ยาฉีดแซลมอน PN กับ PDRN ต่างกันอย่างไร และริจูรันอยู่ฝั่งไหน
By Dr. Kim2 min read

ที่คลินิกผิวหนัง เราได้ยินคำว่า "ยาฉีดแซลมอน" บ้าง "ริจูรัน" บ้าง แถมยังมีคำย่ออย่าง PN กับ PDRN ผสมอยู่ด้วย พอฟังรวมกันก็ยิ่งงงว่าของเดียวกันหรือเปล่า หลายคนใช้มาแล้วยังไม่แน่ใจว่าตัวเองฉีดอะไรกันแน่
ขอเริ่มจากภาพรวมก่อน PN และ PDRN ต่างก็สกัดจาก DNA ของปลาแซลมอนหรือปลาเทราต์ จึงมีรากเดียวกัน นั่นแหละที่ทำให้ทั้งคู่ถูกเรียกรวมว่ายาฉีดแซลมอน แต่ความยาวของสาย DNA ที่ต่างกันทำให้คุณสมบัติและจุดเด่นของแต่ละตัวแตกต่างกันออกไป ชื่อคล้ายกันจนสับสน แต่พอเข้าใจว่าส่วนประกอบและเป้าหมายต่างกันอย่างไร การเลือกก็ไม่ยากอีกต่อไป ว่าอะไรต่างกันอย่างไร ริจูรันอยู่ฝั่งไหน และอะไรเหมาะกับปัญหาผิวของเราได้เลยจากงานวิจัยจริง

PN กับ PDRN ต่างกันอย่างไร?
หัวใจของความต่างอยู่ที่ความยาวของสาย DNA ทั้งคู่ทำมาจาก DNA บริสุทธิ์จากปลาแซลมอนหรือเทราต์ แต่ PDRN คือ DNA ที่ถูกตัดให้สั้น ส่วน PN คือสายที่ยาวต่อเนื่อง เมื่อความยาวต่างกัน คุณสมบัติทางกายภาพก็ต่างตามไปด้วย
PDRN ที่เป็นชิ้นสั้นมีลักษณะใสบางใกล้เคียงของเหลว ทำหน้าที่คล้ายสัญญาณที่ส่งตรงไปยังเซลล์ได้ทันที ขณะที่ PN ซึ่งเป็นสายยาวจะดูดซึมน้ำและกลายเป็นเนื้อเจลข้นหนืด เนื้อเจลนี้จะสร้างโครงตาข่ายรองรับภายในผิว ช่วยกักเก็บน้ำและเป็นฐานให้เซลล์ยึดเกาะ ความหนืดที่ต่างกันนี้ยังส่งผลต่อขนาดเข็มและความรู้สึกตอนฉีดด้วย
แม้จะมาจาก DNA แซลมอนเหมือนกัน แต่บทบาทจึงแตกต่างกัน PDRN เก่งด้านส่งสัญญาณกระตุ้นการฟื้นฟู ส่วน PN เก่งด้านเติมเต็มและค้ำจุนผิวในเชิงกายภาพ ถ้าเปรียบให้เห็นภาพ PDRN คือโน้ตคำสั่งที่ส่งให้ช่างซ่อม ส่วน PN คือนั่งร้านที่ช่างใช้ทำงาน ทั้งนี้เกณฑ์แบ่งความยาวของ PN และ PDRN อาจต่างกันเล็กน้อยในแต่ละประเทศหรือบริษัท จึงเข้าใจตามลักษณะนิสัยนี้จะง่ายกว่าการจำตัวเลขแบบตายตัว

ริจูรันเป็น PN หรือ PDRN กันแน่?
นี่คือจุดที่สับสนกันมากที่สุด คำตอบตรง ๆ คือ ริจูรันอยู่ในกลุ่ม PN เพราะบริษัทผู้ผลิตใช้เทคโนโลยีที่แปรรูป DNA แซลมอนให้อยู่ในรูปสายยาว หลายคนเรียกริจูรันว่ายา PDRN แต่ถ้าพูดให้ถูกต้อง ควรจัดเป็นกลุ่ม PN มากกว่า
การจัดประเภทก็ต่างกันด้วย ในเกาหลี ผลิตภัณฑ์ PN อย่างริจูรันจัดเป็นเครื่องมือแพทย์ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสม PDRN จัดเป็นยา ซึ่งหมายความว่ากระบวนการขออนุมัติและการตรวจสอบก็ต่างกันด้วย ต้นฉบับของ PDRN สายสั้นคืออิตาลี Placentex ส่วน PN สายยาวก็มีริจูรันและ Plurinest จากอิตาลีเป็นตัวอย่าง
แล้วทำไมถึงสับสนกันมากขนาดนี้? เพราะตอนแรกคำว่า "ยาฉีดแซลมอน" เริ่มจากผลิตภัณฑ์ PDRN ก่อน แล้วริจูรันก็ดังขึ้นมาในกลุ่ม PN ทีหลัง ทำให้ทั้งสองชื่อถูกใช้ผสมกันภายใต้คำเดียวกัน โฆษณาและรีวิวก็มักใช้สองคำนี้สลับกัน ดังนั้นถ้าคลินิกบอกว่าจะฉีดยาแซลมอน ลองถามให้ชัดว่าเป็น PN หรือ PDRN จะได้ตัดสินใจได้ถูกต้อง ชื่อสำคัญน้อยกว่าส่วนประกอบและเป้าหมาย

กลไกการทำงานแตกต่างกันแค่ไหน?
สองตัวนี้ทำงานในผิวต่างกัน PDRN เริ่มต้นด้วยการกดสวิตช์ที่เรียกว่าตัวรับอะดีโนซีน พอสวิตช์นี้เปิด การอักเสบจะลดลง หลอดเลือดใหม่งอกขึ้น และเซลล์ที่สร้างคอลลาเจนก็ทำงานกระฉับกระเฉงขึ้น ทำให้ PDRN เก่งเรื่องช่วยสมานแผลและระงับรอยแดง
PN ทำงานต่างออกไป สายยาวที่ดูดน้ำกลายเป็นเจลจะทำหน้าที่เป็นโครงค้ำจุนภายในผิว โครงนี้กักเก็บน้ำไว้ทำให้ผิวชุ่มชื้นทันที พร้อมเป็นฐานให้เซลล์เกาะยึดและช่วยให้คอลลาเจนและเส้นใยยืดหยุ่นงอกขึ้น นั่นจึงเป็นเหตุที่ PN ได้ผลดีกับผิวชุ่มแน่น รูขุมขนกระชับ และเนื้อผิวเรียบเนียน รวมถึงรูขุมขนที่หย่อนยานจากความยืดหยุ่นที่ลดลงก็ได้ผลดีด้วย
แน่นอนว่า PN ก็ถูกย่อยสลายบางส่วนในร่างกาย และสามารถกระตุ้นตัวรับเดียวกับ PDRN ได้เช่นกัน สองกลไกนี้จึงไม่ได้แยกขาดจากกันอย่างสมบูรณ์ แต่ถ้าจะจับทิศทางให้ชัด PDRN คือสัญญาณที่กระตุ้นการฟื้นฟู ส่วน PN คือโครงที่เติมเต็มและค้ำจุน จึงไม่ใช่ว่าอันไหนดีกว่ากัน แต่เป็นเครื่องมือคนละแบบที่มีเป้าหมายต่างกัน

ผลลัพธ์ที่ได้รับจริงเป็นอย่างไร?
น้ำหนักหลักฐานขึ้นอยู่กับการใช้งาน PDRN มีหลักฐานชัดเจนที่สุดในด้านการสมานแผล การศึกษาที่ออกแบบมาอย่างดีในผู้ป่วยแผลเบาหวานที่เท้า 216 คนพบว่ากลุ่มที่ใช้ PDRN มีอัตราการหายสนิทอยู่ที่ ~37% เทียบกับกลุ่มยาหลอกที่ ~19% เกือบสองเท่า แสดงว่าหลักการกระตุ้นการฟื้นฟูนั้นได้ผลจริงในบาดแผลจริง
ด้านความงามก็มีหลักฐานสนับสนุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การศึกษาที่ใช้ PN กับบริเวณร่องแก้มพบว่าค่าความลึกของริ้วรอยลดจาก ~36 ก่อนฉีด เหลือ ~28 หลัง 6 สัปดาห์ ส่วนการศึกษาในอาสาสมัครชาวเอเชีย 30 คนพบว่าความตึงกระชับ ความเงา และเนื้อผิวดีขึ้นจาก 3.4 เป็น 3.6 คะแนนจากเต็ม 5 ทิศทางที่ผิวชุ่มชื้น ยืดหยุ่น และเนื้อผิวดีขึ้นนั้นสม่ำเสมอ
ต้องพูดตรง ๆ ว่างานวิจัยด้านความงามส่วนใหญ่มีกลุ่มตัวอย่างเล็กและมักขาดกลุ่มเปรียบเทียบ ดังนั้นควรมองว่าผลลัพธ์จะค่อย ๆ ดีขึ้นอย่างนุ่มนวลหลายรอบ ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงดราม่าทันตาในครั้งเดียว และควรทราบด้วยว่างานวิจัยช่วงแรกของริจูรันที่ถูกอ้างอิงกันมากถูกถอนออกในภายหลัง จึงไม่ใช้เป็นหลักฐานในปัจจุบัน แต่ด้วยประสบการณ์การใช้ในเกาหลีมานานและความพึงพอใจที่สะสมมา หากตั้งความคาดหวังอย่างสมเหตุสมผลก็มักได้ผลน่าพอใจ

ผลข้างเคียงที่ควรระวังมีอะไรบ้าง?
ทั้งสองตัวมีประวัติการใช้ที่ค่อนข้างปลอดภัยมายาวนาน ผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดมาจากการฉีดเอง ได้แก่ รอยแดง บวม และช้ำ ส่วนใหญ่จะหายเองภายในหนึ่งวันถึงหนึ่งสัปดาห์
เพราะ PN มีความหนืดสูง บางครั้งอาจรู้สึกมีตุ่มเล็ก ๆ ที่บริเวณฉีด เรียกกันทั่วไปว่า "papule" หรือที่ภาษาเกาหลีเรียกว่า "embo" ปกติจะยุบเองภายในไม่กี่วันถึงหนึ่งถึงสองสัปดาห์ ไม่ต้องกังวลมาก หลังฉีดอาจบวมหรือแดงชั่วคราว หากมีนัดสำคัญควรเผื่อเวลาสองสามวัน หากกังวลเรื่องช้ำ ควรหลีกเลี่ยงยาที่ทำให้เลือดจางและงดแอลกอฮอล์ก่อนและหลังฉีด
สิ่งหนึ่งที่ต้องตรวจสอบคือเรื่องภูมิแพ้ เนื่องจากส่วนประกอบสกัดจาก DNA ปลา ผู้ที่แพ้ปลาอย่างรุนแรงควรแจ้งแพทย์ก่อน โชคดีที่กระบวนการทำให้บริสุทธิ์จะกำจัดโปรตีนออกส่วนใหญ่ ทำให้ความเสี่ยงแพ้ต่ำ ต่างจากฟิลเลอร์ ยังไม่มีรายงานภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากการอุดหลอดเลือด แต่การฉีดในชั้นที่ถูกต้องก็สำคัญ จึงควรเลือกผู้ทำหัตถการที่มีประสบการณ์ สตรีตั้งครรภ์หรือผู้ที่มีการอักเสบในบริเวณที่จะฉีดควรเลื่อนนัดออกไปก่อน

แบบไหนเหมาะกับเราที่สุด?
แบ่งตามเป้าหมายจะได้ภาพชัดขึ้น ถ้าต้องการผิวชุ่มชื้นโดยรวม กระชับ รูขุมขนเล็กลง หรือเนื้อผิวเรียบเนียนขึ้น PN ที่ทำหน้าที่เป็นโครงค้ำจุนเติมเต็มจะเหมาะกว่า ริจูรันอยู่ในกลุ่มนี้ และเป็นที่นิยมในฐานะ skin booster สำหรับยกระดับคุณภาพผิวโดยรวม
ในทางกลับกัน ถ้าผิวแดงง่าย อยากลดรอยสิว หรืออยากให้ผิวฟื้นตัวเร็วหลังทำเลเซอร์หรือหัตถการอื่น PDRN ที่เก่งเรื่องฟื้นฟูจะตอบโจทย์กว่า คุณสมบัติต้านการอักเสบและช่วยสมานทำให้เหมาะกับผิวที่ระคายเคืองง่าย
ทั้งสองตัวมักฉีดห่างกัน 2-4 สัปดาห์ รวม 3-4 ครั้ง ผลจะค่อย ๆ เห็นชัดใน 4-8 สัปดาห์ และคงอยู่นาน 4-6 เดือน ไม่ใช่หัตถการที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นการดูแลผิวต่อเนื่อง ข้อดีอีกอย่างคือ downtime สั้น ไม่กระทบการใช้ชีวิตประจำวันมาก ลองคิดดูก่อนว่าปัญหาหลักของเราคือผิวขาดน้ำขาดความยืดหยุ่น หรือผิวอักเสบต้องการฟื้นฟู แล้วปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์เพื่อเลือกส่วนประกอบและผลิตภัณฑ์ที่ตรงจุด ทั้งสองตัวสามารถใช้ร่วมกันตามเป้าหมายได้ด้วย จึงไม่จำเป็นต้องยึดแค่อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอไป
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

รีจูราน Healer Eye HB ต่างกันอย่างไร ความเข้มข้น PN และสูตรที่ควรรู้ก่อนเลือก
Rejuran Healer, Eye และ HB แตกต่างกันที่ส่วนผสม ปริมาณ และบริเวณที่ใช้อย่างไร เปรียบเทียบให้เห็นชัดในตาราง พร้อมอธิบาย PN กับ PDRN ต่างกันตรงไหน HA ใน HB ทำอะไร และอาการบวมหลัง embossing จะยุบเมื่อไหร่
By Dr. Lee

SkinVive กับ Belotero Revive ต่างกันตรงไหน และควรเลือกตัวไหนดี?
SkinVive และ Belotero Revive เป็น HA skin booster เหมือนกัน แต่สูตร บทบาทของ glycerol ข้อมูลทางคลินิก และสถานะการอนุมัติต่างกัน บทความนี้สรุปข้อเท็จจริงจากงานวิจัยจริง พร้อมแนวทางการเลือกที่ใช้ได้จริง
By Dr. Kim

Fraxel ลบรอยสิวได้จริงไหม, สีผิวเข้มเสี่ยงดำหลังเลเซอร์แค่ไหน?
Fraxel และ fractional laser ทำงานกับรอยสิวอย่างไร ผลต่างกันตามรูปแบบของรอย ความเสี่ยงเกิดสีผิวหลังทำในผิวคนเอเชียอยู่ระดับไหน พร้อมข้อมูลจากงานวิจัยจริงและข้อเท็จจริงที่ควรรู้ก่อน เพราะรอยสิวไม่ได้หายหมด แค่จางลง
By Dr. Kim