prettytime
Pigment

ริลเมลาโนซิสลามถึงคอ นึกว่าฝ้าแต่จริงๆ สาเหตุและการรักษาต่างกันตรงไหน?

By Dr. Kim1 min read

หน้าผากและแก้มมีสีน้ำตาลจางๆ ขึ้นมา บางคนเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่งที่ว่าดีแล้วแต่สีกลับยิ่งเข้มขึ้น ส่วนใหญ่คิดว่าฝ้ากำเริบเลยรีบมองหาสารไวท์เทนนิ่งมาทา แต่ถ้าตัวเครื่องสำอางที่ใช้อยู่นั่นแหละคือต้นเหตุ เรื่องราวก็เปลี่ยนไปคนละเรื่องเลย

ริลเมลาโนซิส (Riehl's melanosis) คือโรคผิวหนังอักเสบจากการสัมผัสที่ทำให้เกิดสีผิวคล้ำ เกิดจากผิวหนังตอบสนองซ้ำๆ ต่อส่วนผสมในเครื่องสำอางหรือน้ำหอม เพราะหน้าตาคล้ายฝ้ามาก หลายคนจึงสับสนอยู่นาน แต่ตั้งแต่สาเหตุไปจนถึงแนวทางรักษานั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง การแยกแยะให้ถูกต้องจึงสำคัญ

ริลเมลาโนซิสต่างจากโรคผิวคล้ำอื่นตรงไหน?

ริลเมลาโนซิสเป็นผลจากโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังชนิดสัมผัส ที่เกิดจากส่วนผสมในเครื่องสำอาง น้ำหอม หรือสีย้อมผมสัมผัสกับใบหน้าหรือลำคอเบาๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน พอพูดถึงผิวอักเสบจากการสัมผัส คนส่วนใหญ่จะนึกถึงอาการแดง บวม คัน แต่ริลเมลาโนซิสมีปฏิกิริยาอักเสบที่อ่อนและเงียบ เกิดซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่มีอาการบวมหรือคันให้เห็นชัด เหลือไว้แค่รอยสีน้ำตาลหรือน้ำตาลอมเทา เพราะแบบนี้ ช่วงเริ่มต้นหลายคนจึงไม่รู้ตัวเลยว่าผิวกำลังไวต่อสิ่งกระตุ้นอยู่

เปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนไม่ใช่แผลไหม้จากน้ำร้อนที่ร้อนวูบวาบทันที แต่เป็นรอยครูดที่เกิดจากการเสียดสีเบาๆ ทุกวันจนทิ้งรอยไว้อย่างเงียบๆ พอปฏิกิริยาสะสมอย่างช้าๆ แบบนี้ คนไข้เองก็เชื่อมโยงช่วงเวลาที่เปลี่ยนเครื่องสำอางกับช่วงที่สีผิวเข้มขึ้นได้ยาก

เส้นทางจากการสัมผัสเครื่องสำอางสู่การเกิดสีผิวคล้ำ

เมื่อสารก่อการระคายเคืองสัมผัสผิวหนัง เซลล์ภูมิคุ้มกันจะจดจำว่าเป็นภัยคุกคามและกระตุ้นปฏิกิริยาอักเสบ หากปฏิกิริยานี้ลามลงไปถึงรอยต่อระหว่างหนังกำพร้ากับหนังแท้ เซลล์เมลาโนไซต์ (เซลล์สร้างเม็ดสีเมลานิน) ก็จะถูกกระตุ้นให้ผลิตเมลานินออกมามากเกินไป

ปัญหาคือเมลานินที่ผลิตออกมาไม่ได้อยู่นิ่งๆ ในชั้นหนังกำพร้า แต่ไหลลงไปยังชั้นหนังแท้ผ่านรอยต่อที่เสียหายจากการอักเสบ ปรากฏการณ์ที่เม็ดสีหลุดออกจากตำแหน่งเดิมแล้วรั่วลงไปชั้นล่างนี้เรียกว่า pigment incontinence เปรียบได้กับถังน้ำที่มีรอยร้าวเล็กๆ จนน้ำค่อยๆ ซึมลงไปด้านล่าง เมลานินที่ไหลลงไปถึงชั้นหนังแท้จะถูกแมคโครฟาจ (เซลล์เก็บกวาดที่คอยกลืนกินสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย) จับไว้และฝังตัวอยู่นาน เม็ดสีที่เกิดขึ้นแบบนี้จึงอยู่ลึกกว่าที่ชั้นหนังกำพร้ามาก ไม่ค่อยจางง่าย และให้สีที่ดูหม่นเป็นน้ำตาลอมเทา

เม็ดสีที่อยู่แค่ชั้นหนังกำพร้ายังพอจางลงได้เองเมื่อผิวผลัดเซลล์ตามธรรมชาติ แต่เม็ดสีที่ฝังอยู่ในชั้นหนังแท้จะไม่หายไปเองง่ายๆ ตราบใดที่แมคโครฟาจที่กลืนมันไว้ยังคงอยู่ตรงนั้น นี่คือเหตุผลที่ริลเมลาโนซิสมักอยู่นานและจางยากกว่าโรคผิวคล้ำชนิดอื่น

พูดง่ายๆ ให้ลองนึกภาพหนังกำพร้าเป็นกระดาษบางๆ แผ่นหนึ่ง ส่วนหนังแท้คือฟองน้ำที่อยู่ข้างใต้ ถ้าเม็ดสีติดอยู่แค่บนกระดาษ เวลาผ่านไปกระดาษก็จะค่อยๆ ลอกหลุดไปเอง แต่ถ้าเม็ดสีซึมลึกลงไปถึงฟองน้ำ ต่อให้ขัดผิวหน้าแรงแค่ไหน คราบที่ซึมลึกก็ไม่มีทางหลุดออกมาได้ง่ายๆ

ทำไมน้ำหอมและสารกันเสียถึงเป็นตัวการหลัก?

ส่วนผสมที่ก่อให้เกิดริลเมลาโนซิสส่วนใหญ่มักเป็นน้ำหอมหรือสารกันเสียที่พบทั่วไปในเครื่องสำอาง สารเหล่านี้ไม่ได้ก่อการระคายเคืองทันที แต่ค่อยๆ ทำให้ผิวเกิดปฏิกิริยาแพ้ (sensitization กระบวนการที่ร่างกายจดจำสารบางชนิดว่าเป็นสิ่งอันตรายแล้วตอบสนองต่อมัน) จากการสัมผัสซ้ำๆ เพราะแบบนี้ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้มาหลายปีโดยไม่มีปัญหาก็อาจอยู่ๆ เกิดปฏิกิริยาขึ้นมาได้เหมือนกัน

ยกตัวอย่างเช่น น้ำหอมที่ฉีดเป็นประจำมาหลายปี จู่ๆ ก็อาจทำให้สีผิวเข้มขึ้นเฉพาะจุดที่น้ำหอมสัมผัสบ่อยอย่างแนวคอหรือหลังใบหู เพราะร่างกายต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะจดจำสารนั้นว่าเป็นอันตรายแล้วตอบสนอง ต้นเหตุจริงๆ จึงอยู่ใกล้ตัวมานานแล้ว เพียงแต่กว่าจะแสดงอาการก็ล่าช้าไปมาก

  • methylisothiazolinone (สารกันเสียในเครื่องสำอาง) ใช้กันแพร่หลายเพื่อยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรีย แต่เป็นสารที่มีรายงานว่าทำให้เกิดการแพ้เพิ่มขึ้นในช่วงหลัง
  • fragrance mix (กลุ่มน้ำหอมผสม) พบในน้ำหอม ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม และสกินแคร์แทบทุกชนิด เพราะเป็นสารประกอบหลายชนิดรวมกัน จึงระบุตัวการที่แท้จริงได้ยาก
  • พาราฟีนิลีนไดอามีน (PPD) ในสีย้อมผมและเฮนน่า นี่คือเหตุผลที่หลังทำสีผมที่ร้านมักเกิดรอยคล้ำบริเวณคอและแนวไรผมได้ง่าย

ทำไมถึงสับสนกับฝ้าได้ง่าย?

ทั้งฝ้าและริลเมลาโนซิสเป็นโรคผิวคล้ำที่ขึ้นบริเวณแก้มและหน้าผากเป็นหลัก มองผ่านๆ จึงแยกยาก ทั้งสองโรคยังมีลักษณะคล้ายกันตรงที่เข้มขึ้นเมื่อโดนแดดและแต่งหน้าปกปิดได้ยาก จนกว่าจะไปพบแพทย์ ส่วนใหญ่มักคิดว่าตัวเองแค่ฝ้ากำเริบเท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองโรคดำเนินไปอย่างช้าๆ และค่อยๆ เข้มขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากจางๆ แล้วค่อยเข้มขึ้นทีละนิดในช่วง 3 ถึง 6 เดือน เพราะแบบนี้จึงจำไม่ได้แน่ชัดว่าเริ่มมีอาการตั้งแต่เมื่อไหร่ และกว่าจะสงสัยว่าต้นเหตุมาจากเครื่องสำอางก็ใช้เวลานาน

ยกตัวอย่างเช่น แม้สีผิวจะลามไปถึงบริเวณที่ฝ้าไม่ค่อยขึ้นอย่างคอหรือหลังใบหู หลายคนก็ยังสนใจแต่ใบหน้าเป็นหลัก จนมองข้ามไปว่าอาจเป็นแค่คราบสกปรก หากพบรอยคล้ำในตำแหน่งที่ฝ้าไม่ค่อยขึ้นแบบนี้ ก็ควรลองสงสัยไว้ว่าอาจเป็นริลเมลาโนซิส

จุดตัดสินที่แยกฝ้ากับริลเมลาโนซิสออกจากกัน

แม้หน้าตาภายนอกจะคล้ายกัน แต่สาเหตุและกระบวนการดำเนินโรคต่างกัน หากสังเกตให้ละเอียดจะพบลักษณะที่แยกความแตกต่างได้

  • สีต่างกัน ฝ้ามีสีตั้งแต่น้ำตาลอ่อนไปจนถึงน้ำตาลเข้ม ส่วนริลเมลาโนซิสมักออกสีน้ำตาลอมเทาหรือเทาอมฟ้าที่ดูหม่นกว่า เพราะเม็ดสีฝังอยู่ในชั้นหนังแท้
  • ตำแหน่งต่างกัน ฝ้ามักขึ้นสมมาตรทั้งสองข้างที่แก้มและหน้าผากเป็นรูปผีเสื้อ ส่วนริลเมลาโนซิสมักลามเป็นรอยด่างคล้ายร่างแหไปตามขอบหน้าผาก ขมับ คอ ไปจนถึงหลังใบหู ซึ่งเป็นจุดที่เครื่องสำอางหรือน้ำหอมสัมผัสบ่อย
  • ที่มาต่างกัน ฝ้ามักเกิดจากฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงและแสงแดดเป็นหลัก ส่วนริลเมลาโนซิสมักเกิดพร้อมกับช่วงที่เริ่มใช้เครื่องสำอางหรือน้ำหอมชนิดใหม่ ซึ่งจะเห็นความเชื่อมโยงนี้ชัดจากการซักประวัติ

ทำไมไม่หาสาเหตุแล้วรักษาไม่ได้ผล?

ตราบใดที่ยังสัมผัสสารต้นเหตุอยู่ ไม่ว่าจะรักษาแบบไหนก็ไม่ได้ผลยั่งยืน ต่อให้ทาผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่งมากแค่ไหน แต่ถ้าในนั้นยังมีน้ำหอมหรือสารกันเสียอยู่ ผิวก็จะอักเสบซ้ำอีก และกระบวนการที่เมลานินรั่วลงชั้นหนังแท้ก็จะเกิดซ้ำแบบเดิม เพราะแบบนี้ ก้าวแรกของการรักษาริลเมลาโนซิสไม่ใช่การเลือกส่วนผสม แต่คือการย้อนกลับไปดูว่าทาอะไรแล้วอาการเริ่มขึ้นหรือรุนแรงขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น ต่อให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าไม่มีกลิ่นหรือแพ้ง่าย หากไม่ตรวจฉลากสารกันเสียให้ละเอียด ก็อาจยังมีตัวการเดิมแฝงอยู่ หากเชื่อแค่คำโฆษณาบนฉลากแล้วผ่านไป อาจเจอปัญหาเดิมซ้ำในผลิตภัณฑ์ที่เพิ่งเปลี่ยนมาใช้ได้อีก

ขั้นตอนตรวจหาสาเหตุด้วยแพตช์เทสต์

เมื่อวินิจฉัยตัวเองไม่สามารถระบุสารต้นเหตุได้ชัดเจน แพทย์ผิวหนังจะทำแพตช์เทสต์ (patch test การตรวจโดยติดแผ่นแปะขนาดเล็กที่บรรจุสารต้องสงสัยไว้บนผิวหนังบริเวณหลัง แล้วสังเกตปฏิกิริยา) โดยติดสารมาตรฐานชุดต่างๆ ทั้งเครื่องสำอาง น้ำหอม สารกันเสีย และสีย้อมผม แล้วรอดูว่าหลังจาก 2 ถึง 4 วัน ตำแหน่งไหนเกิดรอยแดงขึ้นมาบ้าง

เหมือนเรียงผู้ต้องสงสัยไว้เป็นแถวแล้วชี้จุดที่มีปฏิกิริยาออกมา แม้ไม่รู้ชื่อสารเลยก็ตาม แค่ดูตำแหน่งที่ติดบนหลังก็บอกได้ทันทีว่าสารตัวไหนคือตัวการ ส่วนที่ปฏิกิริยาไม่ขึ้นทันทีแต่ค่อยๆ ปรากฏในช่วง 2 ถึง 4 วันนั้น ก็เป็นเพราะกระบวนการแพ้ (sensitization) มีธรรมชาติที่ดำเนินไปอย่างช้าๆ อยู่แล้ว

เมื่อระบุสารต้นเหตุได้แล้ว หลังจากนั้นแค่ตรวจฉลากส่วนผสมแล้วคัดผลิตภัณฑ์ที่มีสารตัวนั้นออกไปก็เพียงพอ ซึ่งทำได้จริงและง่ายกว่าการงดใช้เครื่องสำอางทั้งหมดมาก

การรักษาด้วยเลเซอร์และการดูแลป้องกันการกลับเป็นซ้ำ?

เมื่อเริ่มหลีกเลี่ยงสารต้นเหตุแล้ว การอักเสบที่ชั้นหนังกำพร้ามักสงบตัวลงค่อนข้างเร็ว แต่เม็ดสีที่ฝังอยู่ในชั้นหนังแท้แล้วมักไม่จางหายไปเองง่ายๆ และคงอยู่นาน ในกรณีนี้มีรายงานว่าการทำเลเซอร์โทนนิ่งพลังงานต่ำ (Q-switched Nd:YAG 1064nm วิธียิงพลังงานต่ำหลายครั้งเพื่อค่อยๆ ทำให้เม็ดสีจางลง) ทุก 1 ถึง 2 สัปดาห์ ต่อเนื่อง 5 ถึง 10 ครั้งช่วยได้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากชั้นหนังแท้อยู่ลึกกว่าหนังกำพร้า หากใช้พลังงานแรงเกินไปอาจกลับก่อให้เกิดการอักเสบใหม่และทำให้สีผิวคล้ำมากขึ้นได้ ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ใช้พลังงานต่ำ ค่อยเป็นค่อยไป เว้นระยะห่างทุก 1 ถึง 2 สัปดาห์ แล้วทำต่อเนื่อง 5 ถึง 10 ครั้ง วิธีนี้ปลอดภัยกว่า การกันแดดจำเป็นตลอดช่วงการรักษา และหากกลับไปสัมผัสสารต้นเหตุอีก เม็ดสีที่กว่าจะจางลงได้ก็อาจกลับมาเป็นซ้ำได้เหมือนเดิม

หากหวังผลเร็วแล้วเร่งพลังงานให้แรงขึ้นในครั้งเดียว อาจกระตุ้นให้ชั้นหนังแท้อักเสบซ้ำจนสีผิวคล้ำลามมากขึ้นแทน แทนที่จะรีบเร่งเพิ่มความแรง การทยอยทำ 5 ถึง 10 ครั้งให้จางลงทีละนิดเป็นทางที่ปลอดภัยและได้ผลแน่นอนกว่าในระยะยาว

เพราะแบบนี้ หลังรักษาเสร็จแล้วก็ยังต้องคอยตรวจฉลากส่วนผสมของเครื่องสำอาง น้ำหอม และผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่จะซื้อใหม่อยู่เสมอ เมื่อดูแลหลีกเลี่ยงสารต้นเหตุควบคู่ไปด้วย โอกาสที่เม็ดสีซึ่งเลเซอร์จัดการไปแล้วจะไม่กลับมาสะสมใหม่ก็จะสูงขึ้น

References

Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Pigment

กระกับฝ้าหน้าตาคล้ายกันมาก แต่ทำไมวิธีรักษาถึงตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง

มองผ่าน ๆ กระและฝ้าดูเหมือนจุดสีน้ำตาลที่แยกกันยาก แต่ตำแหน่งที่เม็ดสีฝังตัวอยู่ใต้ผิวและสาเหตุที่ทำให้เกิดนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง ความต่างนี้เองเป็นตัวกำหนดว่าควรเลือกเลเซอร์แรงหรือโทนนิ่งแบบอ่อน และทำไมมีแค่ฝ้าเท่านั้นที่กลับมาเป็นซ้ำบ่อยเป็นพิเศษ บทความนี้อธิบายให้เข้าใจง่าย

By Dr. Lee

Pigment

สแตกกิงเลเซอร์หลายชนิดรักษาฝ้าดื้อที่ไม่ยอมจาง หลักการ ข้อควรระวัง และจำนวนครั้งที่ต้องรู้

สรุปหลักการของการรักษาฝ้าดื้อแบบสแตกกิง ที่ใช้เครื่องมือและยาหลายชนิดร่วมกันในกรณีที่โทนนิ่งอย่างเดียวเอาไม่อยู่ ตั้งแต่สาเหตุที่ฝ้ากลับมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหตุผลที่ต้องดูแลหลอดเลือดควบคู่ไปด้วย ไปจนถึงเหตุผลที่ต้องเลี่ยงการกระตุ้นผิวมากเกินไป

By Dr. Kim

Acne

ทำไมซีริงโกมาใต้ตาที่ขึ้นเป็นตุ่มเล็ก ๆ ถึงต่างจากมิเลียม และกำจัดยากกว่าที่คิด

ตุ่มเล็ก ๆ คล้ายเมล็ดข้าวที่ขึ้นใต้ตามักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นมิเลียม ทั้งที่จริงแล้วซีริงโกมาเกิดจากกลไกที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง บทความนี้อธิบายตั้งแต่กระบวนการเกิดจากต่อมเหงื่อ เหตุผลที่กำจัดยาก ไปจนถึงสาเหตุที่มักกลับมาเป็นซ้ำ เข้าใจง่าย

By Dr. Lee

Back to articles