prettytime
Skincare

หลักการทำงานของสารกระตุ้นคอลลาเจน PLLA PCL และ CaHA และเหตุผลที่ระยะเวลาคงอยู่ต่างกัน

By Dr. Lee1 min read

มีหัตถการหลายแบบที่ถูกเรียกรวมกันด้วยชื่อว่า "สารกระตุ้นคอลลาเจน" ส่วนประกอบหลักแบ่งออกเป็นสามชนิดคือ PLLA (poly-L-lactic acid), PCL (polycaprolactone) และ CaHA (calcium hydroxylapatite) ฟังดูคล้ายกันเพราะอยู่ในกลุ่มเดียวกัน แต่วิธีที่แต่ละชนิดทำงานในร่างกายนั้นแตกต่างกันพอสมควร

แม้จะอยู่ภายใต้ชื่อสารกระตุ้นคอลลาเจนเหมือนกัน แต่ความเร็วในการเห็นผล การมีวอลลุ่มทันทีหรือไม่ และระยะเวลาที่อยู่ได้นานแค่ไหน ล้วนแตกต่างกันไปตามแต่ละส่วนประกอบ บทความนี้จะไล่อธิบายหลักการทีละข้อว่าความแตกต่างเหล่านี้มาจากไหน

สารกระตุ้นคอลลาเจนคืออะไร

ฟิลเลอร์กรดไฮยาลูรอนิก (HA) ที่คุ้นเคยกันดี ทำงานด้วยการที่ตัวเจลเองเข้าไปเติมเต็มพื้นที่จนเกิดปริมาตร คล้ายกับการใส่ฟองน้ำที่อุ้มน้ำไว้เต็มที่เข้าไปในช่องว่าง

ในขณะที่สารกระตุ้นคอลลาเจนมีแนวทางต่างออกไป แทนที่จะใส่เจลหรืออนุภาคเข้าไปเติมปริมาตรโดยตรง กลับกระตุ้นให้ร่างกายรับรู้อนุภาคเหล่านั้นเป็นสิ่งแปลกปลอมแล้วตอบสนองต่อมัน ในกระบวนการตอบสนองนี้ ไฟโบรบลาสต์ (เซลล์ในผิวหนังที่ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจน) จะถูกกระตุ้นให้ทำงานและสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาเอง กล่าวคือเป็นการยืมกลไกฟื้นฟูของร่างกายมาสร้างปริมาตร ไม่ใช่ตัวสารเองที่เป็นเนื้อวอลลุ่มโดยตรง

ด้วยเหตุนี้ สารกระตุ้นคอลลาเจนจึงมักไม่ให้ผลลัพธ์สุดท้ายทันทีในวันที่ฉีด เพราะร่างกายต้องใช้เวลาในการตอบสนองและสะสมคอลลาเจน

PLLA คือวิธีที่ร่างกายค่อยๆ เติมเต็มด้วยตัวเอง

PLLA อยู่ในรูปอนุภาคขนาดจิ๋วแบบแช่แข็งแห้ง (freeze-dried) ก่อนใช้งานต้องนำมาละลายในน้ำเตรียมไว้ล่วงหน้า เมื่อฉีดอนุภาคนี้เข้าชั้นใต้ผิวหนัง แมคโครฟาจ (เซลล์ภูมิคุ้มกันที่ทำหน้าที่จับกินและกำจัดสิ่งแปลกปลอม) ในร่างกายจะเข้าห่อหุ้มและจัดการกับอนุภาคนี้ พร้อมกับดึงไฟโบรบลาสต์เข้ามาสร้างคอลลาเจนใหม่ไปด้วย

จุดสำคัญของกระบวนการนี้คือ PLLA เองไม่ใช่เนื้อเจล แต่เป็นอนุภาคที่เจือจางอยู่ในน้ำ จึงแทบไม่เห็นวอลลุ่มชัดเจนทันทีหลังฉีด คล้ายกับการหว่านเมล็ดพันธุ์ ขณะที่หว่านลงดินยังไม่มีอะไรให้เห็น แต่เมื่อเวลาผ่านไปเนื้อเยื่อใหม่จะค่อยๆ งอกขึ้นในบริเวณนั้น

ด้วยเหตุนี้ PLLA จึงมักไม่ฉีดครั้งเดียวจบ แต่แบ่งฉีดหลายครั้งห่างกันเป็นสัปดาห์ เพราะการค่อยๆ กระตุ้นให้สอดคล้องกับความเร็วในการสะสมคอลลาเจน ช่วยให้การตอบสนองเป็นไปอย่างสม่ำเสมอมากกว่า

PCL ให้ทั้งวอลลุ่มทันทีและแรงกระตุ้นไปพร้อมกัน

PCL มีโครงสร้างเป็นอนุภาคทรงกลมขนาดเล็กลอยอยู่ในสารพาหะ (carrier) ที่เป็นเจล ตัวเจลนี้เองที่เติมปริมาตรได้ระดับหนึ่งทันทีหลังฉีด ต่างจาก PLLA จึงมักรู้สึกถึงวอลลุ่มได้ตั้งแต่วันที่ทำหัตถการ

เมื่อเวลาผ่านไป เจลนี้จะค่อยๆ ถูกดูดซึมหายไปในร่างกาย ส่วนอนุภาค PCL ที่เหลืออยู่จะค่อยๆ สลายตัวไปทีละน้อยพร้อมกับกระตุ้นคอลลาเจนต่อเนื่อง เปรียบเหมือนการก่อกำแพงอิฐ ช่วงแรกปูนฉาบ (เจล) จะเข้าไปอุดช่องว่างระหว่างก้อนอิฐเพื่อจัดรูปทรง ก่อนที่ตัวก้อนอิฐเอง (อนุภาค PCL) จะกลายเป็นสิ่งที่ค้ำโครงสร้างไว้ในระยะยาว

PCL มีความเร็วในการสลายตัวช้าที่สุดในบรรดาสามชนิดนี้ จึงอธิบายกันว่าช่วงเวลาที่กระตุ้นคอลลาเจนได้ยาวนานตามไปด้วย ยิ่งอนุภาคหายไปช้าเท่าไร ปฏิกิริยาฟื้นฟูรอบๆ อนุภาคก็ยิ่งดำเนินต่อไปนานเท่านั้น

CaHA คือปฏิกิริยาที่เกิดจากส่วนประกอบแคลเซียม

CaHA ทำจากสารประกอบแคลเซียมชนิดเดียวกับที่พบในกระดูกและฟัน ขึ้นรูปเป็นอนุภาคทรงกลมขนาดเล็กผสมอยู่ในสารพาหะที่เป็นเจล คล้ายกับ PCL ตรงที่เจลจะสร้างวอลลุ่มได้ทันทีหลังฉีด

หลังจากเจลถูกดูดซึมไปแล้ว อนุภาคแคลเซียมที่เหลืออยู่จะยังคงกระตุ้นให้เกิดคอลลาเจนต่อไป อนุภาคนี้จะค่อยๆ สลายตัวเป็นแคลเซียมและฟอสฟอรัสซึ่งเป็นส่วนประกอบที่ร่างกายมีอยู่แล้วตามธรรมชาติ เมื่อมองจากมุมของร่างกาย นี่ไม่ใช่สารแปลกปลอมโดยสิ้นเชิง แต่กลับคืนสู่วัตถุดิบที่มีอยู่ในร่างกายเดิม จึงอธิบายกันว่าการตอบสนองค่อนข้างคาดเดาได้

CaHA มีความหนาแน่นของเจลค่อนข้างสูง จึงยึดจับตำแหน่งได้ดี ด้วยเหตุนี้จึงมักถูกใช้ในบริเวณที่ต้องการวอลลุ่มแบบเสริมโครงสร้าง เช่น ปลายจมูกหรือคาง เพราะตัวเจลเองช่วยคงรูปทรงนั้นไว้ได้ในระดับหนึ่ง

ทำไมช่วงเวลาที่เห็นผลจึงต่างกัน

ความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดของสามชนิดนี้เริ่มจากการมีหรือไม่มีสารพาหะที่เป็นเจล PCL และ CaHA มีโครงสร้างสองชั้น คือเจลเติมปริมาตรทันที ส่วนอนุภาคจะกระตุ้นคอลลาเจนในภายหลัง ในขณะที่ PLLA แทบไม่มีส่วนเจลที่เติมปริมาตรตั้งแต่ต้น ผลลัพธ์จึงขึ้นอยู่กับความเร็วในการสะสมคอลลาเจนตลอดกระบวนการ

ความต่างนี้ส่งผลถึงความรู้สึกของผู้ที่เข้ารับหัตถการโดยตรง PCL และ CaHA จะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงได้ระดับหนึ่งตั้งแต่วันที่ทำ ในขณะที่ PLLA ต้องรอหลายสัปดาห์กว่าจะค่อยๆ เห็นการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายใดเหนือกว่ากัน แต่เป็นเครื่องมือที่เหมาะกับจังหวะเวลาและรูปแบบผลลัพธ์ที่ต้องการต่างกัน

ปัจจัยที่กำหนดระยะเวลาคงอยู่

แม้ทั้งสามชนิดจะอยู่ภายใต้กรอบใหญ่ของสารกระตุ้นคอลลาเจนเหมือนกัน แต่ระยะเวลาที่อยู่ได้จริงนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยร่วมกัน

  • ความเร็วในการสลายตัวของอนุภาค: ยิ่งอนุภาคสลายตัวช้าเท่าไร ช่วงเวลาที่กระตุ้นคอลลาเจนก็ยิ่งยาวนานขึ้นตามไปด้วย เพราะขณะที่ร่างกายกำลังจัดการกับอนุภาคอยู่ ปฏิกิริยาฟื้นฟูก็ยังคงทำงานต่อเนื่อง
  • ตำแหน่งและความลึกที่ฉีด: บริเวณที่มีการเคลื่อนไหวมาก เช่น รอบปาก อนุภาคอาจรักษาตำแหน่งได้ยากกว่าเพราะแรงเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ในขณะที่บริเวณที่เคลื่อนไหวน้อยมักมีแนวโน้มที่การกระตุ้นจะคงอยู่ได้สม่ำเสมอและนานกว่า
  • จำนวนครั้งและปริมาณที่ฉีด: หลายรายงานระบุว่าการแบ่งฉีดหลายครั้งทำให้คอลลาเจนสะสมได้สม่ำเสมอกว่าการฉีดปริมาณมากในครั้งเดียว เพราะเมื่อแรงกระตุ้นเกิดขึ้นซ้ำหลายรอบ การตอบสนองก็จะสะสมมากขึ้นตามไปด้วย
  • สภาพเมแทบอลิซึมและผิวของแต่ละคน: อายุ ความสามารถในการสร้างคอลลาเจนของผิวเอง และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ล้วนทำให้ระยะเวลาคงอยู่ต่างกันได้แม้จะทำหัตถการแบบเดียวกัน

เกณฑ์การเลือกตามตำแหน่งและวัตถุประสงค์

สารทั้งสามชนิดไม่ได้เป็นตัวเลือกที่ใช้แทนกันได้ทั้งหมด แต่ใกล้เคียงกับเครื่องมือที่มีจุดเด่นต่างกันเล็กน้อยมากกว่า หากต้องการเพิ่มความหนาแน่นของคอลลาเจนทั่วใบหน้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป มักเลือกใช้วิธีเจือจางแล้วฉีดกระจายหลายครั้งแบบ PLLA เพราะโครงสร้างนี้เหมาะกับการกระตุ้นให้เกิดผลอย่างสม่ำเสมอในพื้นที่กว้าง

ในทางกลับกัน หากต้องการปรับโครงหน้าในจุดใดจุดหนึ่งหรืออยากเห็นความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันที่ทำ มักเลือกใช้ PCL หรือ CaHA ที่ให้วอลลุ่มทันที เพราะสารพาหะที่เป็นเจลช่วยจัดรูปทรงได้ทันที ทำให้ตรวจดูและปรับแนวเส้นที่ต้องการได้ในตำแหน่งนั้นเลย

แน่นอนว่าจะเลือกใช้สารชนิดใด ขึ้นอยู่กับสภาพผิว ผลลัพธ์ที่ต้องการ และดุลยพินิจของแพทย์ผู้ทำหัตถการ การเข้าใจหลักการทำงานของแต่ละส่วนประกอบจะช่วยให้สามารถซักถามในห้องปรึกษาได้เจาะจงและตรงจุดมากขึ้น

สิ่งที่แตกต่างกันในการดูแลหลังหัตถการ

เนื่องจากแต่ละส่วนประกอบทำงานในร่างกายไม่เหมือนกัน วิธีการดูแลหลังหัตถการจึงมีความแตกต่างกันเล็กน้อยเช่นกัน

PLLA จะให้ผลตอบสนองที่เป็นธรรมชาติก็ต่อเมื่ออนุภาคไม่จับตัวเป็นก้อนแต่กระจายตัวสม่ำเสมอ จึงมักแนะนำให้นวดบริเวณที่ฉีดในช่วงเวลาหนึ่งหลังทำหัตถการ เพราะหากอนุภาครวมตัวอยู่จุดเดียว ปฏิกิริยาอาจกระจุกอยู่เฉพาะจุดนั้น

ส่วน PCL และ CaHA มีเจลที่ช่วยจัดรูปทรงไว้แล้ว จึงมักไม่เน้นการนวดมากเท่า แต่หลังทำหัตถการ ควรหลีกเลี่ยงความร้อนสูงหรือแรงกดที่รุนแรงในทุกส่วนประกอบทั้งสามชนิดเหมือนกัน เพราะความร้อนหรือแรงกดอาจทำให้เจลหรืออนุภาคที่ยังไม่ตั้งตัวเคลื่อนออกจากตำแหน่งได้

อาการบวมและรอยช้ำมักค่อยๆ ดีขึ้นตามธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไป โดยความเร็วในการฟื้นตัวขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

References

Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

ทำไมจูเวลุคถึงให้ผิวชุ่มฉ่ำแบบวอเตอร์กลอสตั้งแต่แรก ก่อนคอลลาเจนจะค่อยๆ เติมเต็มในอีก 6 สัปดาห์ต่อมา และอยู่ได้นานแค่ไหน

ความชุ่มฉ่ำวอเตอร์กลอสที่รู้สึกได้ทันทีหลังฉีดจูเวลุค กับวอลลุ่มคอลลาเจนที่ค่อยๆ เติมเต็มตลอด 6 สัปดาห์ถึง 6 เดือน แท้จริงแล้วเกิดจากกลไกคนละแบบกันโดยสิ้นเชิง บทความนี้จะไล่อธิบายทีละขั้นด้วยการเปรียบเทียบง่ายๆ ว่า PDLLA ซึ่งเป็นสารตั้งต้นหลักในจูเวลุคกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาได้อย่างไร

By Dr. Kim

Skincare

คู่มือเปรียบเทียบ Juvelook และ Sculptra ฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจน วอลุ่มทันทีหลังฉีด ระยะเวลาที่อยู่ได้ และระดับหลักฐานทางการแพทย์

Juvelook คือฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจนที่ผสม PDLLA กับ HA ส่วน Sculptra คือฟิลเลอร์ที่ทำจาก PLLA บทความนี้สรุปความแตกต่างเรื่องวอลุ่มทันทีหลังฉีด วิธีกระตุ้นคอลลาเจน ระยะเวลาที่อยู่ได้ และระดับหลักฐานทางการแพทย์ โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว

By Dr. Lee

Filler

หลักการที่ฟิลเลอร์แคลเซียม Radiesse เติมวอลุ่มพร้อมกระตุ้นคอลลาเจน และอยู่ได้นานแค่ไหน

Radiesse เป็นฟิลเลอร์ที่อนุภาคแคลเซียมเติมวอลุ่มได้ทันที พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปพร้อมกัน บทความนี้อธิบายหลักการว่าทำไมอนุภาคถึงสร้างวอลุ่มได้ และนำไปสู่การกระตุ้นคอลลาเจนอย่างไร รวมถึงเหตุผลที่นำมาเจือจางใช้เป็นสกินบูสเตอร์ และระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ได้นาน

By Dr. Lee

Back to articles