prettytime
Skincare

ตุ่มดำเล็กๆ คล้ายเมล็ดข้าวที่ลามบนแก้มและรอบดวงตา สาเหตุและความจริงของโรค Dermatosis Papulosa Nigra

By Dr. Kim1 min read

เวลาส่องกระจกใกล้ๆ บางคนจะเห็นตุ่มดำเล็กๆ ขึ้นเรียงกันแน่นบริเวณแก้มหรือขมับ ตุ่มพวกนี้เล็กและนูนคล้ายเมล็ดข้าว หลายคนจึงเรียกกันเล่นๆ ว่า "ไฝดำเม็ดเล็ก" แต่ความจริงแล้วไม่ใช่สิ่งสกปรกหรือขี้ไคลที่จับตัวกัน ต่อให้ขัดถูแรงแค่ไหนก็ไม่หลุด แถมยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ

ชื่อทางการของอาการนี้คือ Dermatosis Papulosa Nigra (เรียกย่อว่า DPN) เป็นการเปลี่ยนแปลงชนิดไม่ร้ายแรงที่เกิดจากเซลล์ผิวชั้นบนรวมตัวกันเป็นก้อนเล็กๆ นูนขึ้นมา จึงเป็นเรื่องของความเสื่อมตามวัยของผิวมากกว่าจะเป็นโรค บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจตั้งแต่ต้นว่าทำไมถึงมีรูปร่างแบบนี้ และทำไมบีบหรือล้างแล้วไม่หาย

ตุ่มดำคล้ายเมล็ดข้าวที่ลามบนใบหน้าคืออะไรกันแน่

DPN คือตุ่มนูนขนาดเล็กประมาณ 1 ถึง 5 มิลลิเมตร สีน้ำตาลหรือสีดำ ผิวเรียบมัน จุดเด่นคือกดแล้วไม่เจ็บและเนื้อค่อนข้างแข็ง

แก่นแท้ของตุ่มนี้คือเซลล์ชั้นหนังกำพร้า ซึ่งเป็นชั้นนอกสุดของผิว เติบโตขึ้นมาซ้อนกันมากกว่าปกติเฉพาะจุด ลักษณะคล้ายผิวพับตัวขึ้นมาบางๆ เหมือนมุมวอลเปเปอร์ที่ล่อนนูนขึ้นเล็กน้อย ส่วนที่ตุ่มออกมาเป็นสีดำก็เพราะมีเม็ดสีเมลานินสะสมอยู่ในบริเวณนั้นมากกว่าปกติ

ในทางพยาธิวิทยา DPN มีลักษณะใกล้เคียงกับ seborrheic keratosis (ตุ่มหนาผิวที่พบบ่อยในผิวสูงวัย) มาก แต่จุดต่างคือ DPN มีขนาดเล็กกว่ามาก จำนวนเยอะกว่า และมักพบเด่นชัดในคนที่มีผิวสีเข้ม

ทำไมถึงขึ้นเยอะเป็นพิเศษที่แก้มและรอบดวงตา

DPN มักขึ้นรวมกันที่ใบหน้าเป็นหลัก โดยเฉพาะรอบโหนกแก้ม รอบดวงตา และขมับ บางคนลามไปถึงคอ แต่แทบไม่พบที่ลำตัวหรือแขนขา

จุดพวกนี้บอบบางเป็นพิเศษเพราะเป็นบริเวณที่ผิวถูกพับและกดซ้ำๆ ทุกครั้งที่แสดงสีหน้า เวลายิ้มหรือขมวดคิ้ว ผิวจะพับไปในทิศทางเดิมซ้ำๆ กัน เซลล์หนังกำพร้าตรงรอยพับนั้นจึงได้รับการกระตุ้นให้เติบโตมากขึ้นทีละนิดเฉพาะจุด คล้ายกับกระดาษเก่าที่ถูกพับตรงเดิมซ้ำๆ จนเกิดรอยพับติดแน่นตามแนวนั้น

นอกจากนี้บริเวณนี้ยังมีต่อมไขมันและรูขุมขนหนาแน่นกว่าที่อื่น เซลล์รอบรูขุมขนจึงมีอัตราการสร้างและผลัดตัวเร็วกว่าบริเวณอื่น ซึ่งในกระบวนการนี้อาจเกิดจุดที่เซลล์เติบโตมากเกินไปเฉพาะที่ได้ง่ายกว่า

ทำไมไม่ใช่เรื่องความสะอาดหรือสิ่งสกปรก

หลายคนเห็น DPN แล้วเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งสกปรกที่เกิดจากล้างหน้าไม่สะอาด และมักพยายามขัดถูแรงๆ เพื่อเอาออก

แต่ DPN คือโครงสร้างที่เกิดจากเซลล์หนังกำพร้าเติบโตขึ้นมาเอง ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมที่เกาะอยู่บนผิว ไม่เหมือนขี้ไคลหรือฝุ่นที่ล้างแล้วหลุด เพราะมันคือส่วนหนึ่งของเนื้อเยื่อผิวที่มีชีวิต การขัดถูแรงๆ กลับยิ่งเพิ่มการระคายเคืองจนสีเข้มขึ้นหรือเกิดการอักเสบได้

บางคนสับสนกับสิว แต่กลไกต่างกันโดยสิ้นเชิง สิวเกิดจากรูขุมขนอุดตันร่วมกับเชื้อแบคทีเรียที่ก่อการอักเสบ ส่วน DPN เกิดจากเซลล์เติบโตขึ้นเองโดยไม่เกี่ยวกับการอักเสบหรือเชื้อแบคทีเรียเลย ดังนั้นยาปฏิชีวนะหรือสารผลัดเซลล์ผิวที่ใช้รักษาสิวจึงไม่ได้ผลกับ DPN

เหตุผลที่จำนวนตุ่มเพิ่มขึ้นตามอายุ

โดยทั่วไป DPN มักเริ่มขึ้นครั้งแรกหนึ่งหรือสองเม็ดในช่วงวัยรุ่นตอนปลายหรือวัยยี่สิบต้นๆ และมีแนวโน้มเพิ่มทั้งจำนวนและขนาดขึ้นตามอายุที่มากขึ้น

สาเหตุคือสมดุลการสร้างและผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติค่อยๆ เสียไปตามวัย ตอนอายุน้อยอัตราการสร้างและผลัดเซลล์หนังกำพร้าจะสมดุลกัน แต่พออายุมากขึ้น เซลล์ใหม่ที่สร้างขึ้นจะไม่ถูกผลัดออกจนหมด และค่อยๆ สะสมเป็นจุดเล็กๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คล้ายกับลิ้นชักเก่าที่ทุกครั้งที่จัดของก็ยังเหลือของกองสะสมอยู่มุมหนึ่งไม่มีวันหมด

อีกเรื่องที่รู้กันดีคือ DPN มักพบในครอบครัวเดียวกัน หากพ่อแม่หรือพี่น้องมี DPN ก็มีรายงานว่าตัวเองมีโอกาสเป็นสูงขึ้นด้วย เนื่องจากปัจจัยทางพันธุกรรมที่กำหนดความเร็วและรูปแบบการเติบโตของเซลล์ผิวมักส่งต่อกันในครอบครัว

จุดที่ต่างจากไฝและมะเร็งผิวหนัง

DPN มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นไฝ แต่กลไกการเกิดต่างกัน

  • ไฝ (Melanocytic nevus): เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีเมลานินรวมตัวกันเอง ปัญหาอยู่ที่จำนวนและตำแหน่งของเซลล์สร้างเม็ดสี จุดเริ่มต้นจึงต่างจาก DPN
  • DPN: เกิดจากเซลล์หนังกำพร้าเติบโตขึ้นมาเฉพาะจุด ไม่ใช่การเพิ่มจำนวนของเซลล์สร้างเม็ดสี แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างหนังกำพร้าเอง
  • รอยโรคที่เกี่ยวกับมะเร็งผิวหนัง: หากรูปร่างไม่สมมาตร สีไม่สม่ำเสมอ หรือโตเร็วผิดปกติ อาจไม่ใช่ DPN แต่เป็นรอยโรคอื่นที่ต้องตรวจแยกให้ชัดเจน DPN มักมีรูปทรงคงที่และเปลี่ยนแปลงช้ามากซึ่งเป็นจุดต่างสำคัญ

ดังนั้นหากตุ่มที่เพิ่งขึ้นใหม่โตขึ้นอย่างรวดเร็วหรือรูปร่างผิดเพี้ยนไป ไม่ควรสรุปเองว่าเป็น DPN แต่ควรไปตรวจกับแพทย์ผิวหนังเพื่อความปลอดภัย ส่วนตุ่มเดิมที่มีมานานและมีรูปร่างเหมือนเดิมซ้ำๆ โดยทั่วไปไม่ต้องกังวลมาก แต่การไปตรวจให้แน่ใจสักครั้งก็ช่วยให้สบายใจกว่าการตัดสินด้วยตาเปล่าเพียงอย่างเดียว

หัตถการกำจัดตุ่ม DPN ทำงานอย่างไร

DPN เป็นการเปลี่ยนแปลงชนิดไม่ร้ายแรงและไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงไม่จำเป็นต้องกำจัดออก แต่หลายคนก็รู้สึกกังวลใจและอยากเอาออก

หลักการกำจัดคือการทำลายเนื้อเยื่อหนังกำพร้าที่เติบโตขึ้นมาเฉพาะจุดนั้นออกไป วิธีที่ใช้บ่อยได้แก่ การจี้ไฟฟ้า (electrocautery ใช้กระแสไฟฟ้าอ่อนๆ จี้ทำลายเนื้อเยื่อ) การจี้เย็น (cryotherapy ใช้ไนโตรเจนเหลวแช่แข็งจนเนื้อเยื่อหลุดออก) และเลเซอร์ที่เจาะจงทำลายเม็ดสีบางชนิด

สำหรับเลเซอร์ หลักการคือเม็ดสีเมลานินในตุ่มดูดซับแสงที่มีความยาวคลื่นเฉพาะ แล้วเปลี่ยนเป็นความร้อนเพื่อสลายเนื้อเยื่อ ส่วนการจี้ไฟฟ้าและการจี้เย็นเป็นการทำลายเนื้อเยื่อโดยตรงด้วยวิธีทางกายภาพจนหลุดออก แม้วิธีจะต่างกัน แต่เป้าหมายสุดท้ายเหมือนกันคือการกำจัดกลุ่มเซลล์ที่สะสมอยู่เฉพาะจุดนั้นออกไป

เหตุผลที่อาจมีรอยดำหรือรอยขาวหลงเหลือหลังทำหัตถการ

หลังทำหัตถการกำจัด DPN บางคนกลับมีรอยดำเข้มขึ้นในบริเวณนั้น หรือในทางกลับกันผิวกลายเป็นรอยขาวแทน

เหตุผลคือยิ่งผิวเข้ม เซลล์สร้างเม็ดสีในระหว่างกระบวนการสมานแผลก็ยิ่งมีแนวโน้มตอบสนองมากเกินไป เมื่อเนื้อเยื่อได้รับความเสียหาย ร่างกายจะสร้างเมลานินเพิ่มขึ้นชั่วคราวเป็นส่วนหนึ่งของการซ่อมแซม และยิ่งผิวเข้มปฏิกิริยานี้ก็ยิ่งเด่นชัดขึ้น ในทางตรงข้าม หากเซลล์สร้างเม็ดสีเองเสียหายระหว่างการฟื้นตัว ก็อาจเกิดรอยขาวเฉพาะจุดนั้นได้เช่นกัน

ดังนั้นเมื่อพิจารณาทำหัตถการกำจัด DPN ควรใส่ใจประเด็นต่อไปนี้ด้วย

  • ปรับความแรงของหัตถการ: หากใช้พลังงานสูงเกินไปเพื่อกำจัดในครั้งเดียว อาจทำให้ปฏิกิริยาเม็ดสีระหว่างฟื้นตัวรุนแรงขึ้น จึงแนะนำให้ทำด้วยความแรงต่ำและแบ่งทำหลายครั้งแทน
  • ป้องกันแสงแดด: หากบริเวณที่ทำหัตถการโดนแสงแดดระหว่างพักฟื้น อาจกระตุ้นการสร้างเมลานินจนรอยดำเข้มขึ้น จึงต้องระวังเป็นพิเศษ
  • ทำทีละขั้นตอนหากมีจำนวนมาก: แทนที่จะกำจัดทั้งหมดในครั้งเดียว การแบ่งทำหลายครั้งจะช่วยให้แต่ละจุดมีเวลาฟื้นตัวเต็มที่ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงผลข้างเคียงเรื่องเม็ดสีได้

เนื่องจาก DPN ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่อันตราย การดูแลอย่างไม่รีบร้อนและให้เวลาฟื้นตัวอย่างเหมาะสมมักให้ผลลัพธ์ที่เรียบเนียนกว่าในระยะยาว

References

Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

ทำไมจูเวลุคถึงให้ผิวชุ่มฉ่ำแบบวอเตอร์กลอสตั้งแต่แรก ก่อนคอลลาเจนจะค่อยๆ เติมเต็มในอีก 6 สัปดาห์ต่อมา และอยู่ได้นานแค่ไหน

ความชุ่มฉ่ำวอเตอร์กลอสที่รู้สึกได้ทันทีหลังฉีดจูเวลุค กับวอลลุ่มคอลลาเจนที่ค่อยๆ เติมเต็มตลอด 6 สัปดาห์ถึง 6 เดือน แท้จริงแล้วเกิดจากกลไกคนละแบบกันโดยสิ้นเชิง บทความนี้จะไล่อธิบายทีละขั้นด้วยการเปรียบเทียบง่ายๆ ว่า PDLLA ซึ่งเป็นสารตั้งต้นหลักในจูเวลุคกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาได้อย่างไร

By Dr. Kim

Acne

ทำไมซีริงโกมาใต้ตาที่ขึ้นเป็นตุ่มเล็ก ๆ ถึงต่างจากมิเลียม และกำจัดยากกว่าที่คิด

ตุ่มเล็ก ๆ คล้ายเมล็ดข้าวที่ขึ้นใต้ตามักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นมิเลียม ทั้งที่จริงแล้วซีริงโกมาเกิดจากกลไกที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง บทความนี้อธิบายตั้งแต่กระบวนการเกิดจากต่อมเหงื่อ เหตุผลที่กำจัดยาก ไปจนถึงสาเหตุที่มักกลับมาเป็นซ้ำ เข้าใจง่าย

By Dr. Lee

Acne

ตุ่มสีเหลืองที่หน้าผากเข้าใจผิดว่าเป็นสิว แท้จริงคือ Sebaceous Hyperplasia ต่างจากสิวตรงไหน กำจัดได้อย่างไร

ถ้ามีตุ่มสีเหลืองที่หน้าผากหรือแก้มที่บีบยังไงก็ไม่หาย นั่นอาจไม่ใช่สิวแต่เป็น sebaceous hyperplasia บทความนี้อธิบายง่าย ๆ ว่าทำไมต่อมไขมันโตขึ้นแล้วเกิดเป็นตุ่มบุ๋มตรงกลาง ต่างจากสิวยังไง วิธีกำจัดด้วยการจี้ไฟฟ้า และทำไมถึงกลับมาเป็นซ้ำได้

By Dr. Kim

Back to articles