prettytime
Diet

ยาฉีด GLP-1 อย่างไวโกวีและแซกเซนดา กดความอยากอาหารจนน้ำหนักลดได้อย่างไร พร้อมข้อควรระวัง

By Dr. Kim1 min read

ช่วงนี้ได้ยินชื่อยาฉีดไวโกวีและแซกเซนดาบ่อยมาก เดิมทีถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อรักษาเบาหวาน แต่พอพบว่าช่วยลดน้ำหนักได้ชัดเจน จึงกลายเป็นที่รู้จักในฐานะยาฉีดลดน้ำหนักมากกว่าเดิมไปเสียแล้ว

สารสำคัญในยาฉีดนี้คือสารที่เลียนแบบฮอร์โมนชื่อ GLP-1 ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ร่างกายเรามีอยู่แล้วตามธรรมชาติ นำมาทำเป็นยา ถ้าเข้าใจหลักการที่มันกดความอยากอาหารและลดน้ำหนักได้ ก็จะเข้าใจเรื่องทั้งหมดง่ายขึ้นมาก

ฮอร์โมน GLP-1 คือฮอร์โมนแบบไหนกันแน่?

เวลาเรากินอาหาร ลำไส้เล็กส่วนปลายจะหลั่งฮอร์โมนชื่อ GLP-1 (Glucagon-Like Peptide-1) ออกมาตามธรรมชาติ พูดง่าย ๆ ก็เหมือนผู้ส่งสารที่คอยบอกทั่วร่างกายว่า "กินข้าวแล้วนะ" ผู้ส่งสารตัวนี้จะส่งสัญญาณไปพร้อมกันหลายจุด ทั้งสมอง กระเพาะ และตับอ่อน

สารในไวโกวีหรือแซกเซนดาถูกออกแบบให้มีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนธรรมชาติตัวนี้ พอเข้าไปในร่างกายจึงทำงานเหมือน GLP-1 ตัวจริง แต่ฮอร์โมนธรรมชาติจะสลายหายไปภายใน 1 ถึง 2 นาที ส่วนสารในยาฉีดถูกปรับโครงสร้างให้สลายตัวยากขึ้น ทำให้ฤทธิ์อยู่ได้นานเป็นวันหรือยาวไปถึง 1 สัปดาห์

สาเหตุที่ฮอร์โมนตัวนี้หายไปเร็วก็เพราะมีเอนไซม์ตัวหนึ่งชื่อ DPP-4 คอยตัดทำลาย เอนไซม์นี้ทำหน้าที่เหมือนกรรไกรที่ตัด GLP-1 จนหมดฤทธิ์ภายใน 2 นาที ส่วนสารในไวโกวีและแซกเซนดาถูกปรับโครงสร้างบางจุดให้กรรไกรตัวนี้ตัดได้ยากขึ้น ฮอร์โมนธรรมชาติจึงโผล่มาแวบเดียวตอนกินข้าวแล้วหายไป แต่สารในยาฉีดจะอยู่ในร่างกายได้นานเป็นวันหรือทั้งสัปดาห์ และคอยส่งสัญญาณต่อเนื่อง

สัญญาณอิ่มส่งไปถึงสมองได้อย่างไร?

GLP-1 ออกฤทธิ์โดยตรงที่สมองส่วนไฮโปทาลามัส โดยเฉพาะจุดที่ควบคุมความอยากอาหาร ลองนึกภาพไฮโปทาลามัสเป็น "ศูนย์บัญชาการความอยากอาหาร" ของร่างกาย เมื่อฮอร์โมนตัวนี้ไปถึงศูนย์บัญชาการ มันจะลดสัญญาณหิวและเพิ่มสัญญาณอิ่มไปพร้อมกัน จึงทำให้กินน้อยลงกว่าเดิม แต่สมองก็ตัดสินว่าอิ่มพอแล้ว

นอกจากนี้ สัญญาณอิ่มยังส่งผ่านเส้นประสาทเวกัส ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่เชื่อมระหว่างกระเพาะกับสมอง ข้อมูลที่ว่ากระเพาะมีอาหารอยู่เต็มจะถูกส่งผ่านเส้นประสาทนี้ไปถึงสมองได้แรงขึ้น เปรียบเทียบง่าย ๆ คือเสียงเตือนความหิวถูกหรี่ลง ขณะที่เสียงเตือนความอิ่มถูกเร่งขึ้น

GLP-1 ไม่ได้ส่งแค่สัญญาณอิ่มอย่างเดียว แต่ยังมีผลต่อวงจรรางวัลในสมองด้วย มีคนเล่าประสบการณ์กันมากว่ามันช่วยลดความอยากที่รุนแรงเวลาเห็นอาหาร หรือความคิดที่วนเวียนอยากกินไปเรื่อย ๆ คาดว่าเป็นเพราะสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับสารโดพามีนซึ่งเป็นสารแห่งความสุขทำงานเบาลงไปด้วย จึงพบบ่อยว่าคนที่ฉีดยานี้จะไม่อยากกินของว่างมื้อดึกหรือจุกจิกเหมือนเดิม

ทำไมต้องชะลอการเทของออกจากกระเพาะ?

GLP-1 ยังทำหน้าที่ชะลอความเร็วที่อาหารเคลื่อนจากกระเพาะไปสู่ลำไส้เล็ก หรือที่เรียกว่าอัตราการเทของกระเพาะ ปกติกินอาหารแล้วกระเพาะจะว่างภายใน 2 ถึง 4 ชั่วโมง แต่พอฮอร์โมนตัวนี้ออกฤทธิ์ เวลาที่ใช้จะยาวนานขึ้นมาก

ลองนึกภาพกระเพาะเป็นหม้อ การกดฝาหม้อลงเบา ๆ จะทำให้ของในหม้อไหลออกช้าลง เมื่ออาหารอยู่ในกระเพาะนานขึ้น ความรู้สึกอิ่มก็อยู่ได้นานตามไปด้วย จึงทำให้ช่วงเวลาระหว่างมื้ออาหารยาวขึ้นตามธรรมชาติ และหลายคนพบว่าอยากกินของว่างน้อยลง อย่างไรก็ตาม หากการเทของกระเพาะช้าเกินไป ก็อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้หรือแน่นท้องได้ ซึ่งจะพูดถึงในหัวข้อถัดไป

ด้วยเหตุนี้ แพทย์จึงไม่ได้ให้ขนาดยาสูงสุดตั้งแต่แรก แต่จะเริ่มจากขนาดน้อย ๆ แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละขั้นทุก 4 สัปดาห์ เพราะถ้าการเทของกระเพาะช้าลงทันที ร่างกายจะไม่มีเวลาปรับตัวและเกิดอาการคลื่นไส้รุนแรง ในทางกลับกัน ถ้าค่อย ๆ เพิ่มขนาดยา กระเพาะและลำไส้จะค่อย ๆ คุ้นเคยกับความเร็วใหม่ และอาการไม่สบายท้องก็จะลดลง หลายคนบอกว่าช่วง 4 ถึง 8 สัปดาห์แรกจะลำบากหน่อย แต่พอเวลาผ่านไป ร่างกายปรับตัวได้ก็จะรู้สึกสบายขึ้น

น้ำตาลในเลือดถูกควบคุมด้วยหลักการอะไร?

เดิมที GLP-1 ถูกศึกษามาก่อนในฐานะฮอร์โมนที่ช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อน เมื่อกินอาหารแล้วน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น มันจะกระตุ้นตับอ่อนให้หลั่งอินซูลินมากขึ้น พร้อมกับกดฮอร์โมนกลูคากอนซึ่งเป็นตัวที่ทำให้น้ำตาลสูงขึ้น

จุดสำคัญคือฤทธิ์กระตุ้นนี้จะทำงานแรงก็ต่อเมื่อน้ำตาลในเลือดสูงเท่านั้น เมื่อน้ำตาลอยู่ในระดับปกติหรือต่ำอยู่แล้ว มันจะไม่บีบให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินออกมาเกินความจำเป็น ความเสี่ยงภาวะน้ำตาลต่ำจึงค่อนข้างน้อย ด้วยฤทธิ์ควบคุมน้ำตาลแบบนี้ ยากลุ่ม GLP-1 จึงถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อรักษาเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นอันดับแรก ส่วนฤทธิ์ลดน้ำหนักถูกค้นพบเพิ่มเติมในภายหลัง

ยาเบาหวานบางตัวในอดีตจะกระตุ้นตับอ่อนให้หลั่งอินซูลินแรง ๆ โดยไม่สนใจว่าน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำ ทำให้ความเสี่ยงน้ำตาลต่ำค่อนข้างสูง ในขณะที่ GLP-1 ทำงานเหมือนสวิตช์อัจฉริยะที่รอให้เซลล์ในตับอ่อนซึ่งทำหน้าที่เหมือนเซนเซอร์วัดน้ำตาลตัดสินว่าตอนนี้น้ำตาลสูงจริง ๆ ถึงจะช่วยหลั่งอินซูลิน จุดต่างตรงนี้เองที่ทำให้ยากลุ่ม GLP-1 ได้รับความสนใจ เพราะช่วยคุมทั้งน้ำตาลและน้ำหนักไปพร้อมกันโดยไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำตาลต่ำมากนัก

ไวโกวีกับแซกเซนดาต่างกันตรงไหน?

ยาทั้งสองตัวอยู่ในกลุ่มเดียวกันคือกลุ่มที่ออกฤทธิ์ผ่านตัวรับ GLP-1 แต่ตัวยาและวิธีใช้ต่างกัน แซกเซนดา (ชื่อสาร liraglutide) ต้องฉีดทุกวัน ส่วนไวโกวี (ชื่อสาร semaglutide) ฉีดแค่สัปดาห์ละครั้งก็พอ

semaglutide ในไวโกวีถูกออกแบบให้โครงสร้างสลายตัวช้ากว่ามาก จึงยืดระยะห่างระหว่างการฉีดออกไปได้ ผลการศึกษาทางคลินิกก็รายงานว่าไวโกวีลดน้ำหนักได้มากกว่า แต่ผลลัพธ์จะต่างกันไปในแต่ละคน เพราะการตอบสนองต่อยาแตกต่างกันมาก

ยาที่ต้องฉีดทุกวันหากลืมแม้แต่วันเดียว ระดับยาในเลือดจะตกลงเร็วจนฤทธิ์ยาสั่นคลอนได้ ในขณะที่ไวโกวีซึ่งฉีดสัปดาห์ละครั้งถูกออกแบบให้สลายตัวช้า ต่อให้ฉีดช้าไป 1 ถึง 2 วัน ระดับยาในเลือดก็ยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม ด้วยคุณสมบัตินี้ คนที่มักลืมฉีดยาบ่อย ๆ จึงรักษาต่อเนื่องได้ง่ายกว่า

ทำไมหยุดฉีดแล้วน้ำหนักถึงกลับมาขึ้นอีก?

ยาฉีด GLP-1 ไม่ใช่ยาที่รักษาให้หายขาด แต่ใกล้เคียงกับยาที่กดสัญญาณความอยากอาหารไว้ในช่วงที่ยังฉีดอยู่เท่านั้น ดังนั้นเมื่อหยุดฉีด สัญญาณความหิวและความคิดอยากอาหารที่เคยถูกกดไว้จะค่อย ๆ กลับมาสู่ระดับเดิม

ในระหว่างที่น้ำหนักลดลง ร่างกายจะค่อย ๆ ปรับระบบเผาผลาญให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น คล้ายกับเข้าสู่โหมดเตรียมรับมือความอดอยาก ทำให้กินอาหารปริมาณเท่าเดิมแต่กลับอ้วนง่ายกว่าเดิม เมื่อรวมกับความอยากอาหารที่กลับมา จึงมักพบว่าน้ำหนักกลับขึ้นอีกครั้งหลังหยุดฉีดยา

ด้วยเหตุนี้ แพทย์มักแนะนำให้คุมปริมาณอาหารและกิจกรรมทางกายต่อไปแม้จะหยุดฉีดแล้ว เพราะถ้าฝึกให้พฤติกรรมการกินที่ยาช่วยปรับไว้ติดตัวไปได้ ก็จะช่วยลดโอกาสที่น้ำหนักจะกลับมาเท่าเดิม แม้จะไม่มียาแล้วก็ตาม

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง?

ยากลุ่ม GLP-1 เป็นยาที่เปลี่ยนการเคลื่อนไหวของกระเพาะและลำไส้ ผลข้างเคียงส่วนใหญ่จึงเกิดขึ้นที่ระบบทางเดินอาหารเป็นหลัก

  • คลื่นไส้และอาเจียน เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากการเทของกระเพาะที่ช้าลงทำให้อาหารค้างอยู่ในกระเพาะนาน
  • ท้องผูกหรือท้องเสีย ความเร็วของลำไส้ที่เปลี่ยนไปอาจทำให้พฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนตามไปด้วย
  • ท้องอืดและเรอ เป็นความไม่สบายตัวที่เกิดจากอาหารและแก๊สค้างอยู่ในกระเพาะนานกว่าปกติ
  • ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันที่พบได้น้อยมาก เนื่องจากเป็นฮอร์โมนที่ออกฤทธิ์โดยตรงต่อตับอ่อน จึงมีรายงานพบตับอ่อนอักเสบในบางกรณี หากปวดท้องรุนแรงควรรีบพบแพทย์ทันที

อาการทางเดินอาหารเหล่านี้ส่วนใหญ่มักเกิดหนักในช่วงที่เพิ่มขนาดยา และค่อย ๆ ทุเลาลงเมื่อร่างกายปรับตัวได้ ดังนั้นเวลาที่รู้สึกไม่สบายท้อง แนะนำให้แบ่งกินทีละน้อยวันละ 5 ถึง 6 มื้อแทนการกินคราวละมาก ๆ และลดอาหารมันหรืออาหารรสจัดจะช่วยได้

ต้องระวังอะไรบ้างเวลาฉีดยา?

  • หากมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ชนิด medullary ควรหลีกเลี่ยงยานี้ เพราะพบความเชื่อมโยงกับเนื้องอกต่อมไทรอยด์ในการทดลองสัตว์ จึงมักถูกงดให้ในผู้ที่มีประวัติครอบครัวเกี่ยวข้อง
  • หากกำลังตั้งครรภ์หรือวางแผนตั้งครรภ์ โดยหลักแล้วไม่ควรใช้ยานี้ เพราะยังไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยต่อทารกในครรภ์มากพอ
  • ต้องใช้ภายใต้การสั่งจ่ายและดูแลของแพทย์เท่านั้น การเพิ่มขนาดยาอย่างค่อยเป็นค่อยไปจะช่วยลดผลข้างเคียง และความเหมาะสมก็ขึ้นอยู่กับสุขภาพของแต่ละคน
  • ควรระวังเรื่องมวลกล้ามเนื้อที่ลดลงด้วย เพราะระหว่างที่น้ำหนักลดลงเร็ว ไม่ใช่แค่ไขมันที่ลด แต่กล้ามเนื้อก็ลดตามไปได้ จึงแนะนำให้กินโปรตีนเพียงพอควบคู่กับการออกกำลังกาย

References

Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Diet

โมนจาโรกับวีโกวี ต่างกันอย่างไร: กลไก GLP-1 ที่ทำให้หิวน้อยลง ผลจากงานวิจัย และน้ำหนักหลังหยุดยา

ยาฉีดลดน้ำหนัก GLP-1 อย่างโมนจาโรและวีโกวีออกฤทธิ์ต่อร่างกายอย่างไร งานวิจัยรายงานตัวเลขน้ำหนักลดเฉลี่ยไว้เท่าไหร่ ทั้งสองยาต่างกันตรงไหน ผลข้างเคียงที่ต้องรู้ และเกิดอะไรขึ้นกับน้ำหนักเมื่อหยุดฉีด อธิบายจากมุมมองทางการแพทย์

By Dr. Kim

Diet

วีโกวีกับเม้าน์จาโร ผลข้างเคียงต่างกันอย่างไร, คลื่นไส้จนถึงตับอ่อนอักเสบ ระวังเรื่องอะไรบ้าง

เปรียบเทียบผลข้างเคียงของวีโกวีและเม้าน์จาโรด้วยตัวเลขจากการทดลองทางคลินิกจริง ตั้งแต่คลื่นไส้และท้องเสียที่พบบ่อย ไปจนถึงอัตราการหยุดยา นิ่วในถุงน้ำดี ตับอ่อนอักเสบ พร้อมวิธีลดผลข้างเคียงและกลุ่มที่ไม่ควรใช้

By Dr. Kim

Skincare

หลักการที่คลื่นเสียง LDM สั่นสะเทือนหลายล้านครั้งต่อวินาที ช่วยปลอบผิวแพ้ง่ายให้สงบและลดบวม

อธิบายง่าย ๆ ว่าคลื่นเสียงความถี่สูง LDM ที่สั่นสะเทือนหลายล้านครั้งต่อวินาทีไปกระตุ้นเมแทบอลิซึมและการไหลเวียนของเซลล์ได้อย่างไร ทำไมจึงช่วยลดบวมและการอักเสบ และเหมาะกับผิวแพ้ง่าย พร้อมพูดถึงผลลัพธ์ที่เปลี่ยนไปตามจำนวนครั้งและสถานการณ์การใช้งานจริง

By Dr. Kim

Back to articles