ขอบตาคล้ำมี 3 ชนิด หลอดเลือด เม็ดสี โครงสร้าง ทำไมการรักษาจึงต่างกันโดยสิ้นเชิง
By Dr. Kim1 min read

หลายคนส่องกระจกแล้วรู้สึกว่าใต้ตาของตัวเองดูมืดคล้ำอยู่เสมอ ทั้งที่นอนหลับเพียงพอและไม่ได้เหนื่อยล้าเลยก็ตาม ขอบตาคล้ำก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม สาเหตุก็คือขอบตาคล้ำไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียวเท่านั้น
โดยหลักแล้วขอบตาคล้ำแบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือชนิดหลอดเลือด ชนิดเม็ดสี และชนิดโครงสร้าง ทั้ง 3 ชนิดมีกลไกที่ทำให้ดูคล้ำแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้นถ้าไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงแล้วไปทำหัตถการแบบสุ่ม ๆ ก็มักจะเสียทั้งเวลาและเงินโดยไม่เห็นผล บทความนี้จะพาไปดูทีละชนิดว่าเกิดจากอะไร และทำไมวิธีรักษาจึงต่างกัน
ทำไมผิวใต้ตาถึงบางเป็นพิเศษ?
ผิวบริเวณใต้ตาเป็นหนึ่งในผิวที่บางที่สุดบนใบหน้า มีความหนาเพียงประมาณ 0.5 มิลลิเมตร ซึ่งบางกว่าผิวแก้มหรือหน้าผากถึงครึ่งหนึ่ง
สาเหตุที่บางขนาดนี้เป็นเพราะบริเวณนี้แทบไม่มีชั้นไขมันเลย และความหนาแน่นของคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ก็ต่ำกว่าบริเวณอื่น ถ้าเปรียบเป็นกระดาษ ผิวแก้มก็เหมือนกระดาษหนาที่ซ้อนกันหลายชั้น ในขณะที่ผิวใต้ตาเปรียบได้กับกระดาษบาง ๆ แผ่นเดียว
เมื่อผิวบาง สิ่งที่อยู่ข้างใต้ก็มีโอกาสส่องผ่านให้เห็นได้ง่าย เหมือนกับเงาคนที่เลือนรางอยู่หลังม่านบาง ๆ ใต้ผิวหนังบริเวณนี้มีหลอดเลือด กล้ามเนื้อ ไขมัน และกระดูกเรียงเป็นชั้น ๆ ซึ่งโครงสร้างนี้เองเป็นพื้นฐานที่กำหนดขอบตาคล้ำทั้ง 3 ชนิด
ทำไมขอบตาคล้ำชนิดหลอดเลือดถึงดูออกสีฟ้าหรือม่วง?
ขอบตาคล้ำชนิดหลอดเลือดเกิดจากเส้นเลือดดำที่วิ่งผ่านใต้ผิวหนังบริเวณนี้ส่องขึ้นมาให้เห็น ในเส้นเลือดดำมีเลือดสีเข้มที่ใช้ออกซิเจนไปหมดแล้วกำลังไหลกลับสู่หัวใจ สีของเลือดนี้เมื่อส่องผ่านผิวบาง ๆ จึงออกมาเป็นสีฟ้า สีม่วง หรือบางครั้งก็เป็นสีน้ำตาลเข้ม
ตรงนี้มีจุดที่น่าสนใจ เลือดในเส้นเลือดดำจริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นสีฟ้า แต่เป็นสีน้ำตาลแดงเข้ม ที่ตามองเห็นเป็นสีฟ้าเป็นเพราะวิธีที่แสงเดินทางผ่านผิวหนัง คลื่นแสงสีแดงจะทะลุลึกเข้าไปในผิวแล้วถูกดูดกลืนไปเกือบหมด ส่วนคลื่นแสงสีฟ้าจะสะท้อนออกมาจากชั้นที่ตื้นกว่าและเดินทางกลับมาเข้าตาเรามากกว่า จึงทำให้เรามองเห็นเป็นสีฟ้าหรือสีม่วงโดยไม่เกี่ยวกับสีเลือดจริง ๆ เลย ลองนึกภาพน้ำทะเลที่จริง ๆ แล้วใสแต่ยิ่งลึกยิ่งดูเป็นสีฟ้า ก็เป็นหลักการเดียวกัน
อีกทั้งยังมีเหตุผลว่าทำไมขอบตาคล้ำชนิดนี้ถึงแย่ลงเป็นพิเศษเมื่อนอนไม่พอ ทำงานหนักเกินไป หรือคัดจมูก นั่นก็เพราะเมื่อการไหลเวียนเลือดติดขัด เลือดจะคั่งอยู่ในเส้นเลือดดำ ทำให้หลอดเลือดเด่นชัดขึ้นและสีเข้มขึ้น ในทางกลับกัน เมื่อได้พักผ่อนเพียงพอ อาการก็มักจะจางลงด้วยเหตุผลเดียวกันนี้
ขอบตาคล้ำชนิดหลอดเลือดพบได้บ่อยแม้ในคนอายุน้อย เพราะยิ่งผิวบางและหลอดเลือดอยู่ใกล้ผิวหนังมากเท่าไร ก็ยิ่งส่องเห็นชัดขึ้นเท่านั้น ปัจจัยทางพันธุกรรมจึงมีผลค่อนข้างมาก หากคนในครอบครัวหลายคนมีใต้ตาคล้ำเป็นพิเศษ ก็อาจเป็นไปได้ว่าความหนาของผิวหรือตำแหน่งของหลอดเลือดที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมนั้นคล้ายกัน
ทำไมขอบตาคล้ำชนิดเม็ดสีถึงมีสีน้ำตาลสะสม?
ขอบตาคล้ำชนิดเม็ดสีเกิดจากเมลานินสะสมอยู่ในผิวหนังใต้ตา เมลานินคือเม็ดสีน้ำตาลที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อปกป้องผิวจากรังสียูวี บริเวณที่ถูกกระตุ้นหรือระคายเคืองบ่อย ๆ อย่างใต้ตาจึงมักมีเม็ดสีชนิดนี้สะสมมากเป็นพิเศษ
สาเหตุหลักคือพฤติกรรมขยี้ตา อาการคันเรื้อรังจากโรคภูมิแพ้ผิวหนังหรือเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ และการโดนแสงแดดสะสม เมื่อผิวถูกกระตุ้นซ้ำ ๆ ร่างกายจะเข้าใจว่าเกิดความเสียหายและพยายามสร้างเมลานินมากขึ้นเพื่อป้องกันตัวเอง หากเป็นแบบนี้ซ้ำไปเรื่อย ๆ เม็ดสีก็จะสะสมจนเห็นได้ชัด หลักการเดียวกับรอยดำน้ำตาลที่เหลือหลังสิวหรือแผลหายดีแล้ว ซึ่งเรียกว่าภาวะผิวคล้ำหลังการอักเสบ และเนื่องจากผิวใต้ตาบางกว่าที่อื่น รอยนี้จึงมักเข้มและอยู่นานกว่าปกติ
ขอบตาคล้ำชนิดเม็ดสีก็ได้รับอิทธิพลจากพันธุกรรมไม่น้อยเช่นกัน หากมีผิวสีเข้มโดยธรรมชาติ หรือพ่อแม่ก็มีใต้ตาคล้ำเช่นกัน ก็เป็นไปได้ว่าได้รับการถ่ายทอดเซลล์เมลาโนไซต์ซึ่งเป็นเซลล์สร้างเมลานินที่ทำงานไวกว่าคนทั่วไป
ต่างจากชนิดหลอดเลือด ขอบตาคล้ำชนิดเม็ดสีจะไม่จางลงแม้จะนอนหลับเพียงพอหรือสุขภาพดีขึ้น เพราะเม็ดสีสะสมอยู่ในผิวแล้ว จึงต้องใช้วิธีที่เข้าไปสลายหรือลดเม็ดสีนั้นโดยตรง
ทำไมขอบตาคล้ำชนิดโครงสร้างถึงดูเหมือนมีเงา?
ขอบตาคล้ำชนิดโครงสร้างไม่ได้เกิดจากเม็ดสีหรือหลอดเลือด แต่เป็นเงาที่เกิดจากรูปทรง 3 มิติของบริเวณใต้ตา เมื่ออายุมากขึ้น ไขมันใต้ตาอาจนูนออกมา หรือในทางกลับกันก็อาจยุบตัวจนเกิดเป็นร่องบุ๋มลงไป
การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างนี้ทำให้เกิดรูปทรงคล้ายเนินนูนที่มีร่องหุบเหวอยู่ข้างกัน เมื่อแสงส่องจากด้านบนลงมา ร่องนี้ก็จะเกิดเงาขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งเมื่อมองด้วยตาก็จะดูเหมือนเป็นขอบตาคล้ำ
หากเจาะลึกลงไปว่าทำไมถึงเปลี่ยนแปลงแบบนี้ สาเหตุมาจากเยื่อบาง ๆ ที่ยึดไขมันใต้ตาไว้ (septum) และเอ็นที่เชื่อมต่อกับกระดูก (เอ็นพยุงใต้ตา) หย่อนคล้อยลงตามอายุ ตอนหนุ่มสาวเยื่อและเอ็นเหล่านี้จะยึดไขมันให้อยู่กับที่ แต่เมื่อความยืดหยุ่นลดลง ไขมันก็จะดันออกมาข้างหน้าจนเกิดเป็นเนินนูน ในขณะเดียวกัน จุดที่เอ็นยึดติดกับกระดูกก็ยังคงบุ๋มอยู่เหมือนเดิม จึงเกิดเป็นร่องอยู่ใต้เนินนูนนั้นพอดี จุดสังเกตของชนิดนี้คือ ต่างจากอาการบวมตอนเช้า รูปทรงจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนักแม้จะใช้นิ้วกดเบา ๆ
เนื่องจากขอบตาคล้ำชนิดโครงสร้างไม่เกี่ยวข้องกับเม็ดสีหรือการไหลเวียนเลือด ต่อให้ทาผลิตภัณฑ์ผิวขาวมากแค่ไหนก็มักไม่ดีขึ้น หากไม่ปรับเปลี่ยนโครงสร้างที่ก่อให้เกิดเงานั้นโดยตรง ก็ยากที่จะแก้ไขได้อย่างถึงต้นตอ
ทำไมยิ่งอายุมากขึ้น ขอบตาคล้ำยิ่งชัดเจนขึ้น?
ทั้ง 3 ชนิดมีแนวโน้มแย่ลงตามอายุที่มากขึ้น แต่เหตุผลของแต่ละชนิดนั้นแตกต่างกัน
ชนิดหลอดเลือดนั้น เมื่ออายุมากขึ้น คอลลาเจนและเส้นใยยืดหยุ่นในผิวจะลดลงจนผิวบางลงกว่าเดิม หลอดเลือดจึงส่องเห็นชัดกว่าที่เคย ส่วนชนิดเม็ดสี การโดนแสงแดดสะสมนานหลายสิบปีมักทำให้เม็ดสีทับถมกันเป็นชั้น ๆ และชนิดโครงสร้างตามที่อธิบายไปแล้ว เนื้อเยื่อที่ยึดไขมันไว้จะเริ่มหย่อนคล้อยโดยทั่วไปตั้งแต่ช่วงกลางอายุ 30 ปีเป็นต้นไป
ด้วยเหตุนี้ ตอนอายุน้อยขอบตาคล้ำมักเป็นชนิดหลอดเลือดเป็นหลัก แต่พออายุมากขึ้น ปัจจัยด้านเม็ดสีและโครงสร้างก็จะเพิ่มเข้ามา ทำให้ขอบตาคล้ำกลายเป็นแบบผสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งพบได้บ่อย
ขอบตาคล้ำทั้ง 3 ชนิดเกิดพร้อมกันได้ไหม?
ในความเป็นจริง คนคนเดียวสามารถมีขอบตาคล้ำทั้งชนิดหลอดเลือด เม็ดสี และโครงสร้างพร้อมกันได้ไม่ใช่เรื่องแปลก เช่น มีแนวโน้มเป็นชนิดหลอดเลือดอยู่แล้วเพราะผิวบางตั้งแต่ต้น แล้วมีเม็ดสีเพิ่มเข้ามาจากพฤติกรรมขยี้ตาเป็นเวลานาน และเมื่ออายุมากขึ้นก็มีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างไขมันซ้อนเข้ามาอีก
ในกรณีแบบนี้ ยากที่จะฟันธงว่าเป็นชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงแค่ดูด้วยตาเปล่า มีข้อสังเกตว่า หากดึงผิวเบา ๆ แล้วเงาจางลง แสดงว่ามีองค์ประกอบของชนิดโครงสร้างค่อนข้างมาก และหากกดผิวแล้วสีจางลง ก็มักหมายถึงมีองค์ประกอบของชนิดหลอดเลือดมากกว่า อย่างไรก็ตาม เพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำ การเข้ารับการตรวจกับแพทย์ผิวหนังเพื่อแยกชนิดให้ชัดเจนจะช่วยได้มาก
แนวทางการรักษาแต่ละชนิดต่างกันอย่างไร?
เนื่องจากสาเหตุต่างกัน แนวทางการรักษาของแต่ละชนิดจึงถูกออกแบบให้แตกต่างกันไปด้วย
- ชนิดหลอดเลือด ใช้แนวทางที่จัดการกับเส้นเลือดดำที่ส่องขึ้นมาโดยตรง เลเซอร์ที่ตอบสนองต่อหลอดเลือดหรือการดูแลที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดเป็นที่ทราบกันว่าอาจช่วยได้ และเนื่องจากสาเหตุมาจากการไหลเวียนที่ติดขัด การดูแลในชีวิตประจำวัน เช่น นอนหลับให้เพียงพอและประคบเย็น ก็เป็นสิ่งที่แนะนำร่วมด้วย
- ชนิดเม็ดสี เน้นแนวทางที่ทำให้เมลานินที่สะสมอยู่แล้วจางลง มีการใช้สารผิวขาวหรือเลเซอร์ที่ตอบสนองต่อเม็ดสี เพราะเป็นแนวทางที่ทั้งสลายเม็ดสีเดิมและยับยั้งการสร้างเม็ดสีใหม่ไปพร้อมกัน
- ชนิดโครงสร้าง ต้องอาศัยแนวทางที่ปรับรูปทรง 3 มิติที่นูนหรือบุ๋มโดยตรง อาจพิจารณาใช้ฟิลเลอร์เติมเต็มส่วนที่บุ๋ม หรือหัตถการปรับไขมันส่วนที่นูนออกมา เพราะเป้าหมายคือทำให้ความโค้งเว้าที่ก่อให้เกิดเงานั้นเรียบเนียนขึ้น
- ชนิดผสม มักออกแบบให้ใช้หลายแนวทางร่วมกัน เพราะหากแก้เพียงสาเหตุเดียว เงาจากชนิดอื่นที่เหลืออยู่ก็ยังคงอยู่ ดังนั้นการปรึกษาแพทย์เพื่อจัดลำดับความสำคัญในการรักษาจึงเป็นขั้นตอนที่จำเป็น
ดูแลตัวเองที่บ้านช่วยให้ขอบตาคล้ำดีขึ้นได้ไหม?
การดูแลไลฟ์สไตล์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ขอบตาคล้ำหายไปได้ทั้งหมด แต่ระดับที่ช่วยได้จะแตกต่างกันไปตามชนิด
- การนอนหลับให้เพียงพอเป็นที่ทราบกันว่าช่วยชนิดหลอดเลือดได้เป็นพิเศษ เพราะเมื่อนอนไม่พอ เลือดจะคั่งอยู่ในเส้นเลือดดำได้ง่ายขึ้น ทำให้สีดูเข้มขึ้น
- การหนุนหมอนให้สูงขึ้นเล็กน้อยตอนนอนก็อาจช่วยชนิดหลอดเลือดได้เช่นกัน เพราะทิศทางของแรงโน้มถ่วงที่เปลี่ยนไปช่วยลดการคั่งของเลือดในเส้นเลือดดำรอบดวงตา
- การป้องกันแสงแดดช่วยไม่ให้ชนิดเม็ดสีแย่ลง เนื่องจากแสงยูวีเป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นการสร้างเมลานิน จึงแนะนำให้ทาครีมกันแดดบริเวณรอบดวงตาด้วยเช่นกัน
- การลดพฤติกรรมขยี้ตาสำคัญมากสำหรับการป้องกันชนิดเม็ดสี เพราะการเสียดสีซ้ำ ๆ นั้นเองที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการสะสมของเม็ดสี
- ชนิดโครงสร้างเป็นที่ทราบกันว่ามีข้อจำกัดในการดีขึ้นด้วยการดูแลไลฟ์สไตล์เพียงอย่างเดียว เพราะโครงสร้าง 3 มิติที่เกิดขึ้นแล้วมักต้องอาศัยหัตถการมากกว่าการดูแลทั่วไป
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

กระกับฝ้าหน้าตาคล้ายกันมาก แต่ทำไมวิธีรักษาถึงตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง
มองผ่าน ๆ กระและฝ้าดูเหมือนจุดสีน้ำตาลที่แยกกันยาก แต่ตำแหน่งที่เม็ดสีฝังตัวอยู่ใต้ผิวและสาเหตุที่ทำให้เกิดนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง ความต่างนี้เองเป็นตัวกำหนดว่าควรเลือกเลเซอร์แรงหรือโทนนิ่งแบบอ่อน และทำไมมีแค่ฝ้าเท่านั้นที่กลับมาเป็นซ้ำบ่อยเป็นพิเศษ บทความนี้อธิบายให้เข้าใจง่าย
By Dr. Lee

ริลเมลาโนซิสลามถึงคอ นึกว่าฝ้าแต่จริงๆ สาเหตุและการรักษาต่างกันตรงไหน?
ริลเมลาโนซิสคือโรคผิวหนังอักเสบจากการสัมผัสที่ทำให้เกิดสีผิวคล้ำ เกิดจากส่วนผสมในเครื่องสำอางและน้ำหอมกระตุ้นผิวซ้ำๆ แม้หน้าตาจะคล้ายฝ้าแต่สาเหตุและวิธีรักษาต่างกันโดยสิ้นเชิง บทความนี้สรุปกระบวนการที่เม็ดสีรั่วลงชั้นหนังแท้ เหตุผลที่การหลีกเลี่ยงสารต้นเหตุคือหัวใจของการรักษา ไปจนถึงแนวทางเลเซอร์
By Dr. Kim

คางสองชั้นที่เกิดแม้ไม่อ้วน ต้องแยกสาเหตุไขมันกับผิวหย่อนก่อนเลือกวิธีรักษา
คางสองชั้นบางคนเกิดจากไขมันสะสม บางคนเกิดจากผิวและกล้ามเนื้อหย่อนคล้อย ทั้งสองแบบดูคล้ายกันแต่ต้นตอต่างกันโดยสิ้นเชิง จึงต้องใช้วิธีรักษาที่ต่างกันด้วย บทความนี้อธิบายที่มาของแต่ละแบบและวิธีแยกให้ออก
By Dr. Kim