่างกันอย่างไร, คลื่นไส้จนถึงตับอ่อนอักเสบ ระวังเรื่องอะไรบ้าง
By Dr. Kim1 min read

วีโกวีและเม้าน์จาโรกลายเป็นที่พูดถึงมากในวงการลดน้ำหนัก แต่สิ่งที่คนถามมากที่สุดก่อนตัดสินใจฉีดคือเรื่องผลข้างเคียง คลื่นไส้จะหนักแค่ไหน จะทนได้ไหม หรือถึงขนาดต้องหยุดยา แล้วเรื่องตับอ่อนอักเสบหรือนิ่วในถุงน้ำดีที่เคยได้ยินมา มันเป็นเรื่องจริงแค่ไหน ทั้งสองยามีผลต่อระบบทางเดินอาหารคล้ายกัน แต่ถ้าดูละเอียดขึ้นก็มีความต่างอยู่พอสมควร
ต่อไปนี้เปรียบเทียบผลข้างเคียงของวีโกวีและเม้าน์จาโรด้วยตัวเลขจากการทดลองทางคลินิกจริง ว่าอาการไหนพบบ่อยแค่ไหน มีกี่คนหยุดยาเพราะรับไม่ได้ และความเสี่ยงที่ต้องระวังจริงๆ มีอะไรบ้าง การดูข้อมูลตรงๆ ช่วยให้ตัดสินใจได้โดยไม่ต้องกลัวเกินจริง

วีโกวีกับเม้าน์จาโร ผลข้างเคียงต่างกันอย่างไร?
กลไกของสองยานี้ต่างกันเล็กน้อย วีโกวีมีสารเซมากลูไทด์ (semaglutide) ที่กระตุ้นฮอร์โมน GLP-1 เพียงตัวเดียว ส่วนเม้าน์จาโรมีสารเทอร์เซพาไทด์ (tirzepatide) ที่กระตุ้นทั้ง GLP-1 และ GIP พร้อมกัน ทั้งสองออกฤทธิ์ลดความอยากอาหารและชะลอการระบายของกระเพาะ ซึ่งนี่แหละคือต้นเหตุของอาการคลื่นไส้และปัญหาทางเดินอาหารที่พบบ่อยในทั้งสองยา
ภาพรวมของผลข้างเคียงคล้ายกัน อาการที่พบบ่อยที่สุดคือคลื่นไส้ ท้องเสีย อาเจียน และท้องผูก โดยส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการช่วงเพิ่งเริ่มยาหรือหลังปรับขนาดยาขึ้น และมักดีขึ้นเองเมื่อร่างกายปรับตัวได้ ในการทดลองทางคลินิก ผลข้างเคียงทางเดินอาหารส่วนมากอยู่ในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง กรณีรุนแรงพบน้อยมาก ความจริงคือวิธีรับมือกับอาการเหล่านี้ให้ผ่านไปได้สำคัญกว่าชื่อโรคแทรกซ้อนที่ฟังดูน่ากลัวด้วยซ้ำ
ในไทย ทั้งวีโกวีและเม้าน์จาโรหาได้ในคลินิกและโรงพยาบาลเอกชน เป็นยานอกบัญชียาหลักและไม่ครอบคลุมในสิทธิประกันสุขภาพทั่วไป ผลข้างเคียงและข้อห้ามใช้ของทั้งสองยาทับซ้อนกันมาก ดังนั้นไม่ว่าจะเลือกยาตัวไหน ข้อมูลด้านล่างนี้ใช้ได้กับทั้งคู่ ทั้งสองยาฉีดสัปดาห์ละครั้งเหมือนกัน รูปแบบการเกิดและหายของผลข้างเคียงจึงคล้ายกันด้วย

อาการที่พบบ่อยที่สุดคืออะไร?
อาการที่พบบ่อยที่สุดของทั้งสองยาคือคลื่นไส้ ในการศึกษาของวีโกวีพบว่าประมาณ 44% มีคลื่นไส้ 30% ท้องเสีย และ 25% อาเจียน ส่วนเม้าน์จาโรในขนาดสูงสุดรายงานว่าคลื่นไส้ประมาณ 31% ท้องเสีย 23% และอาเจียนประมาณ 12% ดูจากตัวเลขแล้วเม้าน์จาโรดูต่ำกว่า แต่มีข้อสำคัญที่ต้องเข้าใจก่อน
ตัวเลขในกราฟมาจากการทดลองคนละชุด วีโกวีเทียบกับยาหลอกในการศึกษาหนึ่ง เม้าน์จาโรเทียบกับยาหลอกในอีกการศึกษาหนึ่ง ทั้งสองมีกลุ่มตัวอย่าง ระยะเวลา และวิธีวัดผลที่แตกต่างกัน จึงนำตัวเลขมาวางเปรียบกันตรงๆ ไม่ได้หมายความว่าเม้าน์จาโรทนได้ง่ายกว่า สำหรับท้องผูก กลับพบว่าวีโกวีรายงานมากกว่าเล็กน้อย
ที่เห็นชัดร่วมกันคือทั้งสองยามีคลื่นไส้เป็นอาการอันดับหนึ่ง รองลงมาคือท้องเสียและอาเจียนตามลำดับเหมือนกัน อาการเหล่านี้มักรุนแรงที่สุดช่วงเพิ่งปรับขนาดยาขึ้น แล้วค่อยๆ ดีขึ้นเอง ในทางปฏิบัติความเร็วของการปรับขนาดยาจึงสำคัญกว่าตัวเลขสถิติมาก ยาตัวเดียวกันแต่เพิ่มขนาดเร็วหรือช้าต่างกัน ประสบการณ์ที่ได้รับก็ต่างกันมาก ช่วงไม่กี่สัปดาห์แรกมักเป็นช่วงที่ยากที่สุด หลังจากนั้นจะดีขึ้นชัดเจน

มีกี่คนที่ต้องหยุดยาเพราะทนไม่ได้?
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องหยุดยา คำถามที่ตรงกับชีวิตจริงมากกว่าคือมีกี่เปอร์เซ็นต์ที่ต้องยอมแพ้เพราะรับไม่ได้จริงๆ จากแต่ละการศึกษา อัตราหยุดยาเพราะผลข้างเคียงทางเดินอาหารอยู่ในหลักหน่วย วีโกวีอยู่ที่ประมาณ 4, 7% เม้าน์จาโรอยู่ที่ประมาณ 4, 7% ตามขนาดยา ซึ่งหมายความว่าคนส่วนใหญ่ยังทนอยู่ได้และใช้ยาต่อ
มีการศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษ กราฟด้านบนมาจากการทดลองที่เปรียบเทียบสองยาโดยตรงในกลุ่มตัวอย่างเดียวกัน พบว่าหยุดยาเพราะผลข้างเคียงทางเดินอาหาร 2.7% ในกลุ่มเม้าน์จาโร และ 5.6% ในกลุ่มวีโกวี ข้อมูลจากการเปรียบเทียบโดยตรงแบบนี้มีน้ำหนักมากกว่าตัวเลขจากการศึกษาแยกกัน ถ้าดูเฉพาะการศึกษานี้พอบอกได้ว่าเม้าน์จาโรทนได้ดีกว่าเล็กน้อย และอัตราหยุดยาโดยรวมก็ไม่สูงในทั้งสองกลุ่ม
แต่ยังสรุปไม่ได้ว่าเม้าน์จาโรปลอดภัยกว่าในทุกแง่ แม้แต่ในการศึกษาที่เปรียบเทียบโดยตรง ก็ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดว่าอาการแต่ละอย่างต่างกันแค่ไหน และยาที่ออกฤทธิ์แรงกว่ามักมีผลต่อระบบทางเดินอาหารมากกว่าเช่นกัน ความสัมพันธ์ระหว่างประสิทธิภาพกับความทนทานจึงไม่ตรงไปตรงมา วิธีที่ได้ผลที่สุดในการลดอัตราหยุดยาคือการปรับขนาดยาช้าๆ ไม่ใช่การเปลี่ยนไปใช้ยาอีกตัว และเมื่อหยุดยาแล้ว อาการมักดีขึ้นเองโดยไม่มีปัญหาตกค้าง

ตับอ่อนอักเสบและนิ่วในถุงน้ำดี น่ากลัวแค่ไหน?
เรื่องตับอ่อนอักเสบที่หลายคนกังวล จากการทดลองทางคลินิกพบว่าทั้งสองยามีอัตราตับอ่อนอักเสบประมาณ 0.2% ซึ่งไม่ต่างจากกลุ่มยาหลอกมากนัก การวิเคราะห์รวมหลายการศึกษาก็ไม่พบว่าทั้งสองยาเพิ่มความเสี่ยงตับอ่อนอักเสบอย่างมีนัยสำคัญ ถ้ามีประวัติตับอ่อนอักเสบมาก่อนต้องแจ้งแพทย์ แต่โดยทั่วไปไม่ใช่ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยจนน่ากลัวเกินไป
เรื่องถุงน้ำดีต่างออกไป จากกราฟด้านบน ปัญหาเกี่ยวกับถุงน้ำดีเพิ่มขึ้นชัดเจนกว่าในกลุ่มวีโกวีเมื่อเทียบกับยาหลอก และการวิเคราะห์รวมหลายการศึกษาก็พบว่าเซมากลูไทด์เพิ่มความเสี่ยงนิ่วในถุงน้ำดีอย่างมีนัยสำคัญ ในเม้าน์จาโรสัญญาณนี้ยังไม่ชัดเจนในเชิงสถิติ อย่างไรก็ตาม การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วเองก็เป็นปัจจัยเสี่ยงนิ่วในถุงน้ำดี จึงยากจะแยกว่าเกิดจากยาโดยตรงหรือจากการที่น้ำหนักลดเร็ว
มีอีกสองเรื่องที่ควรรู้ ทั้งสองยามีคำเตือนเรื่องเนื้องอกต่อมไทรอยด์ในเอกสารกำกับยา ซึ่งมาจากการทดลองในหนู ยังไม่มีหลักฐานชัดในคน แต่ผู้ที่มีประวัติหรือมีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ชนิดเมดัลลารีจะใช้ยาทั้งสองตัวนี้ไม่ได้ นอกจากนี้มีรายงานภาวะลำไส้อุดตันที่พบน้อยมาก ซึ่งในสหรัฐฯ มีการเพิ่มข้อความเตือนในเอกสารยาแล้ว แต่ยังไม่ยืนยันความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ การรู้ตัวเลขความถี่ที่แท้จริงช่วยให้ไม่กลัวเกินความจำเป็น

จะลดผลข้างเคียงได้อย่างไร และใครไม่ควรใช้?
วิธีที่ได้ผลชัดที่สุดคือการขึ้นขนาดยาช้าๆ มีการศึกษาหนึ่งพบว่ากลุ่มที่เพิ่มขนาดตามตารางเร็วๆ มีอัตราหยุดยา 19% แต่กลุ่มที่ปรับตามอาการช้าๆ อยู่แค่ 2% เท่านั้น เพียงแค่รักษาขนาดยาเดิมไว้อีกหนึ่งถึงสองสัปดาห์เมื่อคลื่นไส้ยังอยู่ก่อนขึ้นขนาดต่อไป ก็ช่วยได้มาก อาการมักแย่สุดช่วงเพิ่งขึ้นขนาด แล้วค่อยๆ ดีขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์
ปรับพฤติกรรมการกินช่วยได้เช่นกัน กินทีละน้อยบ่อยครั้งแทนมื้อใหญ่ ลดอาหารมันหรืออาหารทอด กินช้าลง คำแนะนำเหล่านี้แม้หลักฐานทางคลินิกจะไม่แข็งแกร่งมาก แต่ก็ไม่มีผลเสียและลองทำได้ง่าย ถ้าอาการไม่ดีขึ้น มีปวดท้องรุนแรง หรืออาเจียนต่อเนื่องหายไม่ได้ ควรปรึกษาแพทย์แทนการฝืนใช้ต่อ
กลุ่มที่ห้ามใช้ยาทั้งสองมีชัดเจน ได้แก่ ผู้ที่มีประวัติหรือมีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ชนิดเมดัลลารี ผู้ที่มีภาวะเนื้องอกต่อมไร้ท่อชนิดพหุ (MEN2) ผู้ที่มีประวัติตับอ่อนอักเสบหรือโรคถุงน้ำดี ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือวางแผนจะมีบุตร รวมถึงผู้ที่ใช้ยาเบาหวานร่วมด้วยซึ่งอาจเสี่ยงน้ำตาลต่ำ สรุปแล้วไม่ว่าจะเลือกวีโกวีหรือเม้าน์จาโร กรอบผลข้างเคียงใหญ่ๆ ไม่ต่างกันมาก อาการทางเดินอาหารที่พบบ่อยรับมือได้ด้วยการขึ้นขนาดยาช้าๆ ส่วนความเสี่ยงที่หายากควรคัดกรองก่อนเริ่มยา ยาไหนเหมาะกับใครขึ้นอยู่กับประวัติและเป้าหมาย ควรตัดสินใจร่วมกับแพทย์ที่ดูแล
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

โมนจาโร, วีโกวี ต่างกันอย่างไร: กลไก GLP-1 ที่ทำให้หิวน้อยลง ผลจากงานวิจัย และน้ำหนักหลังหยุดยา
ยาฉีดลดน้ำหนัก GLP-1 อย่างโมนจาโรและวีโกวีออกฤทธิ์ต่อร่างกายอย่างไร งานวิจัยรายงานตัวเลขน้ำหนักลดเฉลี่ยไว้เท่าไหร่ ทั้งสองยาต่างกันตรงไหน ผลข้างเคียงที่ต้องรู้ และเกิดอะไรขึ้นกับน้ำหนักเมื่อหยุดฉีด, อธิบายจากมุมมองทางการแพทย์
By Dr. Kim

รีจูราน Healer Eye HB ต่างกันอย่างไร ความเข้มข้น PN และสูตรที่ควรรู้ก่อนเลือก
Rejuran Healer, Eye และ HB แตกต่างกันที่ส่วนผสม ปริมาณ และบริเวณที่ใช้อย่างไร เปรียบเทียบให้เห็นชัดในตาราง พร้อมอธิบาย PN กับ PDRN ต่างกันตรงไหน HA ใน HB ทำอะไร และอาการบวมหลัง embossing จะยุบเมื่อไหร่
By Dr. Lee

Profhilo ฟื้นผิวได้จริงไหม? HA ไบโอรีโมเดลลิ่งต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร
Profhilo คืออะไร ต่างจากฟิลเลอร์และ Rejuran อย่างไร ผลด้านความยืดหยุ่นและความชุ่มชื้นจากข้อมูลคลินิกจริง ผลเริ่มเมื่อไหร่ อยู่ได้นานแค่ไหน ผลข้างเคียงและความปลอดภัยมีอะไรบ้าง จากมุมมองแพทย์ในห้องตรวจ
By Dr. Lee