prettytime
Diet

วีโกวีกับเม้าน์จาโร ผลข้างเคียงต่างกันอย่างไร — คลื่นไส้จนถึงตับอ่อนอักเสบ ระวังเรื่องอะไรบ้าง

By Dr. Kim1 min read

วีโกวีและเม้าน์จาโรกลายเป็นที่พูดถึงกันมากในวงการลดน้ำหนัก แต่สิ่งที่คนถามมากที่สุดก่อนตัดสินใจฉีดคือเรื่องผลข้างเคียง คลื่นไส้จะหนักแค่ไหน จะทนได้ไหม หรือถึงขนาดต้องหยุดยา แล้วเรื่องตับอ่อนอักเสบหรือนิ่วในถุงน้ำดีที่เคยได้ยินมา มันเป็นเรื่องจริงแค่ไหน ทั้งสองยาต่างก็มีผลต่อระบบทางเดินอาหารคล้ายกัน แต่ถ้าดูละเอียดขึ้น ลักษณะและน้ำหนักของผลข้างเคียงก็มีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร

บทความนี้เปรียบเทียบผลข้างเคียงของวีโกวีและเม้าน์จาโรโดยใช้ตัวเลขจากการทดลองทางคลินิกจริง ว่าอาการไหนพบบ่อยแค่ไหน มีกี่คนหยุดยาเพราะรับไม่ได้ และความเสี่ยงที่ต้องระวังจริงๆ มีอะไรบ้าง แทนที่จะพึ่งโฆษณาหรือกระแสโซเชียล การดูข้อมูลตรงๆ ช่วยให้ตัดสินใจได้โดยไม่ต้องกลัวเกินจริง

ปากกาฉีดยา GLP-1 วีโกวี

วีโกวีกับเม้าน์จาโร ผลข้างเคียงต่างกันอย่างไร?

กลไกของสองยานี้ต่างกันเล็กน้อย วีโกวีมีสารเซมากลูไทด์ (semaglutide) ที่กระตุ้นฮอร์โมน GLP-1 เพียงตัวเดียว ส่วนเม้าน์จาโรมีสารเทอร์เซพาไทด์ (tirzepatide) ที่กระตุ้นทั้ง GLP-1 และ GIP พร้อมกัน ทั้งสองออกฤทธิ์ลดความอยากอาหารและชะลอการระบายของกระเพาะ ซึ่งนี่แหละคือต้นเหตุของอาการคลื่นไส้และปัญหาทางเดินอาหารที่พบบ่อยในทั้งสองยา

ภาพรวมของผลข้างเคียงคล้ายกัน อาการที่พบบ่อยที่สุดคือคลื่นไส้ ท้องเสีย อาเจียน และท้องผูก โดยส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการช่วงเพิ่งเริ่มยาหรือหลังปรับขนาดยาขึ้น และมักดีขึ้นเองเมื่อร่างกายปรับตัวได้ ในการทดลองทางคลินิก ผลข้างเคียงทางเดินอาหารส่วนมากอยู่ในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง กรณีรุนแรงพบน้อยมาก ความจริงคือวิธีรับมือกับอาการเหล่านี้ให้ผ่านไปได้สำคัญกว่าชื่อโรคแทรกซ้อนที่ฟังดูน่ากลัวด้วยซ้ำ

ในไทย ทั้งวีโกวีและเม้าน์จาโรหาได้ในคลินิกและโรงพยาบาลเอกชน เป็นยานอกบัญชียาหลักและไม่ครอบคลุมในสิทธิประกันสุขภาพทั่วไป ผลข้างเคียงและข้อห้ามใช้ของทั้งสองยาทับซ้อนกันมาก ดังนั้นไม่ว่าจะเลือกยาตัวไหน ข้อมูลด้านล่างนี้ใช้ได้กับทั้งคู่ ทั้งสองยาฉีดสัปดาห์ละครั้งเหมือนกัน รูปแบบการเกิดและหายของผลข้างเคียงจึงคล้ายกันด้วย

ผลข้างเคียงทางเดินอาหารที่พบบ่อยของวีโกวีและเม้าน์จาโร — คลื่นไส้พบมากที่สุดในทั้งสองยา (วีโกวีจากการศึกษา STEP, เม้าน์จาโร 15 มก. จากการศึกษา SURMOUNT-1 ซึ่งเป็นการทดลองคนละชุด)
ผลข้างเคียงทางเดินอาหารที่พบบ่อยของวีโกวีและเม้าน์จาโร — คลื่นไส้พบมากที่สุดในทั้งสองยา (วีโกวีจากการศึกษา STEP, เม้าน์จาโร 15 มก. จากการศึกษา SURMOUNT-1 ซึ่งเป็นการทดลองคนละชุด)

อาการที่พบบ่อยที่สุดคืออะไร?

อาการที่พบบ่อยที่สุดของทั้งสองยาคือคลื่นไส้ ในการศึกษาของวีโกวีพบว่าประมาณ 44% มีคลื่นไส้ 30% ท้องเสีย และ 25% อาเจียน ส่วนเม้าน์จาโรในขนาดสูงสุดรายงานว่าคลื่นไส้ประมาณ 31% ท้องเสีย 23% และอาเจียนประมาณ 12% ดูจากตัวเลขแล้วเม้าน์จาโรดูต่ำกว่า แต่มีข้อสำคัญที่ต้องเข้าใจก่อน

ตัวเลขในกราฟมาจากการทดลองคนละชุด วีโกวีเทียบกับยาหลอกในการศึกษาหนึ่ง เม้าน์จาโรเทียบกับยาหลอกในอีกการศึกษาหนึ่ง ทั้งสองมีกลุ่มตัวอย่าง ระยะเวลา และวิธีวัดผลที่แตกต่างกัน จึงนำตัวเลขมาวางเปรียบกันตรงๆ ไม่ได้หมายความว่าเม้าน์จาโรทนได้ง่ายกว่า สำหรับท้องผูก กลับพบว่าวีโกวีรายงานมากกว่าเล็กน้อย

สิ่งที่เห็นชัดร่วมกันคือทั้งสองยามีคลื่นไส้เป็นอาการอันดับหนึ่ง รองลงมาคือท้องเสียและอาเจียนตามลำดับเหมือนกัน และอาการเหล่านี้มักรุนแรงที่สุดช่วงเพิ่งปรับขนาดยาขึ้น แล้วค่อยๆ ดีขึ้นเอง ดังนั้นในทางปฏิบัติ ความเร็วของการปรับขนาดยาสำคัญกว่าตัวเลขสถิติมาก ยาตัวเดียวกันแต่เพิ่มขนาดเร็วหรือช้าต่างกัน ประสบการณ์ที่ได้รับก็ต่างกันมาก ช่วงไม่กี่สัปดาห์แรกมักเป็นช่วงที่ยากที่สุด หลังจากนั้นจะดีขึ้นอย่างชัดเจน

อัตราการหยุดยาเพราะผลข้างเคียง — จากการศึกษา SURMOUNT-5 ที่เปรียบเทียบสองยาโดยตรง พบว่าหยุดยาเพราะผลข้างเคียงทางเดินอาหาร 2.7% สำหรับเม้าน์จาโร และ 5.6% สำหรับวีโกวี
อัตราการหยุดยาเพราะผลข้างเคียง — จากการศึกษา SURMOUNT-5 ที่เปรียบเทียบสองยาโดยตรง พบว่าหยุดยาเพราะผลข้างเคียงทางเดินอาหาร 2.7% สำหรับเม้าน์จาโร และ 5.6% สำหรับวีโกวี

มีกี่คนที่ต้องหยุดยาเพราะทนไม่ได้?

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องหยุดยา คำถามที่ตรงกับชีวิตจริงมากกว่าคือมีกี่เปอร์เซ็นต์ที่ต้องยอมแพ้เพราะรับไม่ได้จริงๆ จากแต่ละการศึกษา อัตราหยุดยาเพราะผลข้างเคียงทางเดินอาหารอยู่ในหลักหน่วย วีโกวีอยู่ที่ประมาณ 4–7% เม้าน์จาโรอยู่ที่ประมาณ 4–7% ตามขนาดยา ซึ่งหมายความว่าคนส่วนใหญ่ยังทนอยู่ได้และใช้ยาต่อ

มีการศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษ กราฟด้านบนมาจากการทดลองที่เปรียบเทียบสองยาโดยตรงในกลุ่มตัวอย่างเดียวกัน พบว่าหยุดยาเพราะผลข้างเคียงทางเดินอาหาร 2.7% ในกลุ่มเม้าน์จาโร และ 5.6% ในกลุ่มวีโกวี ข้อมูลจากการเปรียบเทียบโดยตรงแบบนี้มีน้ำหนักมากกว่าตัวเลขจากการศึกษาแยกกัน ถ้าดูเฉพาะการศึกษานี้พอบอกได้ว่าเม้าน์จาโรทนได้ดีกว่าเล็กน้อย และอัตราหยุดยาโดยรวมก็ไม่สูงในทั้งสองกลุ่ม

แต่ยังสรุปไม่ได้ว่าเม้าน์จาโรปลอดภัยกว่าในทุกแง่ แม้แต่ในการศึกษาที่เปรียบเทียบโดยตรง ก็ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดว่าอาการแต่ละอย่างต่างกันแค่ไหน และยาที่ออกฤทธิ์แรงกว่ามักมีผลต่อระบบทางเดินอาหารมากกว่าเช่นกัน ความสัมพันธ์ระหว่างประสิทธิภาพกับความทนทานจึงไม่ตรงไปตรงมา วิธีที่ได้ผลที่สุดในการลดอัตราหยุดยาคือการปรับขนาดยาช้าๆ ไม่ใช่การเปลี่ยนไปใช้ยาอีกตัว และเมื่อหยุดยาแล้ว อาการมักดีขึ้นเองโดยไม่มีปัญหาตกค้าง

ผลข้างเคียงร้ายแรง — ปัญหาถุงน้ำดีเพิ่มขึ้นชัดเจนกว่าในวีโกวี ส่วนตับอ่อนอักเสบพบประมาณ 0.2% ในทั้งสองยา ใกล้เคียงกับกลุ่มยาหลอก
ผลข้างเคียงร้ายแรง — ปัญหาถุงน้ำดีเพิ่มขึ้นชัดเจนกว่าในวีโกวี ส่วนตับอ่อนอักเสบพบประมาณ 0.2% ในทั้งสองยา ใกล้เคียงกับกลุ่มยาหลอก

ตับอ่อนอักเสบและนิ่วในถุงน้ำดี น่ากลัวแค่ไหน?

เรื่องตับอ่อนอักเสบที่หลายคนกังวล จากการทดลองทางคลินิกพบว่าทั้งสองยามีอัตราตับอ่อนอักเสบประมาณ 0.2% ซึ่งไม่ต่างจากกลุ่มยาหลอกมากนัก การวิเคราะห์รวมหลายการศึกษาก็ไม่พบว่าทั้งสองยาเพิ่มความเสี่ยงตับอ่อนอักเสบอย่างมีนัยสำคัญ ถ้ามีประวัติตับอ่อนอักเสบมาก่อนต้องแจ้งแพทย์ แต่โดยทั่วไปไม่ใช่ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยจนน่ากลัวเกินไป

เรื่องถุงน้ำดีต่างออกไป จากกราฟด้านบน ปัญหาเกี่ยวกับถุงน้ำดีเพิ่มขึ้นชัดเจนกว่าในกลุ่มวีโกวีเมื่อเทียบกับยาหลอก และการวิเคราะห์รวมหลายการศึกษาก็พบว่าเซมากลูไทด์เพิ่มความเสี่ยงนิ่วในถุงน้ำดีอย่างมีนัยสำคัญ ในเม้าน์จาโรสัญญาณนี้ยังไม่ชัดเจนในเชิงสถิติ อย่างไรก็ตาม การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วเองก็เป็นปัจจัยเสี่ยงนิ่วในถุงน้ำดี จึงยากจะแยกว่าเกิดจากยาโดยตรงหรือจากการที่น้ำหนักลดเร็ว

มีอีกสองเรื่องที่ควรรู้ ทั้งสองยามีคำเตือนเรื่องเนื้องอกต่อมไทรอยด์ในเอกสารกำกับยา ซึ่งมาจากการทดลองในหนู ยังไม่มีหลักฐานชัดในคน แต่ผู้ที่มีประวัติหรือมีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ชนิดเมดัลลารีจะไม่สามารถใช้ยาทั้งสองตัวนี้ได้ นอกจากนี้มีรายงานภาวะลำไส้อุดตันที่พบน้อยมาก ซึ่งในสหรัฐฯ มีการเพิ่มข้อความเตือนในเอกสารยาแล้ว แต่ยังไม่ยืนยันความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ การรู้ตัวเลขความถี่ที่แท้จริงช่วยให้ไม่กลัวเกินความจำเป็น

การฉีดยา GLP-1

จะลดผลข้างเคียงได้อย่างไร และใครไม่ควรใช้?

วิธีที่ได้ผลชัดที่สุดคือการขึ้นขนาดยาช้าๆ มีการศึกษาหนึ่งพบว่ากลุ่มที่เพิ่มขนาดตามตารางเร็วๆ มีอัตราหยุดยา 19% แต่กลุ่มที่ปรับตามอาการช้าๆ อยู่แค่ 2% เท่านั้น เพียงแค่รักษาขนาดยาเดิมไว้อีกหนึ่งถึงสองสัปดาห์เมื่อคลื่นไส้ยังอยู่ก่อนขึ้นขนาดต่อไป ก็ช่วยได้มาก อาการมักแย่สุดช่วงเพิ่งขึ้นขนาด แล้วค่อยๆ ดีขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์

ปรับพฤติกรรมการกินช่วยได้เช่นกัน กินทีละน้อยบ่อยครั้งแทนมื้อใหญ่ ลดอาหารมันหรืออาหารทอด กินช้าลง คำแนะนำเหล่านี้แม้หลักฐานทางคลินิกจะไม่แข็งแกร่งมาก แต่ก็ไม่มีผลเสียและลองทำได้ง่าย ถ้าอาการไม่ดีขึ้น มีปวดท้องรุนแรง หรืออาเจียนต่อเนื่องหายไม่ได้ ควรปรึกษาแพทย์แทนการฝืนใช้ต่อ

กลุ่มที่ห้ามใช้ยาทั้งสองมีชัดเจน ได้แก่ ผู้ที่มีประวัติหรือมีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ชนิดเมดัลลารี ผู้ที่มีภาวะเนื้องอกต่อมไร้ท่อชนิดพหุ (MEN2) ผู้ที่มีประวัติตับอ่อนอักเสบหรือโรคถุงน้ำดี ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือวางแผนจะมีบุตร รวมถึงผู้ที่ใช้ยาเบาหวานร่วมด้วยซึ่งอาจเสี่ยงน้ำตาลต่ำ สรุปแล้วไม่ว่าจะเลือกวีโกวีหรือเม้าน์จาโร กรอบผลข้างเคียงใหญ่ๆ ไม่ต่างกันมาก อาการทางเดินอาหารที่พบบ่อยรับมือได้ด้วยการขึ้นขนาดยาช้าๆ ส่วนความเสี่ยงที่หายากควรคัดกรองก่อนเริ่มยา ยาไหนเหมาะกับใครขึ้นอยู่กับประวัติและเป้าหมาย ควรตัดสินใจร่วมกับแพทย์ที่ดูแล

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Diet

โมนจาโร–วีโกวี ต่างกันอย่างไร: กลไก GLP-1 ที่ทำให้หิวน้อยลง ผลจากงานวิจัย และน้ำหนักหลังหยุดยา

ยาฉีดลดน้ำหนัก GLP-1 อย่างโมนจาโรและวีโกวีออกฤทธิ์ต่อร่างกายอย่างไร งานวิจัยรายงานตัวเลขน้ำหนักลดเฉลี่ยไว้เท่าไหร่ ทั้งสองยาต่างกันตรงไหน ผลข้างเคียงที่ต้องรู้ และเกิดอะไรขึ้นกับน้ำหนักเมื่อหยุดฉีด — อธิบายจากมุมมองทางการแพทย์

By Dr. Kim

Diet

วีโกวี มาวน์จาโร ฉีดครั้งเดียวยาอยู่กี่วัน — หยุดยาแล้วน้ำหนักขึ้นคืนจริงไหม?

ค่าครึ่งชีวิตของวีโกวีและมาวน์จาโร ระยะเวลาที่ยาออกฤทธิ์เต็มที่ และตัวเลขจากการทดลองทางคลินิกจริงว่าเมื่อหยุดยาแล้วน้ำหนักที่เคยลดไปจะกลับคืนมามากแค่ไหน

By Dr. Kim

Filler

Juvelook PDLLA+HA: กระตุ้นคอลลาเจนพร้อมเห็นผลทันที ต่างจาก Sculptra อย่างไร

PDLLA กับไฮยาลูโรนิคแอซิดใน Juvelook ทำงานร่วมกันอย่างไรในการให้ความชุ่มชื้นทันทีและสร้างคอลลาเจนระยะยาว เปรียบเทียบกับ Sculptra มีหลักฐานทางคลินิกมากแค่ไหน เหมาะกับใคร และมีผลข้างเคียงอะไรที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ

By Dr. Kim

Back to articles