prettytime
Diet

คูลสคัลพ์ติ้งแช่แข็งไขมันได้จริงไหม ทำไมผิวไม่เสียหาย พร้อมสรุปเรื่องจำนวนครั้งที่ต้องทำ

By Dr. Kim1 min read

หลายคนที่เบื่อทั้งการออกกำลังกายและการควบคุมอาหารแต่ยังอยากลดสัดส่วน มักค้นหาข้อมูลเรื่องคูลสคัลพ์ติ้งอยู่บ่อยครั้ง ชื่อของหัตถการนี้ก็บอกความหมายตรงตัวอยู่แล้ว คือใช้ความเย็น (cool) มาปั้นแต่งรูปร่าง (sculpt) แต่พอได้ยินว่าใช้ความเย็นแช่แข็งไขมันให้หายไปได้จริง หลายคนก็อดสงสัยไม่ได้ในตอนแรก เพราะถ้าประคบเย็นนาน ๆ ก็น่าจะทำให้ผิวไหม้เย็นได้ ไม่ใช่หรือ แล้วทำไมไขมันถึงหายไปได้โดยที่ผิวยังปกติดีอยู่

ที่จริงหัตถการนี้ถูกค้นพบโดยบังเอิญ จุดเริ่มต้นมาจากแพทย์ที่สังเกตเห็นว่าเด็ก ๆ ที่ชอบอมไอศกรีมแท่งเป็นประจำ มักมีรอยบุ๋มคล้ายลักยิ้มเกิดขึ้นที่แก้ม เพราะไขมันบริเวณนั้นถูกทำลายไปจากความเย็น การสังเกตนี้เองที่นำไปสู่ความเข้าใจว่าเซลล์ไขมันไวต่อความเย็นมากกว่าเซลล์ชนิดอื่นอย่างชัดเจน และเมื่อนำหลักการนี้มาพัฒนาให้ปลอดภัยและควบคุมได้ ก็กลายมาเป็นคูลสคัลพ์ติ้งอย่างที่เห็นในปัจจุบัน บทความนี้จะพาไปดูทีละขั้นว่าทำไมเซลล์ไขมันถึงอ่อนไหวต่อความเย็นขนาดนั้น แล้วผิวหนังที่อยู่ติดกันรอดพ้นไปได้อย่างไร

ทำไมเซลล์ไขมันถึงไวต่อความเย็นเป็นพิเศษ?

เซลล์แต่ละชนิดในร่างกายทนต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิได้ไม่เท่ากัน เซลล์ผิวหนังและเซลล์กล้ามเนื้อมีสัดส่วนน้ำสูงและมีเลือดไหลเวียนผ่านอยู่ตลอด จึงทนต่ออุณหภูมิที่ลดลงเล็กน้อยได้ค่อนข้างดี

ในทางกลับกัน ภายในเซลล์ไขมันเต็มไปด้วยน้ำมันเกือบทั้งหมด คล้ายกับเนยที่แช่ตู้เย็นจะแข็งกว่าเนยที่วางไว้ในอุณหภูมิห้องมาก เพราะน้ำมันในไขมันจะเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นของแข็งเมื่ออุณหภูมิลดต่ำถึงจุดหนึ่ง กระบวนการนี้เรียกว่าการตกผลึก และจุดที่เริ่มตกผลึกนี้อยู่สูงกว่าอุณหภูมิที่ผิวหนังหรือกล้ามเนื้อจะเริ่มเสียหายมาก จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อโดนความเย็นในระดับเดียวกัน เซลล์ไขมันจึงได้รับผลกระทบก่อนและรุนแรงกว่าเซลล์อื่น

หลายคนคงเคยเห็นว่าน้ำมันมะพร้าวในตู้เย็นแข็งเป็นสีขาวอย่างรวดเร็ว ในขณะที่น้ำมันมะกอกยังคงเหลวนุ่มอยู่ได้นานแม้อยู่ในตู้เย็นเดียวกัน นั่นเป็นเพราะน้ำมันแต่ละชนิดมีจุดแข็งตัวต่างกัน และไขมันในเซลล์ของร่างกายเราก็มีคุณสมบัติคล้ายกันนี้ จึงเริ่มแข็งตัวได้ง่ายกว่าเซลล์ชนิดอื่นแม้อุณหภูมิจะลดลงเพียงเล็กน้อย

เกิดอะไรขึ้นภายในเซลล์ไขมันที่ถูกทำให้เย็นจัด?

เมื่อน้ำมันภายในเซลล์ไขมันแข็งตัวขึ้น ผลึกที่มีลักษณะเป็นเหลี่ยมคมจะกดทับและฉีกขาดเยื่อหุ้มเซลล์รวมถึงโครงสร้างภายในเซลล์ ลองนึกภาพก้อนน้ำแข็งเหลี่ยม ๆ ที่ใส่ไว้ในลูกโป่งแล้วเขย่าไปมา ก็จะเห็นภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ชัดขึ้น

ความเสียหายนี้กลายเป็นสัญญาณให้เซลล์ไขมันเข้าสู่กระบวนการที่เรียกว่าเซลล์ตายแบบมีระเบียบ หรือ apoptosis ซึ่งเป็นกลไกทำความสะอาดตามธรรมชาติของร่างกาย ที่เซลล์ที่เสียหายจะค่อย ๆ จัดการตัวเองอย่างเงียบ ๆ โดยไม่ก่อให้เกิดการอักเสบรุนแรงต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง แทนที่จะแตกออกกะทันหันจนทำลายเซลล์ข้างเคียง เซลล์จะปิดตัวเองลงตามขั้นตอนอย่างเป็นระบบ เมื่อสวิตช์นี้ถูกกดแล้ว เซลล์ไขมันจะค่อย ๆ เข้าสู่ระยะสลายตัวไปทีละน้อย และกระบวนการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีหลังทำหัตถการ แต่ใช้เวลาต่อเนื่อง 3 ถึง 7 วัน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมในวันที่ทำหัตถการเสร็จใหม่ ๆ ผิวหนังจึงยังดูไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก

ขั้นตอนการตกผลึกเองก็ไม่ได้เกิดขึ้นในพริบตาเช่นกัน เพราะความเย็นต้องใช้เวลาซึมลึกเข้าไปถึงชั้นไขมันอย่างทั่วถึง และผลึกที่แข็งตัวแล้วก็ต้องใช้เวลาค่อย ๆ ทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ไปทีละน้อยเช่นกัน นี่จึงเป็นสาเหตุที่การทำคูลสคัลพ์ติ้งแต่ละรอบมักใช้เวลานานประมาณ 1 ชั่วโมง เพราะหากทำความเย็นเพียงสั้น ๆ การตกผลึกจะยังไม่เกิดขึ้นอย่างเพียงพอ

แล้วทำไมผิวหนังและกล้ามเนื้อจึงไม่ได้รับผลกระทบ?

นี่คือคำถามที่พบบ่อยที่สุด คำตอบอยู่ที่การควบคุมอุณหภูมิและระยะเวลาอย่างแม่นยำ เครื่องคูลสคัลพ์ติ้งถูกออกแบบมาให้ลดอุณหภูมิลงเพียงระดับที่เริ่มทำลายเซลล์ไขมันเท่านั้น และจะไม่ลดต่ำลงไปถึงระดับที่ผิวหนังและกล้ามเนื้อจะได้รับความเสียหายจริง ๆ

นอกจากนี้ ผิวหนังยังอยู่ตื้นกว่าชั้นไขมันมาก จึงได้รับความร้อนจากการไหลเวียนของเลือดอยู่ตลอด อีกทั้งมีปริมาณน้ำสูงจึงทนต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิได้ดีกว่า ยังมีระบบความปลอดภัยเสริมอีกชั้น โดยหัวจ่ายความเย็นจะตรวจวัดอุณหภูมิผิวหนังแบบเรียลไทม์ และปรับระดับความเย็นโดยอัตโนมัติหากผิวเย็นจัดเกินไป ดังนั้นหัวใจสำคัญของหัตถการนี้คือการเล็งเป้าไปยังช่วงอุณหภูมิแคบ ๆ ที่ทำให้เซลล์ไขมันตกผลึกได้เพียงพอ แต่ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ผิวหนังและกล้ามเนื้อจะเสียหาย

การติดแผ่นเจลบนผิวก่อนเริ่มหัตถการก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน แผ่นเจลทำหน้าที่เป็นตัวกันชนไม่ให้ผิวเย็นลงเร็วเกินไป คล้ายกับการสวมถุงมือก่อนปั้นก้อนหิมะในหน้าหนาว ที่ช่วยให้มือไม่หนาวจี๊ดเท่ากับการสัมผัสหิมะโดยตรง

ไขมันที่ตายแล้วถูกกำจัดออกจากร่างกายอย่างไร?

เซลล์ไขมันที่เข้าสู่กระบวนการ apoptosis ไม่ได้หายไปในทันที บริเวณรอบเซลล์ไขมันที่กำลังจะตายจะมีเซลล์ภูมิคุ้มกันที่ทำหน้าที่กำจัดของเสียในร่างกาย เรียกว่าแมคโครฟาจ (macrophage) เคลื่อนตัวเข้ามารวมกัน แมคโครฟาจมีหน้าที่ตามชื่อของมัน คือกลืนกินเซลล์ที่ตายหรือเสียหายเข้าไปทั้งชิ้นเพื่อกำจัดทิ้ง

เมื่อแมคโครฟาจย่อยสลายและกลืนกินเซลล์ไขมันที่เสียหายเรียบร้อยแล้ว เศษซากเหล่านั้นจะค่อย ๆ เดินทางผ่านหลอดเลือดและท่อน้ำเหลือง ซึ่งเป็นระบบระบายของเสียตามธรรมชาติของร่างกาย ไปยังตับเพื่อถูกจัดการก่อนขับออกจากร่างกายในที่สุด เนื่องจากระบบระบายนี้มีอยู่แล้วในร่างกาย จึงไม่ต้องสร้างเส้นทางใหม่สำหรับแต่ละบริเวณที่ทำหัตถการ เพียงแค่ให้ร่างกายระบายของเสียตามกลไกปกติที่มีอยู่ กระบวนการทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นภายในหนึ่งหรือสองวัน แต่ใช้เวลาต่อเนื่อง 3 สัปดาห์ถึง 4 เดือน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลังทำหัตถการเสร็จใหม่ ๆ จึงยังไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป เรือนร่างจะค่อย ๆ กระชับขึ้นทีละน้อย

แมคโครฟาจแต่ละตัวสามารถกำจัดเศษเซลล์ไขมันได้ในปริมาณจำกัดต่อครั้ง ดังนั้นจึงต้องอาศัยแมคโครฟาจจำนวนมากช่วยกันทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน กว่าจะกำจัดไขมันทั้งชั้นได้หมด ลองนึกภาพการขนย้ายบ้านที่ต้องใช้รถบรรทุกหลายคันทยอยขนของแทนที่จะใช้รถคันเดียว ก็จะเข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไมกระบวนการนี้ถึงต้องใช้เวลานาน

เหตุผลที่ผลลัพธ์ไม่ปรากฏทันทีและต้องรอนานถึง 6 เดือน

เนื่องจากกระบวนการ apoptosis และการทำความสะอาดโดยแมคโครฟาจที่กล่าวมาข้างต้นเกิดขึ้นตามลำดับขั้นตอน การที่ความเปลี่ยนแปลงค่อย ๆ ปรากฏขึ้นช้า ๆ จึงเป็นเรื่องธรรมชาติมาก เซลล์ไขมันไม่ได้หายไปในวันที่ทำหัตถการ แต่กระบวนการสลายตัวอย่างช้า ๆ เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันนั้นเท่านั้น

โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่เข้ารับการทำมักเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยตั้งแต่ราวสัปดาห์ที่ 3 หลังทำหัตถการ และเมื่อร่างกายทยอยกำจัดเซลล์ไขมันที่ตายแล้วออกไปเรื่อย ๆ ผลลัพธ์ก็จะเห็นชัดเจนที่สุดในช่วง 2 ถึง 4 เดือน ตามรายงานที่มีการบันทึกไว้ ทั้งนี้ความเร็วในการกำจัดของเสียอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาวะการเผาผลาญและพฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละคน

ต่างจากการดูดไขมันที่เป็นการผ่าตัดเอาไขมันออกโดยตรง คูลสคัลพ์ติ้งเป็นหัตถการที่ต้องรอให้ร่างกายจัดการกันเอง ความเร็วของผลลัพธ์จึงต่างกันโดยพื้นฐาน ดังนั้นแทนที่จะผิดหวังเมื่อส่องกระจกในวันถัดไป ควรตั้งใจไว้ว่าต้องรออย่างน้อย 1 เดือน ถึงจะเริ่มประเมินผลได้ ก็จะช่วยให้สบายใจขึ้น

ต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจน?

การทำหัตถการเพียงครั้งเดียวยากที่จะทำลายเซลล์ไขมันทั้งหมดในบริเวณนั้นได้ครบถ้วน เหตุผลคือหัวจ่ายความเย็นที่ทำหน้าที่คล้ายถุงประคบเย็นมีข้อจำกัดทั้งในเรื่องพื้นที่ที่แนบสนิทกับผิว และความลึกที่ความเย็นจะกระจายไปได้อย่างทั่วถึง

หัวจ่ายทำงานด้วยการดูดผิวหนังและไขมันเข้าไปด้วยแรงสูญญากาศเล็กน้อย แล้วให้แผ่นความเย็นแนบสนิทกับส่วนนั้น เมื่อปริมาณไขมันที่ดูดได้และความหนาที่เข้าถึงได้มีขีดจำกัดทางกายภาพ จึงเป็นธรรมดาที่จะมีส่วนที่ยังไม่ถูกจัดการหลงเหลืออยู่หลังทำครั้งแรก

  • บริเวณที่มีขนาดเล็กบางคนอาจรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่ทำเพียง 1 ครั้ง เพราะชั้นไขมันบางอยู่แล้ว ความเย็นเพียงครั้งเดียวก็ครอบคลุมส่วนใหญ่ได้
  • บริเวณที่มีปริมาตรมาก เช่น หน้าท้องหรือเอว มักต้องทำ 2 ถึง 3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างกัน เพราะชั้นไขมันหนามาก ความลึกที่เข้าถึงได้ในครั้งเดียวจึงยังไม่พอทำลายไขมันทั้งหมด
  • ระหว่างแต่ละครั้งต้องเว้นระยะห่างอย่างน้อย 6 ถึง 8 สัปดาห์ เพราะร่างกายต้องใช้เวลากำจัดเซลล์ไขมันที่ถูกทำลายไปก่อนหน้า และให้อาการบวมของเนื้อเยื่อยุบลงก่อน

หัตถการนี้เหมาะกับทุกบริเวณและทุกคนหรือไม่?

คูลสคัลพ์ติ้งเป็นที่รู้จักว่าเหมาะกับไขมันใต้ผิวหนัง หรือส่วนที่สามารถหยิบจับได้ด้วยมือเท่าที่หัวจ่ายจะดูดได้ บริเวณที่มักตอบสนองได้ดี ได้แก่ หน้าท้อง เอว และต้นขาด้านใน ซึ่งเป็นจุดที่สามารถหยิบเนื้อขึ้นมาได้ด้วยมือ

ในทางกลับกัน ไขมันในช่องท้องที่อยู่ลึกกว่ากล้ามเนื้อ หรือเป้าหมายเพื่อลดน้ำหนักโดยรวมของร่างกาย ไม่เหมาะกับหัตถการนี้ เนื่องจากความลึกที่ความเย็นเข้าถึงได้จำกัดอยู่เพียงชั้นไขมันใต้ผิวหนังเท่านั้น ไขมันใต้ผิวหนังกระจายตัวเป็นชั้นบาง ๆ อยู่ใต้ผิวโดยตรง จึงสามารถหยิบขึ้นมาด้วยหัวจ่ายได้ง่าย แต่ไขมันในช่องท้องอยู่ลึกเข้าไปในร่างกาย ห่อหุ้มอวัยวะภายในไว้ จึงไม่สามารถหยิบจับหรือให้ความเย็นเข้าถึงได้ตั้งแต่แรก ด้วยเหตุนี้ หัตถการนี้จึงเหมาะกับการปรับสัดส่วนเฉพาะจุดที่ควบคุมอาหารและออกกำลังกายแล้วยังลดยาก มากกว่าจะเป็นวิธีลดน้ำหนักโดยตรง นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าเมื่อเซลล์ไขมันจำนวนหนึ่งถูกทำลายไปแล้ว จะไม่มีเซลล์ไขมันใหม่เกิดขึ้นในบริเวณเดิมอีก การรักษาพฤติกรรมการกินหลังทำหัตถการจึงมีส่วนช่วยไม่ให้เซลล์ไขมันที่เหลืออยู่ขยายตัว และช่วยรักษาผลลัพธ์ให้อยู่ได้นาน

References

Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Diet

อัลตราซาวด์ Ulfit Body สลายไขมันหน้าท้องและต้นขาได้จริงไหม ต้องทำกี่ครั้งกันแน่?

Ulfit Body HIFU คือหัตถการปรับรูปร่างแบบไม่ผ่าตัด ที่รวมพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์ไปยังชั้นไขมันใต้ผิวหนังเฉพาะจุด เพื่อค่อย ๆ ลดจำนวนเซลล์ไขมัน บทความนี้อธิบายหลักการว่าทำไมคลื่นอัลตราซาวด์ถึงให้ความร้อนเฉพาะชั้นไขมัน ไขมันที่ถูกทำลายแล้วขับออกจากร่างกายอย่างไร ทำไม HIFU สำหรับใบหน้ากับลำตัวถึงตั้งค่าต่างกัน และต้องทำกี่ครั้ง ผลอยู่ได้นานแค่ไหน

By Dr. Kim

Diet

หลักการสลายไขมันเฉพาะจุดด้วยเอชพีแอล (HPL) จำนวนครั้งตามตำแหน่ง และข้อควรระวัง

อธิบายหลักการที่ยาฉีดเอชพีแอล (HPL) ทำลายผนังเซลล์ไขมัน และไขมันที่แตกสลายแล้วถูกขับออกจากร่างกายอย่างไร พร้อมสรุปว่าทำไมปริมาณยาและจำนวนครั้งจึงต่างกันไปตามตำแหน่ง และอาการบวมกับดาวน์ไทม์มากน้อยแค่ไหน

By Dr. Lee

Skincare

รอยแตกลายที่เกิดขึ้นหลังผิวยืดขยาย เส้นสีแดงเปลี่ยนเป็นสีขาวได้อย่างไร และจังหวะที่เหมาะสมในการเริ่มรักษา

รอยแตกลายเกิดจากผิวหนังยืดขยายอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้น ๆ จนเสาค้ำคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ขาดออก บทความนี้อธิบายกระบวนการที่เส้นสีแดงค่อย ๆ แข็งตัวกลายเป็นสีขาว พร้อมเหตุผลที่การตอบสนองต่อการรักษาแตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงเวลา โดยเน้นอธิบายจากหลักการ

By Dr. Kim

Back to articles