รังแค เกิดจากความแห้ง หรือเชื้อราและความมันบนหนังศีรษะ?
By Dr. Kim1 min read

หลายคนเข้าใจว่ารังแคเกิดจาก "หนังศีรษะแห้งจนเซลล์ผิวหลุดลอก" ซึ่งก็ไม่ผิด แต่เป็นคำอธิบายที่ถูกเพียงครึ่งเดียว เพราะถ้าความแห้งเป็นสาเหตุเดียวจริง ก็คงอธิบายไม่ได้ว่าทำไมคนที่หนังศีรษะมันกลับมีรังแครุนแรงกว่า
ในความเป็นจริง รังแคเกิดจากการทำงานร่วมกันของเชื้อราที่อาศัยอยู่บนหนังศีรษะ ไขมันส่วนเกิน และการตอบสนองของผิวแต่ละคน บทความนี้จะค่อย ๆ อธิบายว่าทั้งสามปัจจัยนี้เชื่อมโยงกันอย่างไร และมีวิธีดูแลอย่างไรบ้าง
เกล็ดผิวกับรังแคเหมือนกันไหม?
การผลัดเซลล์ผิวคือกระบวนการปกติที่เซลล์บนผิวหนังหลุดลอกออกไปตามธรรมชาติ ผิวหนังจะสร้างเซลล์ใหม่และผลักเซลล์เก่าออกเป็นวงจรประมาณ 4 สัปดาห์ ซึ่งกระบวนการนี้ไม่ใช่โรคแต่อย่างใด
แต่รังแคคือภาวะที่อัตราการหลุดลอกนี้เร็วขึ้นผิดปกติ และเศษเซลล์ผิวจับตัวเป็นก้อนใหญ่จนมองเห็นได้ชัด เพราะเซลล์ยังไม่ทันเจริญเต็มที่ก็หลุดออกมาก่อน จึงไม่ได้หลุดออกมาทีละเซลล์เล็ก ๆ แต่จับกันเป็นก้อนสีขาว นี่คือเหตุผลที่เรามักเห็นผงสีขาวร่วงลงบนไหล่
การผลัดเซลล์ผิวปกติมีขนาดเล็กมากจนแทบไม่มีใครสังเกตเห็น แต่รังแคเกิดจากเซลล์ที่แยกตัวออกจากกันไม่สมบูรณ์ เกาะติดกันแล้วหลุดออกมาเป็นก้อน ขนาดจึงใหญ่พอที่ตาเปล่าจะมองเห็นได้ สรุปแล้วแม้จะเป็นการผลัดเซลล์แบบเดียวกัน แต่ความเร็วและการจับตัวเป็นก้อนนั้นแตกต่างกัน
เชื้อรามาลาสซีเซียอยู่บนหนังศีรษะอยู่แล้วหรือเปล่า?
โดยปกติแล้วบนหนังศีรษะของทุกคนมีเชื้อยีสต์ชนิดหนึ่งชื่อว่ามาลาสซีเซีย (Malassezia) อาศัยอยู่เป็นปกติอยู่แล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีเชื้อชนิดนี้ แต่อยู่ที่การที่เชื้อนี้เจริญเติบโตมากเกินไปในบางสภาวะ
มาลาสซีเซียหลั่งเอนไซม์ย่อยไขมัน (ไลเปส) เพื่อย่อยสลายไขมันบนหนังศีรษะ สารที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการนี้เป็นตัวระคายเคืองหนังศีรษะ และมีรายงานว่าหนังศีรษะที่มีรังแคจะพบเชื้อชนิดนี้ โดยเฉพาะมาลาสซีเซีย เรสตริกตา (Malassezia restricta) ในปริมาณมากกว่าหนังศีรษะปกติ
สารระคายเคืองที่เชื้อราทิ้งไว้ตอนย่อยความมัน
ไขมันบนหนังศีรษะเองไม่ได้เป็นอันตรายอะไร ปัญหาอยู่ที่กรดไขมันอิสระอย่างกรดโอเลอิก (oleic acid) ที่เกิดขึ้นเมื่อมาลาสซีเซียย่อยสลายไตรกลีเซอไรด์ในไขมันนั้น
มีงานวิจัยที่ทดลองทากรดโอเลอิกลงบนหนังศีรษะของผู้ที่มีรังแค แล้วพบว่ากระตุ้นให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวจริง พูดง่าย ๆ คือ ของเสียที่เชื้อราทิ้งไว้หลังกินไขมันเป็นตัวระคายเคืองหนังศีรษะและเร่งอัตราการหลุดลอกของเซลล์ผิว ดังนั้นตัวการที่แท้จริงจึงไม่ใช่ไขมันเอง แต่เป็นสารที่มีฤทธิ์เป็นกรดซึ่งเกิดขึ้นระหว่างที่ไขมันถูกย่อยสลาย
เชื้อราชนิดเดียวกัน ทำไมแต่ละคนไม่เหมือนกัน?
แม้จะมีเชื้อราชนิดเดียวกันและปริมาณไขมันเท่ากัน แต่ระดับความรุนแรงของรังแคในแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน เพราะเกราะปกป้องผิว (skin barrier) ของแต่ละคนตอบสนองต่อสารระคายเคืองนั้นในระดับที่ต่างกัน
คนที่เกราะปกป้องผิวแข็งแรง แม้สารระคายเคืองอย่างกรดโอเลอิกจะซึมเข้าไป ก็จะไม่เกิดการอักเสบมากนัก ในทางกลับกัน คนที่เกราะผิวอ่อนแอหรือผิวบอบบางจะมีอาการผิวหลุดลอกและคันมากกว่าแม้เจอสิ่งกระตุ้นแบบเดียวกัน ดังนั้นการดูแลรังแคจึงต้องทำสองอย่างควบคู่กัน คือลดปริมาณเชื้อราและรักษาเกราะปกป้องผิวไปพร้อมกัน
นอกจากนี้ปริมาณไขมันที่หนังศีรษะหลั่งออกมาเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย คนที่หนังศีรษะมันมากมีอาหารให้มาลาสซีเซียกินเยอะ เชื้อจึงเพิ่มจำนวนได้ง่ายและสร้างสารระคายเคืองออกมามากขึ้น ในทางตรงกันข้าม หนังศีรษะที่มีไขมันน้อยจะขาดวัตถุดิบให้เชื้อเจริญเติบโต จึงมีแนวโน้มเกิดรังแคน้อยกว่า
ฤดูกาลและพฤติกรรมมีผลต่อรังแคอย่างไร?
หลายคนรู้สึกว่ารังแคเยอะขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว เพราะเมื่ออุณหภูมิลดลง หนังศีรษะก็แห้งง่ายขึ้น และความแห้งนี้เองที่ทำให้เกราะปกป้องผิวอ่อนแอลงและไวต่อสารระคายเคืองมากขึ้น
ความเครียด การนอนไม่เป็นเวลา และนิสัยชอบสัมผัสหรือขยี้หนังศีรษะแรง ๆ ก็ส่งผลได้เช่นกัน เพราะความเครียดส่งผลต่อฮอร์โมนที่ควบคุมการหลั่งไขมัน และการกระตุ้นหนังศีรษะบ่อย ๆ ยิ่งทำให้เกราะผิวที่อ่อนแออยู่แล้วเสียหายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่สาเหตุโดยตรงเท่ากับเชื้อราหรือไขมัน แต่มีแนวโน้มไปกระตุ้นให้อาการเดิมเด่นชัดขึ้นมากกว่า
ความถี่ในการสระผมก็มีผลเช่นกัน หากสระบ่อยเกินไปหนังศีรษะจะแห้งและเกราะผิวอ่อนแอลง แต่ถ้าสระห่างเกินไป ไขมันและเซลล์ผิวก็จะสะสมอยู่บนหนังศีรษะนาน เปิดโอกาสให้มาลาสซีเซียเพิ่มจำนวน ดังนั้นแทนที่จะสระผมน้อยเกินไปหรือบ่อยเกินไป การหาความถี่ที่เหมาะสมกับสภาพหนังศีรษะของตัวเองจะช่วยได้มากกว่า
ส่วนผสมในแชมพูขจัดรังแคต่างกันอย่างไร?
แชมพูขจัดรังแคที่วางขายทั่วไปมักใช้สารสำคัญไม่กี่ชนิดซ้ำ ๆ กัน ซึ่งแต่ละชนิดออกฤทธิ์เจาะจงจุดที่ต่างกันเล็กน้อย
- zinc pyrithione: นำสังกะสีเข้าไปในเซลล์ของมาลาสซีเซียเพื่อรบกวนกระบวนการสร้างพลังงานของเชื้อ เนื่องจากเป็นการปิดกั้นไม่ให้เชื้อสร้างพลังงานได้เอง จึงมีรายงานว่าใช้ต่อเนื่องนาน ๆ แล้วเชื้อไม่ค่อยดื้อยา
- ketoconazole: ยับยั้งการสังเคราะห์เออร์โกสเตอรอล (ergosterol) ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างผนังเซลล์ของเชื้อรา เมื่อผนังเซลล์สร้างได้ไม่สมบูรณ์ เชื้อก็เจริญเติบโตหรืออยู่รอดได้ยากขึ้น
- selenium sulfide: ยับยั้งกระบวนการเมแทบอลิซึมของเชื้อรา พร้อมทั้งช่วยชะลออัตราการผลัดเซลล์ผิวไปพร้อมกัน
- salicylic acid: ไม่ได้ฆ่าเชื้อราโดยตรง แต่ช่วยละลายก้อนเซลล์ผิวที่จับตัวกันแน่นให้หลุดออกง่ายขึ้น ทำหน้าที่คลายก้อนรังแคให้นุ่มลง
เนื่องจากแต่ละสารออกฤทธิ์เจาะจงจุดต่างกัน หากใช้ตัวหนึ่งแล้วยังไม่ได้ผล การเปลี่ยนไปใช้กลุ่มอื่นก็เป็นทางเลือกที่ทำได้ โดยทั่วไปหากใช้อย่างสม่ำเสมอ มักเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนในช่วง 4 ถึง 8 สัปดาห์
การใช้สารชนิดเดียวติดต่อกันนาน ๆ อาจทำให้เชื้อค่อย ๆ ปรับตัวจนประสิทธิภาพลดลง จึงมีคำแนะนำให้สลับใช้สารต่างกลุ่มทุกไม่กี่เดือน เช่น ใช้กลุ่มสังกะสีสักพักแล้วเปลี่ยนไปใช้กลุ่มต้านเชื้อรา เพราะแต่ละกลุ่มเจาะจงจุดโจมตีต่างกัน การสลับใช้จึงเท่ากับให้เชื้อเจอการโจมตีคนละรูปแบบในแต่ละครั้ง

วิธีใช้แชมพูขจัดรังแคและการดูแลกันกลับมาเป็นซ้ำ
หัวใจของการดูแลคือทำสองอย่างควบคู่กัน ลดปริมาณเชื้อราและรักษาเกราะปกป้องผิวไปพร้อมกัน
- แนะนำให้ทิ้งแชมพูขจัดรังแคไว้บนหนังศีรษะประมาณ 3 ถึง 5 นาทีก่อนล้างออก ไม่ควรล้างออกทันที เพราะสารสำคัญต้องการเวลาสัมผัสหนังศีรษะเพื่อออกฤทธิ์
- ควรหลีกเลี่ยงการเกาหรือขยี้หนังศีรษะแรง ๆ ด้วยเล็บ เพราะหากเกราะผิวที่อ่อนแออยู่แล้วถูกกระตุ้นทางกายภาพเพิ่มเข้าไปอีก อาการผิวหลุดลอกอาจรุนแรงขึ้น
- ควรหลีกเลี่ยงการสระผมด้วยน้ำที่ร้อนเกินไป เพราะน้ำร้อนจะชะล้างไขมันออกไปมากเกินจำเป็นและทำให้หนังศีรษะแห้งยิ่งขึ้น
- การลดความเครียดและนอนหลับให้เพียงพอก็ช่วยได้ เพราะสองปัจจัยนี้ส่งผลต่อการหลั่งไขมันและการอักเสบทั่วร่างกาย
หากอาการเป็นนานหรือหนังศีรษะแดงและมีน้ำเหลืองซึม อาจเป็นโรคผิวหนังชนิดอื่น เช่น โรคผิวหนังอักเสบเซ็บเดิร์ม (seborrheic dermatitis) จึงแนะนำให้พบแพทย์ผิวหนังในกรณีดังกล่าว รังแคทั่วไปมักมีแค่เซลล์ผิวหลุดลอกและอาการคันเป็นหลัก แต่โรคผิวหนังอักเสบเซ็บเดิร์มจะมีรอยแดงและการอักเสบที่ชัดเจนกว่า
การดูแลหนังศีรษะไม่ใช่เรื่องที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ แต่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพราะมาลาสซีเซียเป็นเชื้อประจำถิ่นที่พร้อมเพิ่มจำนวนขึ้นอีกเมื่อสภาวะเอื้ออำนวย แทนที่จะหยุดดูแลทันทีเมื่ออาการดีขึ้น การลดความถี่ลงแล้วดูแลต่อเนื่องจะช่วยป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้ดีกว่า

References
Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS). </content> </invoke>
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

รูขุมขนผู้ชาย ทำไมดูกว้าง สาเหตุจากไขมันและคอลลาเจนลดลง
เหตุผลที่รูขุมขนของผู้ชายดูใหญ่เป็นพิเศษไม่ได้มาจากการที่ต่อมไขมันผลิตน้ำมันเยอะเพียงอย่างเดียว แต่มาจากกระบวนการที่แอนโดรเจนทำให้ต่อมไขมันขยายใหญ่ขึ้น ร่วมกับกระบวนการที่คอลลาเจนรอบรูขุมขนลดลงเมื่ออายุมากขึ้น บทความนี้อธิบายว่าทั้งสองกลไกเชื่อมโยงกันอย่างไร และควรดูแลอย่างไรในชีวิตประจำวัน
By Dr. Lee

รักษาหนังศีรษะอักเสบเซ็บเดิร์ม เริ่มจากอะไรก่อน และลดการกลับมาเป็นซ้ำอย่างไร?
แม้สระผมแล้วไม่กี่วันรังแค รอยแดง และอาการคันก็กลับมาอีก นี่อาจเป็นเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะ บทความนี้เริ่มจากเชื้อ Malassezia ที่เป็นต้นเหตุ แล้วเรียงลำดับวิธีรักษาตามหลักฐานทางการแพทย์ ตั้งแต่แชมพูต้านเชื้อรา ยาต้านการอักเสบเฉพาะที่ ยารับประทาน ไปจนถึงการขัดผิวหนังศีรษะ พร้อมวิธีดูแลต่อเนื่องเพื่อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ และหลักฐานจริงของหัตถการฟื้นฟูหนังศีรษะรุ่นใหม่ อธิบายให้เข้าใจง่ายจากงานวิจัยจริง
By Dr. Lee

ฟิลเลอร์ยุบเร็วในบางคน ระยะเวลาอยู่ได้ต่างกันเพราะอะไร
แม้จะฉีดฟิลเลอร์ชนิดเดียวกัน บางคนยุบภายในครึ่งปี แต่บางคนอยู่ได้นานกว่าหนึ่งปี ความแตกต่างนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชนิดฟิลเลอร์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเร็วของเมตาบอลิซึม การเคลื่อนไหวของบริเวณที่ฉีด และความลึกในการฉีดร่วมกัน บทความนี้อธิบายหลักการที่ฟิลเลอร์สลายไปในร่างกายทีละประเด็น
By Dr. Kim