ทำไม Minoxidil กับ Finasteride ถึงหยุดผมร่วงด้วยกลไกคนละแบบ แล้วทำไมต้องใช้คู่กัน
By Dr. Lee2 min read

มองหาวิธีรักษาผมร่วง แทบทุกครั้งจะเจอสองชื่อนี้เสมอ คือ Minoxidil แบบทา และ Finasteride แบบกิน หลายคนสงสัยว่าทำไมต้องใช้สองตัวพร้อมกัน ทั้งที่เลือกใช้ตัวเดียวก็น่าจะพอ
เหตุผลง่ายมาก เพราะยาทั้งสองตัวเล็งไปที่ปัญหาคนละจุด Minoxidil เน้นเพิ่มเลือดที่ไปเลี้ยงรูขุมขน ส่วน Finasteride เน้นลดสัญญาณฮอร์โมนที่โจมตีรูขุมขน พอเข้าใจความต่างตรงนี้ ก็จะเข้าใจไปเองว่าทำไมหมอถึงแนะนำให้ใช้คู่กัน และทำไมผลลัพธ์ถึงไม่มาในชั่วข้ามคืน
แต่เดิม Minoxidil เป็นยาอะไร?
Minoxidil ไม่ได้ถูกคิดค้นมาเพื่อรักษาผมร่วงตั้งแต่แรก เดิมทีมันคือยาขยายหลอดเลือดที่พัฒนาขึ้นเพื่อลดความดันโลหิตสูง ตอนนั้นใช้หลักการขยายหลอดเลือดเพื่อลดความดัน แต่กลับพบผลข้างเคียงที่ไม่มีใครคาดคิด คือผู้ป่วยที่กินยานี้มีขนขึ้นมากผิดปกติตามตัว
ผลข้างเคียงตัวนี้เองที่ถูกนำมาใช้กลับด้าน กลายเป็น Minoxidil แบบทาที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ แนวคิดคือเอาฤทธิ์ขยายหลอดเลือดมาใช้เฉพาะที่หนังศีรษะเท่านั้น
Minoxidil เพิ่มเลือดไปเลี้ยงหนังศีรษะได้อย่างไร?
รูขุมขนต้องได้รับออกซิเจนและสารอาหารจากหลอดเลือดฝอยเล็ก ๆ ถึงจะสร้างเส้นผมต่อไปได้เรื่อย ๆ เมื่อทา Minoxidil ลงบนหนังศีรษะ ช่องทางเล็ก ๆ บนผนังหลอดเลือดที่เรียกว่าโพแทสเซียมแชนแนล หรือ potassium channel จะเปิดออก พอช่องนี้เปิด กล้ามเนื้อรอบหลอดเลือดจะคลายตัวและหลอดเลือดขยายกว้างขึ้น ทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงบริเวณรอบรูขุมขนมากขึ้น
ไม่ใช่แค่เพิ่มปริมาณเลือดเท่านั้น Minoxidil ยังช่วยเพิ่มการหลั่งสารส่งสัญญาณที่ช่วยให้หลอดเลือดใหม่งอกขึ้นในรูขุมขน นั่นคือ VEGF หรือ vascular endothelial growth factor พูดง่าย ๆ ก็เหมือนทั้งขยายท่อน้ำเดิมให้กว้างขึ้น และวางท่อน้ำใหม่เพิ่มไปพร้อมกัน
เส้นผมมีวงจรสลับกันระหว่างช่วงเติบโตที่เรียกว่า anagen และช่วงพักที่เรียกว่า telogen เมื่อผมร่วงลุกลาม ช่วงเติบโตจะสั้นลงเรื่อย ๆ และรูขุมขนที่เข้าสู่ช่วงพักจะเพิ่มขึ้น ส่วน Minoxidil นั้น เมื่อรูขุมขนได้รับสารอาหารเพียงพอแล้ว จะช่วยให้กลับจากช่วงพักเข้าสู่ช่วงเติบโตได้เร็วขึ้น และอยู่ในช่วงเติบโตได้นานขึ้นด้วย
ทำไมความเร็วของ Minoxidil ถึงตอบสนองไม่เท่ากันในแต่ละคน?
การทา Minoxidil ลงบนหนังศีรษะไม่ได้แปลว่าตัวยาจะออกฤทธิ์ทันที มันต้องผ่านการเปลี่ยนรูปอีกขั้นในผิวหนังก่อนถึงจะแสดงฤทธิ์เต็มที่
ในรูขุมขนของหนังศีรษะมีเอนไซม์ตัวหนึ่งชื่อ sulfotransferase เอนไซม์ตัวนี้ต้องเปลี่ยน Minoxidil ให้กลายเป็นรูปแบบที่ออกฤทธิ์ได้ คือ Minoxidil sulfate ฤทธิ์ขยายหลอดเลือดถึงจะเริ่มทำงานได้จริง พูดง่าย ๆ Minoxidil คือกุญแจ ส่วนเอนไซม์ตัวนี้คือมือที่ไขกุญแจนั้นให้หมุน
แต่ปริมาณเอนไซม์ตัวนี้ในรูขุมขนของแต่ละคนแตกต่างกันมาก คนที่มีเอนไซม์เยอะ แม้ทายาปริมาณเท่ากัน ก็จะได้ตัวยาที่ออกฤทธิ์เยอะกว่า เห็นผลเร็วและชัดเจนกว่า ในทางกลับกัน คนที่มีเอนไซม์น้อย ต่อให้ทาสม่ำเสมอเหมือนกัน ก็อาจรู้สึกว่าผลลัพธ์มาช้าหรือไม่ชัดเจนเท่า คนข้าง ๆ ใช้ 8 ถึง 12 สัปดาห์ก็เห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนแล้ว แต่ตัวเองทำไมถึงช้ากว่านั้น คำตอบมักซ่อนอยู่ในความแตกต่างของเอนไซม์นี้เอง
Finasteride ป้องกันผมร่วงด้วยกลไกไหน?
Finasteride เดินคนละเส้นทางกับ Minoxidil โดยสิ้นเชิง มันไม่ได้เล็งไปที่การไหลเวียนเลือด แต่เล็งไปที่สัญญาณฮอร์โมน
สาเหตุหลักของผมร่วงแบบพันธุกรรมในเพศชายไม่ใช่ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนโดยตรง แต่คือ dihydrotestosterone หรือ DHT ซึ่งเป็นสารที่เกิดจากเทสโทสเตอโรนถูกเปลี่ยนรูปโดยเอนไซม์ในร่างกาย DHT มีคุณสมบัติจับกับตัวรับที่รูขุมขนได้แน่นกว่าเทสโทสเตอโรนมาก
เมื่อ DHT ทำงานต่อเนื่องกับรูขุมขนที่ไวต่อฮอร์โมนตัวนี้ตามพันธุกรรม จะเกิดกระบวนการที่รูขุมขนค่อย ๆ เล็กลง เรียกว่า miniaturization เส้นผมที่เคยหนาและยาวจะค่อย ๆ กลายเป็นเส้นเล็กบางคล้ายขนอ่อน ก่อนที่สุดท้ายจะไม่งอกขึ้นมาอีกเลย
Finasteride ทำหน้าที่ยับยั้งเอนไซม์ 5-alpha reductase ซึ่งเป็นตัวเปลี่ยนเทสโทสเตอโรนให้กลายเป็น DHT เมื่อยับยั้งเอนไซม์ตัวนี้ได้ ระดับ DHT ในร่างกายจะลดลงอย่างชัดเจน แรงกดดันที่ DHT ทำให้รูขุมขนเล็กลงเรื่อย ๆ ก็ลดลงตามไปด้วย ถ้าเทียบกับกุญแจและแม่กุญแจ วิธีนี้เหมือนปิดโรงงานที่ผลิตกุญแจ DHT ไปเลย ไม่ให้มันถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ต้น
ทำไม Finasteride ถึงให้ผลต่างกันระหว่างกลางศีรษะกับแนวผมด้านหน้า?
บางคนกิน Finasteride ตัวเดียวกัน แต่รู้สึกว่ากลางศีรษะดีขึ้นชัดเจน ในขณะที่แนวผมด้านหน้าแทบไม่ต่างจากเดิม
ความต่างนี้เกิดจากความไวในการรับสัญญาณ DHT ของรูขุมขนแต่ละตำแหน่งไม่เท่ากัน คือระดับการแสดงออกของตัวรับแอนโดรเจน หรือ androgen receptor ที่ต่างกัน รูขุมขนบริเวณกลางศีรษะกับแนวผมด้านหน้ามีต้นกำเนิดจากขั้นตอนพัฒนาการที่ต่างกันมาตั้งแต่แรก และความไวต่อ DHT ตามพันธุกรรมก็แตกต่างกันไปตามตำแหน่งด้วย
โดยทั่วไปมีรายงานว่ารูขุมขนบริเวณกลางศีรษะตอบสนองต่อการยับยั้ง DHT ได้ชัดเจนกว่า ส่วนแนวผมด้านหน้ามักตอบสนองช้ากว่าหรือเห็นผลน้อยกว่า จึงเป็นเหตุผลที่หลายคนรู้สึกว่ากลางศีรษะดีขึ้นแต่แนวผมด้านหน้าเหมือนเดิม ซึ่งไม่ได้แปลว่ายาไม่ได้ผล แต่น่าจะเป็นความต่างของการตอบสนองตามตำแหน่งมากกว่า
ทำไมยาตัวหนึ่งเป็นแบบทาแต่อีกตัวเป็นแบบกิน?
ความต่างนี้ก็มาจากหลักการทำงานของยาทั้งสองตัวเช่นกัน
Minoxidil แค่ออกฤทธิ์เฉพาะที่หลอดเลือดก็เพียงพอแล้ว การทาที่หนังศีรษะจึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ ไม่จำเป็นต้องขยายหลอดเลือดทั่วร่างกาย และเมื่อออกฤทธิ์เฉพาะจุดที่หนังศีรษะ ก็ช่วยลดผลกระทบต่อความดันโลหิตทั้งระบบไปในตัว
ในทางกลับกัน DHT เป็นฮอร์โมนที่ไหลเวียนไปทั่วร่างกายผ่านกระแสเลือด การยับยั้งเอนไซม์เฉพาะที่หนังศีรษะเพียงอย่างเดียวจึงยากที่จะลด DHT ที่ถูกสร้างขึ้นทั่วร่างกายได้เพียงพอ ด้วยเหตุนี้ Finasteride จึงถูกผลิตเป็นยากิน เพื่อให้ไหลเวียนอยู่ในร่างกายและลดการทำงานของเอนไซม์ได้ทั่วถึง
หลายคนอาจสงสัยว่าแล้ว Finasteride ทาเฉพาะที่หนังศีรษะเหมือน Minoxidil ไม่ได้หรือ ความจริงก็มีสูตรตำรับ Finasteride แบบทาเฉพาะที่พัฒนาขึ้นมาใช้งานอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ประสิทธิภาพในการลด DHT ทั่วร่างกายยังจำกัดกว่ายากิน จึงทำให้รูปแบบยากินที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกายยังคงเป็นมาตรฐานหลักอยู่จนถึงตอนนี้
ทำไมใช้สองตัวร่วมกันถึงได้ผลดีกว่า?
ถ้าอยากเข้าใจว่าทำไมต้องใช้ Minoxidil กับ Finasteride ควบคู่กัน ให้ลองนึกไว้ก่อนว่าผมร่วงไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เกิดจากสองปัญหาที่ซ้อนทับกันดำเนินไปพร้อมกัน
- ปัญหาที่ DHT ทำให้รูขุมขนเล็กลงเรื่อย ๆ เป็นหน้าที่ของ Finasteride ซึ่งเป็นแนวทางที่ลดต้นตอของปัญหา
- ปัญหาที่รูขุมขนซึ่งอ่อนแอลงแล้วขาดสารอาหารและออกซิเจน เป็นหน้าที่ของ Minoxidil ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยพยุงรูขุมขนที่เหลืออยู่ให้ทำงานได้ดีขึ้น
- เมื่อสองปัญหานี้เกิดขึ้นพร้อมกัน ถ้าแก้แค่ด้านเดียว อีกด้านจะยังคงลุกลามต่อไปขัดขวางผลลัพธ์อยู่ดี ดังนั้นเมื่อดูแลทั้งสองเส้นทางไปพร้อมกัน จึงมีรายงานว่าผลลัพธ์เสริมกันได้ดีขึ้น
พูดง่าย ๆ คือ ในขณะที่ Finasteride ช่วยชะลอไม่ให้รูขุมขนเล็กลงต่อไป Minoxidil ก็ช่วยกระตุ้นให้รูขุมขนที่เหลืออยู่ทำงานคึกคักขึ้น เพราะยาทั้งสองตัวเคาะประตูคนละบานกัน จึงมีงานวิจัยหลายชิ้นรายงานว่าการใช้สองตัวร่วมกันให้ผลลัพธ์ดีกว่าการใช้ตัวใดตัวหนึ่งเพียงอย่างเดียว
ทำไมกว่าจะเห็นผลถึงใช้เวลานานขนาดนี้?
ไม่ว่าจะเริ่มทาหรือเริ่มกินยาทั้งสองตัว ผมก็จะไม่ขึ้นเพิ่มในวันถัดไปทันที เหตุผลเพราะวงจรการเติบโตของเส้นผมนั้นเป็นไปอย่างช้า ๆ อยู่แล้วโดยธรรมชาติ
รูขุมขนหนึ่งเส้นต้องใช้เวลาอย่างน้อย 12 สัปดาห์ กว่าจะเปลี่ยนจากช่วงพักเข้าสู่ช่วงเติบโต แล้วผมถึงจะยาวขึ้นจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ต่อให้ยาออกฤทธิ์เร็วแค่ไหน แต่ละรูขุมขนก็ยังต้องใช้เวลาทางชีวภาพเพื่อเริ่มวงจรใหม่และสร้างผลลัพธ์ออกมา ด้วยเหตุนี้จึงมีรายงานว่าโดยทั่วไปต้องใช้ยาต่อเนื่อง 3 ถึง 6 เดือน ถึงจะเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงได้จริง
ในหนังศีรษะที่แข็งแรงตามปกติ รูขุมขนส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงเติบโต มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เข้าสู่ช่วงพัก แต่เมื่อผมร่วงลุกลาม สมดุลนี้จะเสียไป สัดส่วนรูขุมขนที่เข้าสู่ช่วงพักจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การใช้ยาเพื่อดึงสมดุลนี้กลับไปทางช่วงเติบโต จึงต้องรอให้รูขุมขนที่เข้าสู่ช่วงพักไปแล้วเริ่มวงจรเติบโตใหม่ตั้งแต่ต้นและค่อย ๆ ยาวขึ้นจนมองเห็นได้อีกครั้ง นี่คือเหตุผลที่แม้ยาจะเริ่มออกฤทธิ์ในร่างกายแล้ว แต่กว่าจะรู้สึกได้จากภายนอกก็ยังมีช่วงเวลาห่างกันอยู่
ทำไมช่วงแรกถึงรู้สึกเหมือนผมร่วงมากขึ้น?
ในช่วงแรกที่เริ่มใช้ Minoxidil หลายคนมักรู้สึกว่าผมร่วงมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่ผลข้างเคียงที่น่ากังวล แต่เป็นสัญญาณว่ายากำลังออกฤทธิ์อยู่มากกว่า
เมื่อ Minoxidil ปลุกรูขุมขนเก่าที่อยู่ในช่วงพักให้กลับเข้าสู่ช่วงเติบโตอย่างรวดเร็ว เส้นผมเก่าที่อยู่ในตำแหน่งนั้นจะร่วงออกไปก่อน เพื่อเปิดที่ให้เส้นผมใหม่งอกขึ้นมาแทน ระหว่างกระบวนการนี้จึงทำให้ดูเหมือนผมร่วงเพิ่มขึ้นชั่วคราว ปรากฏการณ์ผมร่วงช่วงแรกนี้มักจะสงบลงภายใน 2 ถึง 6 สัปดาห์ และมีรายงานว่าหลังจากนั้นเส้นผมใหม่ที่งอกขึ้นมาจะค่อย ๆ เข้ามาแทนที่
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

รักษาเซ็บเดิร์มหนังศีรษะอย่างไรดี ตั้งแต่เชื้อ Malassezia แชมพูยา จนถึงการดูแลไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
แม้สระผมแล้วไม่กี่วันรังแค รอยแดง และอาการคันก็กลับมาอีก นี่อาจเป็นเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะ บทความนี้เริ่มจากเชื้อ Malassezia ที่เป็นต้นเหตุ แล้วเรียงลำดับวิธีรักษาตามหลักฐานทางการแพทย์ ตั้งแต่แชมพูต้านเชื้อรา ยาต้านการอักเสบเฉพาะที่ ยารับประทาน ไปจนถึงการขัดผิวหนังศีรษะ พร้อมวิธีดูแลต่อเนื่องเพื่อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ และหลักฐานจริงของหัตถการฟื้นฟูหนังศีรษะรุ่นใหม่ อธิบายให้เข้าใจง่ายจากงานวิจัยจริง
By Dr. Lee

หลักการที่กรดในการทำเคมิคัลพีลสลายเซลล์ผิวที่ตายแล้วเพื่อดูแลสิวและรอยดำ พร้อมความแตกต่างตามระดับความเข้มข้น
เคมิคัลพีลไม่ใช่การใช้กรดเผาผิว แต่เป็นการคลายพันธะของเซลล์ผิวที่พร้อมจะหลุดออกอยู่แล้ว เพื่อเร่งให้ผิวผลัดเซลล์เร็วขึ้น บทความนี้อธิบายความแตกต่างระหว่าง AHA กับ BHA และระยะเวลาฟื้นตัวตามความเข้มข้น ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย
By Dr. Lee

หลักการที่ Density RF ใช้คลื่นวิทยุ 2 โหมด กระชับผิวทันทีพร้อมกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ และต้องทำกี่ครั้ง
Density RF เป็นหัตถการยกกระชับที่ใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง 2 โหมดที่ทำงานต่างกันร่วมกัน เพื่อให้ได้ทั้งความกระชับที่รู้สึกได้ทันทีหลังทำ และคอลลาเจนใหม่ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในช่วง 4 ถึง 12 สัปดาห์ถัดมา บทความนี้อธิบายว่าทำไมต้องใช้ 2 โหมดร่วมกัน ความร้อนทำงานในชั้นผิวตามลำดับอย่างไร และทำไมถึงต้องแบ่งทำหลายครั้ง โดยเน้นอธิบายจากหลักการทำงานจริง
By Dr. Kim