prettytime
Lifting

ทำไมลิฟต์กระชับรอบดวงตาสำหรับหนังตาบางที่หย่อนคล้อยถึงต่างจากลิฟต์หน้าทั่วไป

By Dr. Kim2 min read

เคยรู้สึกไหมครับว่าพอลืมตาหน้ากระจก เปลือกตากลับหนักกว่าที่เคยเป็น แต่งหน้าก็ไม่ค่อยติด พอถ่ายรูปทีไรก็ดูเหนื่อยกว่าอายุจริงไปหมด รอบดวงตาเป็นจุดแรกของใบหน้าที่โชว์ร่องรอยวัยออกมาให้เห็น แต่วิธีดูแลกลับมักถูกพูดถึงปนไปกับการลิฟต์แก้มหรือคางเสียอย่างนั้น

แต่ความจริงแล้วผิวรอบดวงตาต่างจากผิวส่วนอื่นของหน้าอย่างสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นแม้จะใช้เทคนิคลิฟต์แบบเดียวกัน พลังงานและความลึกที่ใช้กับรอบดวงตาก็ต้องปรับให้ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง บทความนี้จะพาไล่ดูทีละข้อว่าการลิฟต์รอบดวงตาต่างจากการลิฟต์หน้าทั่วไปตรงไหนบ้าง และทำไมถึงต้องออกแบบมาแบบนั้น

นี่คือเหตุผลที่แม้เป็นเครื่องยี่ห้อเดียวกัน รุ่นเดียวกัน ก็ยังต้องมีหัวทิปแยกต่างหากสำหรับรอบดวงตาโดยเฉพาะ ถ้าใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งหน้า พลังงานที่พอดีสำหรับแก้มหรือคางอาจแรงเกินไปเมื่อใช้กับรอบดวงตา กลับกัน พลังงานที่อ่อนพอสำหรับรอบดวงตาก็อาจเบาจนแทบไม่รู้สึกอะไรเมื่อใช้กับแก้ม การแยกค่าตั้งตามแต่ละบริเวณจึงถือเป็นพื้นฐานของหัตถการลิฟต์เลยทีเดียว

ผิวรอบดวงตาต่างจากผิวแก้มหรือคางตรงไหนบ้าง?

ผิวหนังประกอบด้วยหลายชั้นซ้อนกันอยู่ ตั้งแต่หนังกำพร้า หนังแท้ ไปจนถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ความหนาของแต่ละชั้นนี้ไม่เท่ากันในแต่ละจุดของใบหน้า และรอบดวงตาถือเป็นจุดที่บางที่สุดจุดหนึ่งของทั้งใบหน้า

ถ้าผิวแก้มหรือหน้าผากมีความหนาราว 1 มิลลิเมตร ผิวเปลือกตามีรายงานว่าหนาแค่ครึ่งเดียวของค่านั้นเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น รอบดวงตาแทบไม่มีชั้นไขมันคั่นเลย แถมยังมีกล้ามเนื้อบาง ๆ ที่คอยปกป้องลูกตาและเส้นเลือดฝอยวิ่งอยู่ใต้ผิวแบบชิดมาก ๆ พูดง่าย ๆ คือผิวที่บอบบางและบางที่สุดในใบหน้าห่อหุ้มดวงตาเอาไว้

ด้วยเหตุนี้ ถ้าเอาความแรงที่ใช้กับแก้มหรือคางมาใช้กับรอบดวงตาแบบเดียวกันเป๊ะ ๆ ความเสี่ยงที่จะเกิดผิวไหม้หรือรอยดำก็จะสูงขึ้นทันที นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ต้องมีการลิฟต์รอบดวงตาแบบเฉพาะทางแยกออกมาต่างหาก

เปรียบง่าย ๆ แก้มกับคางเหมือนมีผ้าห่มไขมันหนา ๆ คอยกรองความร้อนไว้ก่อนชั้นหนึ่ง แต่รอบดวงตาเหมือนใส่แค่เสื้อเชิ้ตบาง ๆ ไม่มีผ้าห่มมากั้นเลย ความร้อนเท่ากันจึงทะลุลึกและแรงกว่ามาก แม้เครื่องจะปล่อยพลังงานเท่าเดิม แต่ผิวรอบดวงตากลับรู้สึกถึงแรงกระตุ้นที่ต่างออกไปมากทีเดียว

ทำไมการลิฟต์รอบดวงตาถึงต้องยิงตื้น ๆ เท่านั้น?

หัตถการลิฟต์ส่วนใหญ่ทำงานด้วยการรวมพลังงานความร้อนไว้ที่ความลึกจุดใดจุดหนึ่งใต้ผิว เพื่อกระตุ้นคอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนเส้นใยที่ทำหน้าที่เหมือนเสาค้ำโครงสร้างผิว เมื่อความร้อนไปถึงจุดนั้น คอลลาเจนก็จะถูกสร้างขึ้นใหม่ ผิวจึงค่อย ๆ กระชับขึ้นตามลำดับ

คางกับแก้มมีชั้นผิวหนาพอที่จะปล่อยพลังงานลงลึกถึงชั้นหนังแท้ตอนล่าง หรือแม้แต่ชั้นพังผืดที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อได้สบาย ๆ แต่รอบดวงตาไม่มีความหนาแบบนั้นเลย ถ้ายิงลึกเท่ากัน ความร้อนอาจไปถึงกระดูกหรือเนื้อเยื่อใกล้ลูกตาได้ เครื่องรุ่นเฉพาะสำหรับรอบดวงตาจึงจำกัดความลึกไว้แค่ใต้หนังกำพร้าเล็กน้อย เป็นชั้นหนังแท้บาง ๆ ตื้นมากเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ หัวทิปหรือคาร์ทริดจ์สำหรับรอบดวงตาจึงถูกออกแบบให้ระยะโฟกัสสั้นกว่าหัวทิปที่ใช้กับหน้าทั่วไป หัวใจสำคัญของการออกแบบเครื่องลิฟต์รอบดวงตาคือรวมพลังงานไว้เฉพาะจุดตื้น ๆ แล้วควบคุมไม่ให้รั่วไหลลงลึกกว่านั้น

ลองนึกภาพเตารีดดูครับ กางเกงยีนส์หนา ๆ รีดด้วยความร้อนสูงนาน ๆ ก็ยังไม่เป็นไร แต่ถ้าเอาความร้อนระดับเดียวกันไปแตะเสื้อผ้าไหมบาง ๆ ก็ไหม้เกรียมทันที การลิฟต์รอบดวงตาก็เช่นกัน ต้องออกแบบให้ทั้งอุณหภูมิและระยะเวลาสัมผัสต่ำลงพร้อมกัน ให้เหมาะกับเนื้อเยื่อที่บางมาก

คลื่นเสียงความถี่สูงกับคลื่นวิทยุ ใช้ต่างกันอย่างไรที่รอบดวงตา?

พลังงานที่ใช้ในการลิฟต์แบ่งได้เป็นสองสายหลัก คือ HIFU (High-Intensity Focused Ultrasound หรือคลื่นเสียงความถี่สูงแบบรวมจุด ที่รวมพลังงานเสียงไว้ที่จุดเดียวจนเกิดความร้อน) กับ RF (Radiofrequency หรือคลื่นวิทยุ ที่พลังงานไฟฟ้าเจอกับความต้านทานของเนื้อเยื่อแล้วเปลี่ยนเป็นความร้อน)

HIFU รวมคลื่นเสียงไว้ที่จุดหนึ่งเหมือนเลนส์รวมแสง ทำให้เกิดความร้อนแบบเป็นจุด ความแม่นยำสูงมาก แต่พอมาใช้กับบริเวณบางอย่างรอบดวงตา ก็จำเป็นต้องใช้หัวทิปเฉพาะที่ลดความลึกของจุดโฟกัสลงอย่างละเอียดถึงจะปลอดภัย

ในทางกลับกัน RF มีคุณสมบัติกระจายความร้อนอ่อน ๆ ไปทั่วพื้นที่กว้างกว่า เพราะความร้อนไม่รวมอยู่จุดเดียวแต่กระจายตัวออกไป รอบดวงตาจึงปรับด้วยการลดพลังงานลงและควบคุมจำนวนรอบที่ยิงผ่าน ทั้งสองแบบมีจุดร่วมกันคือ เมื่อใช้กับรอบดวงตาจะลดพลังงานลงและลดความลึกลงด้วยโปรโตคอลเฉพาะ

ถ้าเทียบ HIFU กับการใช้แว่นขยายรวมแสงแดด แค่ขยับระยะห่างระหว่างเลนส์กับกระดาษนิดเดียว จุดโฟกัสก็เปลี่ยนตำแหน่งไปมากแล้ว หัวทิปเฉพาะสำหรับรอบดวงตาจะตรึงระยะโฟกัสนี้ให้ตื้นมากไว้เป็นค่าคงที่ เพื่อกันไม่ให้จุดโฟกัสเลื่อนไปทางลูกตาหรือกระดูกโดยเด็ดขาด

ส่วน RF เปรียบได้กับผ้าห่มไฟฟ้า ตั้งอุณหภูมิต่ำก็อุ่น ๆ ตั้งสูงก็ร้อนแรง หลักการเดียวกันทุกอย่าง เมื่อใช้กับรอบดวงตา จึงต้องลดอุณหภูมิที่ตั้งลง และแบ่งเวลาที่ค้างอยู่แต่ละจุดให้สั้นลงด้วย เพื่อไม่ให้ความร้อนสะสมมากเกินไป

หนังตาที่หย่อนคล้อยกระชับขึ้นได้จริงด้วยกระบวนการอะไร?

สาเหตุที่หนังตาหย่อนคล้อยมีหลัก ๆ 2 อย่าง คือความยืดหยุ่นของผิวเองที่ลดลง กับกำลังของกล้ามเนื้อที่ยกเปลือกตาที่อ่อนแรงลง

เมื่อความร้อนตื้น ๆ จากการลิฟต์ส่งถึงชั้นหนังแท้ ร่างกายจะตอบสนองด้วยการซ่อมแซมบริเวณที่ถูกกระตุ้น สร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา พร้อมกับจัดเรียงเส้นใยคอลลาเจนเดิมให้แน่นขึ้น กระบวนการนี้ดำเนินต่อเนื่องไปตลอด 4 ถึง 12 สัปดาห์หลังทำหัตถการ ระหว่างนั้นความตึงของผิวเองจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละนิด

ในเวลาเดียวกัน ความร้อนก็ส่งผลอ่อน ๆ ถึงชั้นกล้ามเนื้อบาง ๆ ใต้ผิวด้วย กล้ามเนื้อรอบดวงตา (orbicularis oculi) ซึ่งทำหน้าที่หลับตาลืมตา อยู่ในชั้นนี้พอดี มีรายงานว่าเมื่อเส้นใยกล้ามเนื้อหดตัวเล็กน้อยจากการกระตุ้น แรงพยุงเปลือกตาก็จะดีขึ้นตามไปด้วย แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เห็นผลทันทีเหมือนการผ่าตัด กลับค่อย ๆ ปรากฏชัดขึ้นไปตามเวลา

ช่วง 1 ถึง 2 สัปดาห์แรก จะเห็นการเปลี่ยนแปลงระดับที่ตาดูเรียบเนียนขึ้นจากอาการบวมที่ยุบลงก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนการเปลี่ยนแปลงจริงจากการจัดเรียงคอลลาเจนใหม่จะมาช้ากว่านั้น มีรายงานว่าโดยทั่วไปจะเริ่มรู้สึกได้ชัดหลังผ่าน 4 สัปดาห์ไปแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องผิดหวังถ้าวันรุ่งขึ้นหลังทำแล้วยังไม่เห็นความต่างมากนัก ควรรอดูผลจริง ๆ โดยยึดช่วง 4 ถึง 12 สัปดาห์หลังทำเป็นหลักถึงจะแม่นยำกว่า

การลิฟต์รอบดวงตากับการลิฟต์หน้าทั่วไป ต่างกันตรงไหนแน่?

ความต่างนี้ไม่ได้อยู่ที่ชนิดของเครื่อง แต่อยู่ที่ค่าตั้งที่ใช้

  • ความลึกที่ยิง: บริเวณหน้าทั่วไปยิงลงถึงชั้นหนังแท้ตอนล่างหรือแม้แต่ชั้นพังผืด แต่รอบดวงตายิงแค่ใต้หนังกำพร้าไปถึงหนังแท้ชั้นตื้น ๆ เท่านั้น เพราะอยู่ใกล้ลูกตามากจนไม่มีทั้งเหตุผลและช่องว่างให้ยิงลึกกว่านั้นได้
  • ความแรงพลังงาน: รอบดวงตาใช้เครื่องเดียวกันแต่ลดพลังงานลง เพราะผิวบางกว่าจึงตอบสนองต่อพลังงานเท่ากันได้มากกว่า พลังงานต่ำก็เพียงพอที่จะกระตุ้นได้แล้ว
  • หัวทิปและโพรบเฉพาะทาง: รอบดวงตาใช้หัวทิปขนาดเล็กและระยะโฟกัสสั้นแยกต่างหาก ถ้าเอาหัวทิปสำหรับหน้าทั่วไปมาใช้กับรอบดวงตา พื้นที่สัมผัสที่กว้างเกินไปจะทำให้ความร้อนไม่กระจาย แต่กลับสะสมมากเกินไปที่จุดใดจุดหนึ่งแทน

มีอาการหย่อนคล้อยแบบไหนที่การลิฟต์รอบดวงตาแก้ไม่ได้บ้าง?

มีจุดหนึ่งที่ควรทำความเข้าใจไว้ก่อน การลิฟต์รอบดวงตาอาศัยการกระตุ้นคอลลาเจนกับการตอบสนองของกล้ามเนื้อ เพราะฉะนั้นถ้าผิวยืดจนหย่อนย้อยเป็นชั้น ๆ อยู่แล้วในระดับรุนแรง ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะมีจำกัด

ถ้าผิวเปลือกตาย้อยลงมาซ้อนกันจนถึงระดับที่บังการมองเห็น นั่นเกินระดับที่การกระตุ้นคอลลาเจนด้วยความร้อนจะช่วยแก้ไขได้แล้ว กรณีแบบนี้มักแนะนำการทำศัลยกรรมตัดหนังตาส่วนเกิน (blepharoplasty) ซึ่งเป็นวิธีที่ตรงจุดกว่า

อีกกรณีหนึ่งคือไขมันใต้ตาที่เคลื่อนตัวลงมาจนนูนออกมาชัดเจน อาการนี้ไม่ใช่ปัญหาความยืดหยุ่นของผิว แต่เกิดจากพังผืดที่ห่อหุ้มไขมันอ่อนแรงลง จึงไม่สามารถแก้ได้ด้วยความร้อนที่ผิวชั้นบนเพียงอย่างเดียว ดังนั้นก่อนทำหัตถการควรแยกให้ชัดก่อนว่าอาการหย่อนคล้อยที่เจอมาจากผิวขาดความยืดหยุ่น หรือมาจากไขมันและกล้ามเนื้อหนังตาที่หย่อนลงมากกว่ากัน

เจ็บมากแค่ไหนและทำไมถึงเจ็บ?

รอบดวงตาเป็นบริเวณที่มีเส้นประสาทหนาแน่น จึงมีรายงานว่าความร้อนระดับเดียวกันมักรู้สึกแสบมากกว่าตอนทำที่แก้มหรือคาง แต่ไม่ใช่เพราะพลังงานที่ปล่อยแรงกว่า เป็นเพราะเนื้อเยื่อรอบดวงตาไวต่อความเจ็บปวดมากกว่านั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ ก่อนทำจึงมักทายาชาทิ้งไว้นานกว่าปกติเล็กน้อย หรือใช้เครื่องทำความเย็นช่วยลดอุณหภูมิผิวระหว่างทำไปด้วย ความเจ็บมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละคน แต่โดยทั่วไปมีรายงานว่าเป็นความรู้สึกแสบสั้น ๆ ที่เกิดซ้ำ ๆ เป็นช่วง ๆ มากกว่า

ต้องพักฟื้นนานแค่ไหน?

เพราะกระตุ้นแค่ชั้นตื้น ๆ รอบดวงตาจึงมักใช้เวลาพักฟื้นสั้นกว่าการลิฟต์หน้าทั้งหมดพอสมควร หลังทำเสร็จอาจมีรอยแดงเบา ๆ หรือบวมเล็กน้อยได้ แต่ส่วนใหญ่มีรายงานว่ามักยุบลงภายใน 1 ถึง 2 วัน

อย่างไรก็ตาม ผิวรอบดวงตาไวต่อการระคายเคืองมาก ในช่วงนี้ควรเลี่ยงการขยี้ตาแรง ๆ หรือล้างเครื่องสำอางบริเวณตาแบบหนักมือ การกันแดดในช่วงนี้ก็มีรายงานว่าช่วยได้เช่นกัน ควรใส่ใจเป็นพิเศษ

References

Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Lifting

หลังทำริฟติ้ง downtime บวมนานแค่ไหน ผลอยู่ได้กี่เดือน วิธีดูแลผิว และเวลาที่เหมาะสมสำหรับทำซ้ำ

สรุปจากตัวเลขงานวิจัยจริงว่าหลังทำ HIFU, RF, ร้อยไหม downtime และการฟื้นตัวเป็นอย่างไร ผลอยู่ได้นานแค่ไหน ควรทำซ้ำเมื่อไหร่ พร้อมแยกให้ชัดว่าวิธีดูแลแบบไหนมีหลักฐานรองรับจริงอย่างกันแดดและเลิกบุหรี่ และแบบไหนยังเป็นเพียงความเชื่อทั่วไป

By Dr. Kim

Lifting

ทำไมโอนดาใช้คลื่นไมโครเวฟจัดการทั้งไขมันและผิวหย่อนคล้อยได้ในครั้งเดียว พร้อมผลลัพธ์แยกตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

โอนดาคือเครื่องที่ใช้คลื่นไมโครเวฟ หลักการเดียวกับเตาไมโครเวฟ ให้ความร้อนกับผิวชั้นลึกเพื่อทำงานกับทั้งเซลล์ไขมันและคอลลาเจนไปพร้อมกัน บทความนี้จะอธิบายง่ายๆ ว่าทำไมคลื่นไมโครเวฟถึงแทรกลึกไปถึงชั้นไขมันได้ และทำไมการลดไขมันกับการกระชับผิวถึงเกิดขึ้นพร้อมกันในการรักษาครั้งเดียว

By Dr. Kim

Skincare

ทำไมจูเวลุคถึงให้ผิวชุ่มฉ่ำแบบวอเตอร์กลอสตั้งแต่แรก ก่อนคอลลาเจนจะค่อยๆ เติมเต็มในอีก 6 สัปดาห์ต่อมา และอยู่ได้นานแค่ไหน

ความชุ่มฉ่ำวอเตอร์กลอสที่รู้สึกได้ทันทีหลังฉีดจูเวลุค กับวอลลุ่มคอลลาเจนที่ค่อยๆ เติมเต็มตลอด 6 สัปดาห์ถึง 6 เดือน แท้จริงแล้วเกิดจากกลไกคนละแบบกันโดยสิ้นเชิง บทความนี้จะไล่อธิบายทีละขั้นด้วยการเปรียบเทียบง่ายๆ ว่า PDLLA ซึ่งเป็นสารตั้งต้นหลักในจูเวลุคกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาได้อย่างไร

By Dr. Kim

Back to articles