เลเซอร์กำจัดขนทำลายเฉพาะเส้นขนที่กำลังงอกในตอนนั้น หลักการและเหตุผลที่ต้องแบ่งทำ 3 ถึง 7 ครั้ง
By Dr. Lee1 min read

หลายคนคิดว่าทำเลเซอร์กำจัดขนครั้งเดียวแล้วขนจะไม่งอกขึ้นมาอีกเลย แต่ในความเป็นจริงต้องแบ่งทำ 3 ถึง 4 ครั้ง หรือมากถึง 6 ถึง 7 ครั้ง หลายคนสงสัยว่าทำไมถึงจบในครั้งเดียวไม่ได้
คำตอบง่ายมาก เลเซอร์จะตอบสนองเฉพาะเส้นขนที่กำลังงอกอยู่ในตอนนั้นเท่านั้น และขนทุกเส้นในร่างกายเราไม่ได้งอกพร้อมกันทั้งหมด บทความนี้จะอธิบายทีละขั้นว่าเลเซอร์กำจัดขนด้วยกลไกอะไร และทำไมจึงต้องแบ่งทำ 3 ถึง 7 ครั้ง
เลเซอร์กำจัดขนทำลายอะไรกันแน่?
หลักการสำคัญของเลเซอร์กำจัดขนคือกระบวนการที่เรียกว่า selective photothermolysis ชื่อฟังดูซับซ้อน แต่แนวคิดจริง ๆ ง่ายมาก คือเลือกสีเฉพาะแล้วส่งความร้อนไปที่สีนั้นเพียงจุดเดียว
ลองนึกภาพการรีดผ้าโดยเลือกรีดเฉพาะเสื้อผ้าสีดำ ปล่อยเสื้อผ้าสีขาวไว้เฉย ๆ แล้วให้ความร้อนไปรวมที่เสื้อผ้าสีดำเท่านั้น เลเซอร์ก็ทำงานแบบเดียวกัน คือรวมพลังงานไปที่เม็ดสีเมลานินสีเข้มในผิวหนังโดยเฉพาะ ด้วยหลักการนี้ผิวหนังโดยรอบจึงไม่ได้รับความเสียหายมากนัก ในขณะที่เส้นขนถูกทำลายอย่างตรงจุด
เครื่องเลเซอร์แต่ละแบบมีความยาวคลื่นแสงหรือ wavelength ที่แตกต่างกัน และความยาวคลื่นนี้เองที่กำหนดว่าความร้อนจะส่งไปถึงเมลานินที่อยู่ลึกแค่ไหน ยิ่งความยาวคลื่นยาว ยิ่งมีแนวโน้มเข้าถึงผิวชั้นลึกได้มากขึ้น จึงมักใช้เครื่องความยาวคลื่นยาวกับเส้นขนที่หนาและฝังลึก ในทางกลับกัน เส้นขนบางที่อยู่ตื้น ๆ ความยาวคลื่นสั้นจะทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่า
ทำไมเมลานินสีเข้มถึงเป็นเป้าหมายของเลเซอร์?
เมลานินคือเม็ดสีที่ทำให้เส้นขนและรากขนมีสีเข้ม วัตถุสีดำมีคุณสมบัติดูดซับแสงได้ดี เหมือนกับการใส่เสื้อผ้าสีดำในหน้าร้อนแล้วรู้สึกร้อนกว่าปกตินั่นเอง
เลเซอร์กำจัดขนใช้ประโยชน์จากคุณสมบัตินี้ เส้นขนและรากขนที่มีเมลานินมากจะดูดซับแสงเลเซอร์ได้แรง แล้วพลังงานแสงนั้นจะเปลี่ยนเป็นความร้อนในชั่วพริบตา ส่วนผิวหนังโดยรอบที่มีเมลานินน้อยจะดูดซับแสงน้อยกว่า จึงได้รับความร้อนน้อยตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้เส้นขนที่มีเมลานินน้อย เช่น ผมหงอกหรือขนอ่อนสีจาง ๆ จึงมีรายงานว่าเลเซอร์ให้ผลลัพธ์ที่อ่อนกว่า
ทำไมสีของเส้นขนถึงมีผลต่อการตอบสนอง?
ขนสีดำ ขนสีน้ำตาล และขนสีบลอนด์ ตอบสนองต่อเลเซอร์ในระดับที่ต่างกัน สาเหตุอยู่ที่ชนิดและปริมาณของเม็ดสีในเส้นขน
เม็ดสีที่กำหนดสีของเส้นขนมีอยู่สองประเภทหลัก ประเภทแรกคือเม็ดสีเข้มที่ให้สีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ ส่วนอีกประเภทคือเม็ดสีจางที่ให้โทนสีเหลืองหรือแดง เส้นผมสีดำหรือขนตามร่างกายที่มีสีเข้มจะมีเม็ดสีเข้มนี้อยู่มาก
เลเซอร์ดูดซับเข้าไปในเม็ดสีเข้มได้ดีกว่ามาก คล้ายกับกาแฟเข้มข้นที่ดูดซับแสงได้มากกว่ากาแฟอ่อน ดังนั้นเส้นขนที่ยิ่งเข้มและหนา ยิ่งเห็นผลจากเลเซอร์ได้ชัดเจนและรวดเร็ว
ในทางกลับกัน ขนสีบลอนด์ ขนสีขาว หรือขนอ่อนสีจางมาก แทบไม่มีเม็ดสีเข้มเลย เมื่อไม่มีเป้าหมายให้เลเซอร์จับ แสงเลเซอร์ก็แทบจะทะลุผ่านไปเฉย ๆ และไม่เกิดความร้อนมากพอ จึงมีรายงานว่าขนประเภทนี้ยากที่จะเห็นผลชัดเจนจากเลเซอร์ทั่วไป
ความร้อนจากเลเซอร์ส่งไปถึงรูขุมขนได้อย่างไร?
ความร้อนที่เส้นขนดูดซับไว้ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น แต่จะไหลลงไปถึงส่วนรากขน หรือที่เรียกว่ารูขุมขน ลองนึกภาพรูขุมขนเป็นเหมือนโรงงานที่ผลิตเส้นขนก็จะเข้าใจง่ายขึ้น
เมื่อความร้อนนี้ส่งไปถึงเซลล์ต้นกำเนิดของรูขุมขน เซลล์จะได้รับความเสียหายจนไม่สามารถสร้างเส้นขนใหม่ได้อีก แต่การที่ความร้อนจะส่งไปถึงรากขนได้อย่างเต็มที่นั้น รูขุมขนต้องอยู่ในช่วงที่กำลังทำงานอยู่ในขณะนั้นด้วย เพราะรูขุมขนที่กำลังพักจะผลิตเมลานินน้อยลง แม้ยิงเลเซอร์เครื่องเดียวกันก็ส่งความร้อนไปได้เพียงเล็กน้อย
ทำไมยิ่งสีผิวกับสีขนต่างกันมาก ยิ่งปลอดภัยและได้ผลดี?
ยังมีอีกเงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้เลเซอร์ได้ผลดี นั่นคือสีของเส้นขนกับสีผิวโดยรอบต้องต่างกันอย่างชัดเจน
ผิวหนังของเราก็มีเมลานินเช่นกัน และยิ่งผิวคล้ำมากเท่าไร ปริมาณเมลานินที่ผิวกักเก็บไว้ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น เมื่อยิงเลเซอร์บนผิวแบบนี้ ไม่ใช่แค่เส้นขนที่ดูดซับแสง แต่ผิวหนังก็ดูดซับแสงไปด้วย
เปรียบเหมือนการหาจุดสีดำบนกระดาษสีดำแล้วเผาให้ไหม้ ถ้าพื้นหลังกับจุดเป็นสีใกล้เคียงกัน ก็ยากที่จะรู้ว่าความร้อนจะไปรวมตัวอยู่ตรงไหน แต่ถ้าเป็นจุดสีดำบนกระดาษสีขาว เป้าหมายก็จะชัดเจนในทันที
ดังนั้นในกรณีที่ผิวคล้ำและขนก็เข้มด้วย ความเสี่ยงของผลข้างเคียงอย่างแผลไหม้หรือเม็ดสีผิวเปลี่ยนแปลงจึงสูงขึ้นตามไปด้วย นี่คือเหตุผลที่ผิวลักษณะนี้มักเลือกใช้เครื่องที่มีความยาวคลื่นซึ่งเข้าถึงชั้นลึกได้ดีแต่กระตุ้นเมลานินที่ผิวหน้าน้อยลง พร้อมใช้ระบบทำความเย็นระหว่างการรักษาควบคู่กันไป ในทางตรงกันข้าม หากผิวขาวและมีเพียงเส้นขนที่เข้ม ความต่างของสีจะชัดเจน ทำให้ผลลัพธ์จากเลเซอร์ออกมามั่นคงที่สุด
ทำไมเลเซอร์ตอบสนองเฉพาะเส้นขนที่กำลังงอกอยู่ตอนนี้เท่านั้น?
เส้นขนไม่ได้งอกยาวต่อเนื่องไปตลอด แต่จะสลับไปมาระหว่างช่วงที่งอกกับช่วงที่พัก ในช่วงที่กำลังงอก เซลล์ในรูขุมขนจะทำงานอย่างกระตือรือร้นและผลิตเมลานินออกมามาก เมื่อมีเมลานินมาก ก็ดูดซับแสงเลเซอร์ได้ดี และความร้อนก็ส่งไปถึงได้ดีตามไปด้วย
ในทางกลับกัน เส้นขนที่เข้าสู่ช่วงพักจะมีรูขุมขนที่หยุดทำงานและแทบไม่ผลิตเมลานินเลย เมื่อไม่มีเม็ดสีให้เป็นเป้าหมาย ต่อให้ยิงเลเซอร์ก็ตอบสนองได้น้อยอยู่ดี สุดท้ายแล้วแม้จะยิงเลเซอร์เครื่องเดียวกันในบริเวณเดียวกัน ผลลัพธ์ก็ยังต่างกันไปตามว่าเส้นขนไหนกำลังงอกอยู่ในตอนนั้น
ทำไมวัฏจักรของเส้นขนถึงทำให้ต้องแบ่งทำ 3 ถึง 7 ครั้ง?
ถ้าเส้นขนทุกเส้นในบริเวณเดียวกันงอกพร้อมกันและพักพร้อมกันก็คงจะดี แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น ขนแต่ละเส้นในร่างกายคนเรามีนาฬิกาชีวภาพของรูขุมขนที่เดินไม่ตรงกัน วงจรที่รูขุมขนแต่ละจุดสลับไปมาระหว่างช่วงงอกกับช่วงพักนี้เรียกว่าวัฏจักรของเส้นขน หรือ hair cycle
ในแต่ละครั้งที่ทำเลเซอร์ มีรูขุมขนเพียง 20% ถึง 30% ของทั้งหมดเท่านั้นที่อยู่ในช่วงงอก ส่วนที่เหลือกำลังพักอยู่หรืออยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ดังนั้นหากทำเลเซอร์เพียงครั้งเดียว จะมีแค่เส้นขนที่กำลังงอกในตอนนั้นที่ตอบสนอง ส่วนรูขุมขนที่กำลังพักอยู่ต้องรอจนกว่าจะเข้าสู่ช่วงงอกในรอบถัดไปจึงจะตอบสนองต่อเลเซอร์ได้
แต่ละระยะของวัฏจักรเส้นขนและผลต่อการรักษาเป็นดังนี้
- ระยะงอก (anagen): รูขุมขนทำงานกระตือรือร้นที่สุดและมีเมลานินมาก จึงเป็นช่วงที่เลเซอร์ให้ผลดีที่สุด
- ระยะถดถอย (catagen): เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านสั้น ๆ ที่รูขุมขนค่อย ๆ ลดการทำงานลง แม้จะมีการตอบสนองบ้างแต่ก็อ่อนและไม่แน่นอน
- ระยะพัก (telogen): รูขุมขนหยุดทำงานและมีเมลานินน้อยมาก มีรายงานว่าเส้นขนในช่วงนี้แทบไม่ตอบสนองต่อเลเซอร์เลย
ด้วยเหตุนี้จึงต้องรอให้รูขุมขนที่พลาดไปในช่วงพักกลับเข้าสู่ระยะงอกอีกครั้งก่อนทำซ้ำ ระยะเวลารอคอยนี้เองที่กลายเป็นช่วงห่างระหว่างแต่ละครั้งของการรักษา โดยทั่วไปจะกำหนดไว้ที่ 4 ถึง 8 สัปดาห์
หลักการเดียวกันนี้อธิบายได้ว่าทำไมระยะห่างของการรักษาแต่ละบริเวณจึงไม่เท่ากัน บริเวณที่วงจรงอกสั้นอย่างใบหน้าหรือรักแร้ ระยะงอกรอบถัดไปจะกลับมาเร็ว จึงกำหนดช่วงห่างแคบ ๆ ที่ 4 ถึง 6 สัปดาห์ ส่วนบริเวณที่วงจรยาวอย่างขาหรือหลัง ต้องเว้นช่วงห่างให้กว้างขึ้นเป็น 6 ถึง 8 สัปดาห์ เพื่อให้มีเวลาเพียงพอที่รูขุมขนจำนวนมากขึ้นจะเข้าสู่ระยะงอก
ทำไมจำนวนครั้งที่ต้องทำจึงแตกต่างกันไปตามแต่ละบริเวณ?
แม้จะเป็นคนเดียวกัน แต่จำนวนครั้งที่แนะนำสำหรับรักแร้ ขา และใบหน้าก็มักไม่เท่ากัน สาเหตุมาจากจังหวะของวัฏจักรเส้นขนที่ต่างกันไปตามแต่ละบริเวณ
- ความยาวของระยะงอก: แต่ละบริเวณมีระยะเวลาที่เส้นขนอยู่ในช่วงงอกไม่เท่ากัน ยิ่งช่วงนี้สั้น สัดส่วนรูขุมขนที่อยู่ในระยะงอกก็ยิ่งน้อย ทำให้ต้องทำหลายครั้งขึ้น
- ความหนาแน่นของรูขุมขน: บริเวณที่มีรูขุมขนแน่นมาก ก็มีโอกาสพลาดรูขุมขนได้มากตามไปด้วย จึงยิ่งจำเป็นต้องทำซ้ำหลายครั้ง
- ระดับที่ได้รับอิทธิพลจากฮอร์โมน: บริเวณที่ไวต่อฮอร์โมนอย่างใบหน้าหรือคาง วัฏจักรเส้นขนมักไม่เป็นระเบียบ มีรายงานว่าจึงต้องทำมากกว่าบริเวณอื่น บางครั้งมากกว่า 7 ครั้งขึ้นไป
ด้วยความแตกต่างเหล่านี้ แพทย์ผู้ดูแลการรักษาจึงแนะนำระยะห่างและจำนวนครั้งรวมที่ต่างกันไปตามแต่ละบริเวณ
ทำไมต้องปรับความแรงของเลเซอร์ในแต่ละครั้งที่ทำ?
แม้จะเป็นคนเดียวกัน ความแรงของเลเซอร์ในแต่ละครั้งก็ไม่ได้เท่ากันเสมอไป และการที่แพทย์ปรับละเอียดในทุกครั้งก็มีเหตุผลรองรับ
หากตั้งความแรงต่ำเกินไป ความร้อนจะส่งไปถึงรูขุมขนไม่เพียงพอ ทำให้ประสิทธิภาพลดลง ในทางกลับกัน หากตั้งสูงเกินไป ความร้อนจะกระจายมากเกินจนอาจนำไปสู่ผลข้างเคียงอย่างแผลไหม้ ตุ่มพอง หรือเม็ดสีผิวเปลี่ยนแปลง จึงจำเป็นต้องหาจุดสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและความปลอดภัย
แพทย์จะพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกันเพื่อกำหนดความแรง ทั้งความหนาและสีของเส้นขน โทนสีผิว บริเวณที่รักษา และปฏิกิริยาของผิวจากครั้งก่อนหน้า ตัวอย่างเช่น ถ้าครั้งก่อนมีรอยแดงอยู่นาน ครั้งถัดไปก็จะลดความแรงลง แต่ถ้าไม่มีการระคายเคืองแต่ผลลัพธ์อ่อนไป ก็จะปรับความแรงขึ้นเล็กน้อย
การปรับละเอียดแบบนี้ในทุกครั้งที่ทำล้วนมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน คือส่งความร้อนไปถึงรูขุมขนได้อย่างแน่นอน พร้อมปกป้องผิวหนังให้ได้มากที่สุด
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

ทำไมเลเซอร์กำจัดขนต้องทำหลายครั้ง หลักการวงจรเส้นขนและความยาวคลื่น Alexandrite ที่กำหนดจำนวนครั้ง
ทำไมเลเซอร์กำจัดขนถึงไม่จบแค่ครั้งสองครั้ง แต่ต้องแบ่งทำหลายครั้ง คำตอบอยู่ที่หลักการวงจรเส้นขนที่สลับระหว่างระยะเจริญเติบโตกับระยะพัก บทความนี้อธิบายทีละขั้นว่าแต่ละบริเวณควรทำกี่ครั้ง และ Alexandrite กับ Nd:YAG ต่างกันอย่างไร
By Dr. Kim

รอยแตกลายที่เกิดขึ้นหลังผิวยืดขยาย เส้นสีแดงเปลี่ยนเป็นสีขาวได้อย่างไร และจังหวะที่เหมาะสมในการเริ่มรักษา
รอยแตกลายเกิดจากผิวหนังยืดขยายอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้น ๆ จนเสาค้ำคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ขาดออก บทความนี้อธิบายกระบวนการที่เส้นสีแดงค่อย ๆ แข็งตัวกลายเป็นสีขาว พร้อมเหตุผลที่การตอบสนองต่อการรักษาแตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงเวลา โดยเน้นอธิบายจากหลักการ
By Dr. Kim

ร่องใต้ตาลึกกับรอยคล้ำใต้ตา ฟิลเลอร์เติมเต็มเงาให้จางลง อยู่ได้นานแค่ไหน พร้อมวิธีเลี่ยง Tyndall effect
เงาใต้ตาที่ดูคล้ำและโบ๋มักเกิดจากร่องที่ยุบตัวมากกว่าเม็ดสี บทความนี้อธิบายหลักการที่เอ็นร่องน้ำตาและกระดูกเบ้าตาที่ลดลงทำให้เกิดเงา พร้อมวิธีเติมฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิก แอซิดเนื้อนุ่มตื้น ๆ ปริมาณน้อยเพื่อลบเงาให้จางลง รวมถึงเหตุผลที่ผิวบางทำให้เกิด Tyndall effect และอาการบวมได้ง่าย พร้อมสรุปว่าผลอยู่ได้นานแค่ไหนและดูแลอย่างไร อ้างอิงจากตัวเลขงานวิจัยจริงให้เข้าใจง่าย
By Dr. Kim