โบท็อกซ์ไรผม ช่วยให้แนวผมต่ำลงจริงไหม
By Dr. Kim1 min read

ชื่อ โบท็อกซ์ไรผม มักทำให้เข้าใจผิด เพราะฟังดูเหมือนเป็นการฉีดที่ย้ายตำแหน่งเส้นผมให้ลงมาต่ำกว่าเดิม แต่ในความเป็นจริง ตำแหน่งของรากผมไม่ได้เปลี่ยนไปเพียงเพราะฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ
สิ่งที่การฉีดนี้ทำจริง ๆ คือการลดแรงบีบตัวของกล้ามเนื้อหน้าผาก ซึ่งส่งผลให้ตำแหน่งคิ้วและริ้วรอยหน้าผากถูกปรับไปพร้อมกัน และภาพรวมบริเวณไรผมจึงดูเรียบร้อยขึ้นตามไปด้วย แม้จะใช้ชื่อเดียว แต่จริง ๆ แล้วมีสองแนวทางที่ต่างกันปนอยู่ในนั้น บทความนี้จะแยกอธิบายทีละส่วน
โบท็อกซ์ไรผมฉีดตรงไหน?
โบท็อกซ์ไรผมไม่ได้ฉีดทั่วทั้งหน้าผาก แต่เน้นที่กล้ามเนื้อบริเวณหน้าผากส่วนบนใกล้ไรผมและขมับเป็นหลัก บริเวณนี้เป็นจุดที่ปลายของกล้ามเนื้อ frontalis (กล้ามเนื้อหน้าผากที่ทำหน้าที่ดึงหน้าผากขึ้น) พาดผ่าน
กล้ามเนื้อ frontalis ทำหน้าที่ยกคิ้วขึ้น เวลาตกใจแล้วเกิดริ้วรอยแนวนอนบนหน้าผาก ก็เป็นเพราะกล้ามเนื้อมัดนี้หดตัวแล้วดึงผิวหนังขึ้นไปด้วย เมื่อฉีดโบท็อกซ์บริเวณใกล้ไรผม แรงหดตัวของกล้ามเนื้อจะอ่อนลง แรงที่ดึงผิวหนังหน้าผากส่วนบนขึ้นก็ลดลงตามไปด้วย
พูดง่าย ๆ คือรากผมไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน แต่ทิศทางและแรงที่กล้ามเนื้อดึงผิวหนังเปลี่ยนไปต่างหาก ลองนึกภาพมือที่ดึงผ้าม่านคลายแรงลง รอยจีบของผ้าม่านก็เรียบลงตามไป หลักการก็คล้ายกันแบบนี้
หน้าผากดูยาวเพราะกล้ามเนื้อหรือเปล่า?
สาเหตุที่หน้าผากดูกว้างไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งเส้นผมเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าผิวหนังหน้าผากถูกดึงตึงมากแค่ไหนด้วย ถ้ากล้ามเนื้อ frontalis หดเกร็งเรื้อรังเป็นประจำ ผิวหนังหน้าผากก็มักถูกดึงค้างขึ้นด้านบนอยู่ตลอด
ในสภาพแบบนี้คิ้วจะยกสูงขึ้นเล็กน้อย ผิวหนังหน้าผากส่วนบนก็ตึงขึ้นตาม แม้ตำแหน่งไรผมจริงจะไม่ได้เปลี่ยนเลย แต่ก็อาจให้ความรู้สึกว่าหน้าผากยาวและกว้างกว่าที่เป็นจริง สัดส่วนที่เห็นด้วยตาเปลี่ยนไป ไม่ใช่แนวไรผมที่เคลื่อนที่จริง
เมื่อฉีดโบท็อกซ์คลายความตึงของกล้ามเนื้อ คิ้วจะค่อย ๆ ลงมาอยู่ในตำแหน่งที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น ความตึงของผิวหนังหน้าผากส่วนบนก็ลดลง ผลที่ตามมาคือระยะห่างระหว่างไรผมกับคิ้วดูสั้นลงในสายตา แม้เอาไม้บรรทัดวัดจริงแล้วต่างกันไม่มาก แต่นี่คือเหตุผลที่หน้าผากดูสมดุลขึ้นในสายตาคนมอง
ความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งคิ้วกับความยาวหน้าผาก
คิ้วทำหน้าที่เป็นจุดอ้างอิงในการประเมินสัดส่วนใบหน้า เพราะระยะห่างจากคิ้วถึงไรผมคือเกณฑ์หลักที่คนเราใช้ตัดสินว่าหน้าผากกว้างแค่ไหน
คนที่กล้ามเนื้อ frontalis แข็งแรงมักมีนิสัยยกคิ้วขึ้นโดยไม่รู้ตัวอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะคนที่หนังตาตกเล็กน้อย มักใช้กล้ามเนื้อหน้าผากช่วยยกคิ้วขึ้นเพื่อให้มองเห็นชัดขึ้น เมื่อสะสมนิสัยนี้ไปนาน ๆ ริ้วรอยแนวนอนบนหน้าผากส่วนบนก็ลึกขึ้นตามไปด้วย
เมื่อฉีดโบท็อกซ์ลดการใช้งานกล้ามเนื้อมัดนี้มากเกินไป คิ้วจะกลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิม และริ้วรอยบนหน้าผากส่วนบนก็จางลงไปพร้อมกัน ระยะห่างระหว่างคิ้วกับไรผมดูสั้นลงในสายตา พร้อมกับริ้วรอยที่เรียบเนียนขึ้น ทำให้ภาพรวมของหน้าผากดูนุ่มนวลและสั้นลงในเวลาเดียวกัน ทั้งสองการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากกล้ามเนื้อมัดเดียวกันพร้อม ๆ กันนั่นเอง
โบท็อกซ์หนังศีรษะช่วยเรื่องผมร่วงได้ไหม?
อีกเรื่องที่มักถูกพูดถึงคู่กับโบท็อกซ์ไรผมคือ โบท็อกซ์หนังศีรษะ แต่ทั้งสองอย่างนี้เล็งไปคนละบริเวณและมีเป้าหมายต่างกัน โบท็อกซ์หนังศีรษะฉีดเข้าที่บริเวณกลางศีรษะและ galea aponeurotica (พังผืดบาง ๆ แต่เหนียวที่คลุมอยู่ใต้หนังศีรษะทั่วทั้งศีรษะ)
หลักการเบื้องหลังของการรักษานี้คือ ถ้าพังผืดหนังศีรษะตึงเรื้อรังเป็นเวลานาน อาจไปกดทับหลอดเลือดที่อยู่ด้านล่าง ทำให้เลือดที่ไหลไปเลี้ยงรากผมลดลงได้ เมื่อเลือดไหลเวียนน้อยลง ออกซิเจนและสารอาหารก็ส่งไปถึงรากผมไม่เพียงพอ พร้อมกันนั้นยังมีสมมติฐานว่า DHT (dihydrotestosterone ฮอร์โมนที่รู้จักกันว่าทำให้รากผมฝ่อลง ซึ่งเป็นสารเมแทบอไลต์ของฮอร์โมนเพศชาย) อาจตกค้างอยู่ในเนื้อเยื่อได้นานขึ้นด้วย
แนวคิดของการรักษานี้คือ เมื่อโบท็อกซ์คลายความตึงของพังผืดหนังศีรษะ การไหลเวียนเลือดจะดีขึ้น และสภาพแวดล้อมของรากผมก็อาจดีตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่สนับสนุนทฤษฎีนี้ส่วนใหญ่ยังเป็นการศึกษาขนาดเล็ก และยังไม่ได้รับการยอมรับให้เป็นแนวทางมาตรฐานในการรักษาผมร่วง เมื่อเทียบกับการรักษาที่มีหลักฐานสะสมมานาน เช่น minoxidil หรือ finasteride แล้ว ควรเข้าใจว่านี่เป็นแนวทางเสริมมากกว่าจะเป็นทางเลือกหลัก
ด้วยเหตุนี้ โบท็อกซ์หนังศีรษะจึงมักถูกแนะนำให้ใช้ควบคู่กับ minoxidil หรือ finasteride มากกว่าจะใช้แทนที่ เพราะแนวทางที่คลายความตึงของพังผืดเพื่อปรับสภาพการไหลเวียนเลือด กับแนวทางที่ควบคุมกระบวนการเมแทบอลิซึมของฮอร์โมนโดยตรง ทำงานกันคนละจุด จึงเหมาะจะมองว่าเสริมกันมากกว่าจะแทนที่กัน ตามหลักฐานที่มีอยู่ในปัจจุบัน
เริ่มเห็นผลเมื่อไรและอยู่ได้นานแค่ไหน?
โบท็อกซ์ไม่ได้ทำให้กล้ามเนื้อหยุดทำงานทันทีที่ฉีด เพราะต้องใช้เวลาในการปิดกั้นการส่งสัญญาณระหว่างเส้นประสาทกับกล้ามเนื้อ
โดยทั่วไปจะเริ่มรู้สึกว่าแรงกล้ามเนื้ออ่อนลงตั้งแต่วันที่ 3 ถึงวันที่ 7 หลังฉีด และผลจะชัดเจนที่สุดในช่วงประมาณ 2 สัปดาห์ ทั้งโบท็อกซ์ไรผมและโบท็อกซ์หนังศีรษะมีไทม์ไลน์ใกล้เคียงกันแบบนี้
ระยะเวลาที่ผลลัพธ์คงอยู่มีรายงานอยู่ที่ประมาณ 3 ถึง 6 เดือน เมื่อพ้นช่วงนี้ไป ปลายประสาทจะแตกแขนงใหม่และเชื่อมต่อกับกล้ามเนื้ออีกครั้ง แรงกล้ามเนื้อจึงค่อย ๆ กลับคืนมา ดังนั้นถ้าต้องการให้ผลลัพธ์อยู่ต่อเนื่อง ก็ต้องฉีดซ้ำเป็นระยะ เช่นเดียวกับการฉีดโบท็อกซ์ในบริเวณอื่น ๆ
สิ่งที่ต้องเช็กก่อนฉีด
ก่อนตัดสินใจฉีดโบท็อกซ์ไรผม มีบางจุดที่ควรตรวจสอบล่วงหน้า
- ภาวะคิ้วตก: ถ้าคลายกล้ามเนื้อ frontalis มากเกินไป คิ้วอาจตกลงมามากจนตาดูหนักกว่าเดิม คนที่ใช้กล้ามเนื้อมัดนี้เพียงมัดเดียวในการยกคิ้วยิ่งต้องระวังเรื่องปริมาณยาที่ฉีด
- แรงกล้ามเนื้อหน้าผากเดิม: คนที่ริ้วรอยหน้าผากลึกและกล้ามเนื้อแข็งแรงมักรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงชัดเจนกว่า ส่วนคนที่กล้ามเนื้ออ่อนอยู่แล้วอาจเห็นการเปลี่ยนแปลงน้อยกว่า เพราะขนาดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อในแต่ละคนไม่เท่ากัน
- ภาวะหนังตาตกร่วมด้วย: คนที่หนังตาตกอยู่แล้วและใช้กล้ามเนื้อ frontalis ยกคิ้วช่วยขยายลานสายตา หากคลายกล้ามเนื้อมัดนี้ อาจทำให้ลานสายตาแคบลงกว่าเดิม จึงต้องตรวจสอบล่วงหน้าให้ดี
- สภาพหนังศีรษะและระดับผมร่วง: ถ้าพิจารณาโบท็อกซ์หนังศีรษะร่วมด้วย ควรเริ่มตั้งแต่ระยะแรกของผมร่วงมากกว่าบริเวณที่ผมร่วงไปมากแล้ว เพราะมีความสมเหตุสมผลตามหลักฐานมากกว่า
วิธีปฏิบัติตัวหลังฉีด
- หลังฉีดควรอยู่ในท่าตั้งตรงประมาณ 4 ถึง 6 ชั่วโมง หลีกเลี่ยงการนอนราบ เพื่อลดโอกาสที่ตัวยาจะกระจายไปยังกล้ามเนื้อบริเวณใกล้เคียง
- ในวันที่ฉีดควรหลีกเลี่ยงการกดหรือนวดบริเวณที่ฉีด เพราะตัวยาที่ยังไม่คงที่อาจเคลื่อนไปในทิศทางที่ไม่ต้องการได้
- การเปลี่ยนแปลง เช่น ภาวะคิ้วตก มักปรากฏชัดที่สุดในช่วง 1 ถึง 2 สัปดาห์หลังฉีด การกลับไปตรวจดูผลในช่วงนี้จึงเป็นประโยชน์
- ผลลัพธ์จะค่อย ๆ จางหายไปตามเวลา ดังนั้นการนัดฉีดครั้งต่อไปควรอ้างอิงจากระยะเวลาที่ผลครั้งก่อนอยู่ได้นานแค่ไหน
- หากฉีดซ้ำในระยะเวลาที่ถี่เกินไป กล้ามเนื้ออาจคุ้นชินกับสภาวะที่อ่อนแรงมากเกินไป จึงควรเว้นระยะห่างตามระยะเวลาผลลัพธ์ที่กำหนดไว้
References
Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

โบท็อกซ์หน้าผาก เริ่มเห็นผลเมื่อไร อยู่ได้นานแค่ไหน และข้อควรระวังหลังฉีด
ริ้วรอยหน้าผากแนวนอนเกิดจากกล้ามเนื้อหน้าผากที่ขยับซ้ำ ๆ จนกลายเป็นริ้วรอยจากการแสดงออกทางสีหน้า โบท็อกซ์ทำงานโดยไปยับยั้งสารสื่อประสาทที่ส่งสัญญาณไปยังกล้ามเนื้อมัดนี้ ทำให้การขยับตัวลดลง บทความนี้อธิบายหลักการที่กล้ามเนื้อหยุดทำงานและเหตุผลที่ผลลัพธ์ค่อย ๆ จางหายไปตามเวลา
By Dr. Kim

โบท็อกซ์น่อง ถ้าไม่ใช่น่องกล้ามเนื้อจะไม่ได้ผลจริงไหม?
การฉีดโบท็อกซ์เข้ากล้ามเนื้อน่องซึ่งทำให้เกิดก้อนกล้ามเนื้อโปนที่น่อง ช่วยให้เส้นน่องดูเรียบเนียนขึ้นได้อย่างไร วิธีแยกชนิดกล้ามเนื้อกับชนิดไขมัน ปริมาณที่ใช้ในแต่ละตำแหน่งและผลการลดขนาด ระยะเวลาที่ได้ผล ไปจนถึงผลกระทบต่อการเดินและแรงกล้ามเนื้อ บทความนี้รวบรวมจากตัวเลขในงานวิจัยจริง
By Dr. Lee

รักษาแขนหย่อนคล้อย อัลตราซาวด์และ RF เห็นผลได้นานแค่ไหน?
หนังแขนหย่อนคล้อยไม่ได้เกิดจากไขมันสะสมอย่างเดียว แต่เป็นผลจากผิวหนัง ไขมัน และกล้ามเนื้อที่เสียความกระชับไปพร้อมกัน บทความนี้อธิบายหลักการที่อัลตราซาวด์และคลื่นวิทยุ RF กระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวเพื่อดึงกระชับ พร้อมสรุประยะฟื้นตัวและอยู่ได้นานแค่ไหน
By Dr. Lee