prettytime
Diet

หลักการสลายไขมันเฉพาะจุดด้วยเอชพีแอล (HPL) จำนวนครั้งตามตำแหน่ง และข้อควรระวัง

By Dr. Lee2 min read

หลายคนคงเคยปวดหัวกับไขมันตรงจุดที่ออกกำลังกายเท่าไรก็ไม่ยอมลด อย่างใต้คางหรือต้นแขน น้ำหนักตัวโดยรวมแทบไม่เปลี่ยน แต่จุดนั้นจุดเดียวกลับดูเด่นออกมา พอเจอแบบนี้เข้า หลายคนก็เริ่มมองหาวิธีที่จะลดเซลล์ไขมันตรงจุดนั้นโดยตรง

การฉีดสลายไขมันเอชพีแอล (HPL) คือหัตถการที่ฉีดยาสลายไขมันเข้าไปยังจุดที่ต้องการโดยตรง ไม่ใช่การผ่าตัดเอาไขมันออก แต่เป็นการให้ยาไปทำลายผนังเซลล์ไขมันจนเซลล์นั้นหายไปเอง พอเข้าใจหลักการนี้แล้ว ก็จะเข้าใจไปด้วยว่าทำไมแต่ละตำแหน่งใช้ปริมาณยาและจำนวนครั้งไม่เท่ากัน และทำไมอาการบวมถึงค้างอยู่ได้นานถึง 3 ถึง 7 วัน มาไล่ดูทีละเรื่องกัน

การฉีดสลายไขมันมีเป้าหมายอะไรกันแน่?

การลดน้ำหนักแบบทั่วไปทำงานด้วยการทำให้เซลล์ไขมันทั่วร่างกายมีขนาดเล็กลง เซลล์แต่ละเซลล์ผอมลง แต่จำนวนเซลล์เองไม่ได้ลดลง

การฉีดสลายไขมันมีวิธีคิดที่ต่างออกไป คือฉีดยาเข้าไปยังตำแหน่งที่ต้องการโดยตรง เพื่อทำลายเซลล์ไขมันตรงจุดนั้นให้หมดไปเลย เมื่อเซลล์หายไปจริง ๆ ในทางทฤษฎีก็คาดหวังผลลัพธ์ที่ปริมาตรลดลงเฉพาะจุดนั้นได้ ด้วยเหตุนี้จึงมักใช้กับจุดที่ไขมันสะสมเด่นชัดเฉพาะที่ อย่างใต้คางหรือต้นแขน มากกว่าจะใช้แทนการลดน้ำหนักทั้งตัว

แต่หัตถการนี้ไม่ใช่วิธีลดน้ำหนักโดยตรง ควรทำความเข้าใจก่อนว่าเป็นเพียงหัตถการเฉพาะจุดที่ลดปริมาตรเซลล์ไขมันในบริเวณหนึ่ง ๆ เท่านั้น

ไขมันเฉพาะจุดแบบนี้มักลดยากด้วยการออกกำลังกายหรือคุมอาหารเพียงอย่างเดียว เพราะแต่ละคนมีจุดที่ไขมันสะสมง่ายต่างกัน และจุดนั้นยังได้รับอิทธิพลจากทั้งการไหลเวียนเลือดและฮอร์โมนด้วย จึงเป็นเรื่องปกติที่น้ำหนักตัวรวมลดลงแล้ว แต่ไขมันจุดนั้นยังคงอยู่ การจะจัดการจุดแบบนี้จึงต้องใช้วิธีที่ต่างจากการดูแลร่างกายโดยรวม

ทำไมและอย่างไรผนังเซลล์ไขมันถึงแตกสลาย?

เซลล์ไขมันมีเยื่อบาง ๆ (ผนังเซลล์) ห่อหุ้มไขมันไว้ภายใน ให้ลองนึกภาพว่าเยื่อนี้เป็นชั้นบาง ๆ ที่ประกอบด้วยส่วนที่เป็นน้ำมันและส่วนที่เป็นน้ำเรียงซ้อนกัน คอยแบ่งขอบเขตระหว่างในเซลล์กับนอกเซลล์

สารในยาที่ใช้ในเอชพีแอลมีคุณสมบัติทำให้โครงสร้างของเยื่อนี้เสียสมดุล ลองเทียบง่าย ๆ กับตอนล้างจานที่มีคราบมัน น้ำยาล้างจานจะเข้าไปสลายชั้นน้ำมันนั้นออก สารในน้ำยาทำให้น้ำมันกับน้ำผสมเข้ากันได้ฉันใด สารในยาก็ทำให้โครงสร้างเป็นชั้นของผนังเซลล์ไขมันเสียสมดุลฉันนั้น จนผนังไม่สามารถกักไขมันไว้ในเซลล์ได้อีกต่อไป

เมื่อผนังเสียสมดุล เซลล์ก็รักษารูปทรงไว้ไม่ได้และแตกสลายออก กระบวนการนี้เรียกว่าการสลายเซลล์ ซึ่งก็ตรงตัวคือเซลล์ค่อย ๆ ละลายหายไป สิ่งสำคัญคือปฏิกิริยานี้เกิดขึ้นเฉพาะที่รอบ ๆ จุดที่ฉีดเท่านั้น การฉีดยาให้ตรงจุดที่ต้องการจึงสำคัญทั้งต่อประสิทธิผลและความปลอดภัย

แล้วทำไมเซลล์ไขมันถึงได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ ในขณะที่ผิวหนังหรือกล้ามเนื้อรอบข้างค่อนข้างปลอดภัยกว่า เหตุผลคือเซลล์ไขมันมีส่วนที่เป็นไขมันอัดแน่นอยู่ภายในเกือบทั้งหมด ผนังจึงบางและไวต่อยาชนิดเดียวกันมากกว่า ในทางกลับกัน เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อหรือผิวหนังมีโครงสร้างที่แข็งแรงกว่ามาก และมีสัดส่วนไขมันน้อยกว่า จึงทนต่อผลกระทบได้มากกว่า แต่ถ้าตำแหน่งหรือความลึกของการฉีดคลาดเคลื่อน เนื้อเยื่ออื่นก็อาจได้รับการกระตุ้นไปด้วยเช่นกัน ฝีมือในการฉีดยาให้อยู่ในชั้นที่ถูกต้องจึงเป็นตัวชี้วัดความปลอดภัยที่สำคัญ

ไขมันที่แตกสลายแล้วออกจากร่างกายได้อย่างไร?

แม้เซลล์จะแตกสลายไปแล้ว ไขมันก็ไม่ได้หายไปจากจุดนั้นทันที เศษเซลล์ที่แตกและไขมันที่ไหลออกมายังคงตกค้างอยู่ในลักษณะเหมือนซากปรักหักพัง ร่างกายจึงต้องทำหน้าที่กำจัดมันออกไปอีกทีหนึ่ง

หน้าที่ทำความสะอาดนี้เป็นของแมคโครฟาจ (macrophage) ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันชนิดหนึ่งในกลุ่มเม็ดเลือดขาว ทำหน้าที่กลืนกินสิ่งแปลกปลอมหรือเซลล์ที่ตายแล้วในร่างกาย แมคโครฟาจจะรวมตัวมายังจุดนั้นเหมือนตอนที่มีบาดแผลแล้วเข้ามาจัดการเนื้อเยื่อที่ตายไป โดยจะโอบรัดเศษเซลล์ไขมันที่แตกสลายไว้แล้วค่อย ๆ ย่อยสลาย

ส่วนประกอบที่ถูกย่อยแล้วจะถูกลำเลียงผ่านระบบน้ำเหลืองและกระแสเลือดของร่างกายอย่างช้า ๆ เพื่อนำไปเผาผลาญและขับออก กระบวนการนี้ไม่ได้จบภายใน 1 ถึง 2 วัน แต่ค่อย ๆ ดำเนินไปเป็นเวลา 2 ถึง 4 สัปดาห์ ดังนั้นการฉีดสลายไขมันจึงไม่ใช่หัตถการที่ปริมาตรจะลดทันทีในวันถัดไป แต่ผลลัพธ์จะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป

เหตุผลที่กระบวนการทำความสะอาดนี้ไม่จบภายใน 1 ถึง 2 วันก็เป็นไปตามหลักการเดียวกัน แมคโครฟาจไม่สามารถจัดการเศษซากจำนวนมากได้ในคราวเดียว จึงต้องแบ่งเวลาโอบรับและย่อยสลายไปทีละส่วน คล้ายกับตอนเก็บกวาดไซต์งานก่อสร้าง ที่รถบรรทุกคันเดียวต้องวิ่งไปกลับหลายเที่ยวเพื่อขนเศษซากออก ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงรู้สึกว่าปริมาตรเปลี่ยนไปชัดเจนขึ้นหลังผ่านไปราว 2 ถึง 3 สัปดาห์ มากกว่าช่วงหลังทำหัตถการทันที และหากอยากเห็นผลลัพธ์สุดท้าย ก็ต้องให้เวลาสังเกตอาการไปตามช่วงนั้น

ทำไมปริมาณยาและจำนวนครั้งถึงต่างกันไปตามตำแหน่ง?

การฉีดสลายไขมันแบบเดียวกัน แต่ใต้คาง หน้าท้อง และต้นแขนกลับใช้วิธีที่ต่างกัน เพราะแต่ละตำแหน่งมีความหนาและพื้นที่ของชั้นไขมัน รวมถึงโครงสร้างเนื้อเยื่อรอบข้างที่ไม่เหมือนกัน

  • บริเวณที่มีพื้นที่แคบและชั้นไขมันบาง อย่างใต้คาง มักตอบสนองได้ดีแม้ใช้ปริมาณยาไม่มาก เนื่องจากมีเส้นประสาทและหลอดเลือดผ่านในพื้นที่แคบ ความแม่นยำในการแบ่งฉีดหลายจุดจึงสำคัญกว่าการเพิ่มปริมาณยา
  • บริเวณที่มีพื้นที่กว้างและชั้นไขมันหนา อย่างต้นแขนหรือหน้าท้อง มีปริมาณไขมันที่จัดการในครั้งเดียวได้ยาก จึงมักแบ่งฉีดหลายจุดและแบ่งเป็น 5 ถึง 10 ครั้ง เพราะถ้าใส่ยาปริมาณมากในครั้งเดียว เศษซากที่ร่างกายต้องจัดการก็จะยิ่งมากขึ้น ทำให้ภาระในการฟื้นตัวสูงตามไปด้วย
  • ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งไหน โดยทั่วไปจะเว้นระยะห่างระหว่างแต่ละครั้งไว้ 1 ถึง 2 สัปดาห์ เพื่อให้ปฏิกิริยาอักเสบและกระบวนการทำความสะอาดที่ยาครั้งก่อนก่อขึ้นสงบตัวลงระดับหนึ่งก่อนเริ่มครั้งถัดไป จะได้สะสมผลลัพธ์โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงผลข้างเคียง

เหตุผลที่มักทำเครื่องหมายตำแหน่งเป็นตารางกริดก่อนทำหัตถการก็มาจากเรื่องนี้เช่นกัน การจุดจุดในระยะห่าง 1 ถึง 1.5 เซนติเมตร แล้วแบ่งปริมาณยาที่กำหนดไว้ลงในแต่ละจุด จะช่วยป้องกันไม่ให้ยาไปกระจุกตัวอยู่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งมากเกินไป และช่วยให้ปฏิกิริยากระจายทั่วบริเวณอย่างสม่ำเสมอ หากระยะห่างแคบเกินไป ความเสียหายของเนื้อเยื่อจะซ้อนทับกันจนฟื้นตัวยาก แต่ถ้าห่างเกินไป ก็อาจเหลือจุดที่ผลไม่ทั่วถึง กลายเป็นผลลัพธ์ที่ไม่สม่ำเสมอ การกำหนดระยะห่างนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญของมือแพทย์

ปริมาณยาและจำนวนครั้งที่แน่นอนจะแตกต่างกันไปตามความหนาของไขมันในตำแหน่งนั้น สภาพผิว และความเร็วในการฟื้นตัวของแต่ละคน จึงควรวางแผนเป็นรายตำแหน่งในการปรึกษาก่อนทำหัตถการ

อาการบวมและดาวน์ไทม์เกิดจากอะไร นานแค่ไหน?

การที่บริเวณที่ฉีดสลายไขมันบวมและแข็งอยู่นาน 3 ถึง 7 วันไม่ได้แปลว่าหัตถการผิดพลาด แต่ค่อนไปทางเป็นสัญญาณว่ากระบวนการทำความสะอาดที่กล่าวมาก่อนหน้ากำลังดำเนินอยู่ เพราะการที่แมคโครฟาจรวมตัวมาจัดการเศษซากนั้นเป็นปฏิกิริยาอักเสบชนิดหนึ่งอยู่แล้ว

อาการบวมมักเริ่มตั้งแต่หลังทำหัตถการทันที รุนแรงที่สุดในช่วง 1 ถึง 2 วันแรก แล้วค่อย ๆ ยุบลง ระยะเวลาที่บวมค้างจะต่างกันไปตามตำแหน่ง โดยยิ่งชั้นไขมันหนาและใช้ปริมาณยามาก เศษซากที่ต้องกำจัดก็ยิ่งมาก อาการบวมก็อาจอยู่นานขึ้นตามไปด้วย บางครั้งอาจมีรอยช้ำตามแนวรอยเข็มปรากฏร่วมด้วย

ในช่วงนี้แทนที่จะพยายามนวดหรือกดบีบเพื่อลดบวม ปล่อยให้ร่างกายมีเวลากำจัดเศษซากด้วยตัวเองจะปลอดภัยกว่า และถ้าเร่งรีบทำหัตถการเพิ่มเติมในขณะที่ยังบวมและแข็งอยู่ ภาระการอักเสบในจุดนั้นจะซ้อนทับกันจนฟื้นตัวช้าลงได้ ดังนั้นครั้งถัดไปควรเว้นระยะห่างให้เพียงพอ

การที่ใช้ปริมาณยาเท่ากันแต่แต่ละคนบวมมากน้อยต่างกัน เป็นเพราะความเร็วของปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันและความหนาของผิวแต่ละคนไม่เหมือนกัน คนที่ปฏิกิริยาอักเสบไวเป็นทุนเดิม หรือบริเวณที่ผิวบาง มักบวมให้เห็นชัดและอยู่นานกว่า การประคบเย็นสัก 10 ถึง 15 นาทีหลังทำหัตถการช่วยให้หลอดเลือดหดตัว ลดอาการบวมและรอยช้ำในช่วงแรกได้ แต่อาการบวมที่ค้างอยู่อีก 1 ถึง 2 สัปดาห์หลังจากนั้นเป็นขั้นตอนธรรมชาติของกระบวนการทำความสะอาด จึงควรเฝ้าดูมากกว่าพยายามกำจัดให้หายไปทันที

ก่อนและหลังทำหัตถการควรตรวจสอบอะไรบ้าง?

เนื่องจากการฉีดสลายไขมันเป็นหัตถการที่ทำลายเซลล์เฉพาะจุด จึงมีเรื่องที่ควรตรวจสอบตอนปรึกษาก่อนทำหัตถการ ควรแจ้งล่วงหน้าว่าบริเวณนั้นมีการติดเชื้อหรือโรคผิวหนังหรือไม่ กำลังใช้ยาที่ทำให้เลือดแข็งตัวยากอยู่หรือไม่ และกำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรอยู่หรือไม่ เพราะเงื่อนไขเหล่านี้อาจส่งผลต่ออาการบวม รอยช้ำ และความเร็วในการฟื้นตัว

หลังทำหัตถการ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการกดหรือกระตุ้นบริเวณนั้นแรง ๆ เช่น การนวดแรง ๆ หรือการอบซาวน่าที่ให้ความร้อนสูง มีรายงานว่าหากเนื้อเยื่อที่แตกสลายยังอยู่ระหว่างการจัดการแล้วได้รับการกระตุ้นเพิ่มเติม อาการบวมหรืออักเสบอาจยืดเยื้อออกไปได้ ถึงจะรู้สึกว่าผลลัพธ์ยังไม่น่าพอใจ ก็ควรรอสังเกตอาการ 4 ถึง 6 สัปดาห์ก่อนวางแผนขั้นตอนถัดไป เพราะกระบวนการที่ไขมันลดลงเองไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่ค่อย ๆ ปรากฏผลตามเวลา

เหตุผลที่ต้องระวังเป็นพิเศษหากกำลังใช้ยาที่ทำให้เลือดแข็งตัวยากก็มาจากหลักการเดียวกัน ทุกจุดที่เข็มผ่านจะมีหลอดเลือดเล็ก ๆ ถูกกระทบไปด้วย ปกติแล้วเลือดจะหยุดไหลได้เร็ว แต่ในช่วงที่กินยาเหล่านี้อยู่ เลือดจะหยุดยากขึ้น ทำให้รอยช้ำใหญ่และอยู่นานกว่าปกติ การแจ้งยาที่กำลังใช้อยู่ทั้งหมดตอนปรึกษาจึงช่วยลดอาการบวมและรอยช้ำได้จริง

ต่างจากวิธีจัดการไขมันเฉพาะจุดแบบอื่นอย่างไร?

นอกจากหัตถการนี้แล้ว การลดไขมันเฉพาะจุดยังมีวิธีอื่น เช่น การแช่แข็งเพื่อทำลายเซลล์ไขมัน หรือการใช้พลังงานคลื่นเสียงความถี่สูงหรือคลื่นวิทยุความถี่สูงเพื่อให้ความร้อนจนไขมันสลาย แม้หลักการจะต่างกัน แต่เป้าหมายคล้ายกันคือทำลายเซลล์ไขมันเพื่อลดปริมาตรในบริเวณนั้น

วิธีฉีดยาเข้าไปมีข้อดีตรงที่ไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ และสามารถเข้าถึงบริเวณแคบและมีความโค้งที่มือเข้าถึงยากได้อย่างแม่นยำ ในขณะที่วิธีแช่แข็งหรือให้ความร้อนเหมาะกับการจัดการบริเวณกว้างและเรียบในคราวเดียวมากกว่า ด้วยเหตุนี้บริเวณแคบอย่างใต้คางจึงมักใช้วิธีฉีด ส่วนบริเวณกว้างอย่างหน้าท้องมักพิจารณาทั้งสองวิธีร่วมกัน ท้ายที่สุดแล้ว วิธีที่เหมาะสมกว่าขึ้นอยู่กับรูปทรงและขนาดของบริเวณนั้น ไม่ได้มีวิธีใดวิธีหนึ่งที่ดีกว่าเสมอไป

References

Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Diet

อัลตราซาวด์ Ulfit Body สลายไขมันหน้าท้องและต้นขาได้จริงไหม ต้องทำกี่ครั้งกันแน่?

Ulfit Body HIFU คือหัตถการปรับรูปร่างแบบไม่ผ่าตัด ที่รวมพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์ไปยังชั้นไขมันใต้ผิวหนังเฉพาะจุด เพื่อค่อย ๆ ลดจำนวนเซลล์ไขมัน บทความนี้อธิบายหลักการว่าทำไมคลื่นอัลตราซาวด์ถึงให้ความร้อนเฉพาะชั้นไขมัน ไขมันที่ถูกทำลายแล้วขับออกจากร่างกายอย่างไร ทำไม HIFU สำหรับใบหน้ากับลำตัวถึงตั้งค่าต่างกัน และต้องทำกี่ครั้ง ผลอยู่ได้นานแค่ไหน

By Dr. Kim

Diet

หลักการที่ยาสลายไขมันทำลายเซลล์ไขมันเฉพาะจุดโดยตรง อาการบวม จำนวนครั้งตามตำแหน่ง และการคงผลลัพธ์

ทำไมยาสลายไขมันจึงได้รับความนิยมสำหรับคางสองชั้นหรือต้นแขนที่ลดยากด้วยการออกกำลังกาย บทความนี้อธิบายง่าย ๆ ตั้งแต่หลักการที่ตัวยาทำลายผนังเซลล์ไขมันโดยตรง กระบวนการขับไขมันที่แตกออกจากร่างกาย ปริมาณและจำนวนครั้งตามตำแหน่งต่าง ๆ ไปจนถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการบวม

By Dr. Lee

Filler

หลักการที่ฟิลเลอร์แคลเซียม Radiesse เติมวอลุ่มพร้อมกระตุ้นคอลลาเจน และอยู่ได้นานแค่ไหน

Radiesse เป็นฟิลเลอร์ที่อนุภาคแคลเซียมเติมวอลุ่มได้ทันที พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปพร้อมกัน บทความนี้อธิบายหลักการว่าทำไมอนุภาคถึงสร้างวอลุ่มได้ และนำไปสู่การกระตุ้นคอลลาเจนอย่างไร รวมถึงเหตุผลที่นำมาเจือจางใช้เป็นสกินบูสเตอร์ และระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ได้นาน

By Dr. Lee

Back to articles