ทำไมสิวที่หลังถึงหายยากกว่าสิวหน้า วิธีแยกเชื้อรา Malassezia ไปจนถึงการรักษาตั้งแต่ยาทาถึงหัตถการ
By Dr. Lee2 min read

เวลามีตุ่มสิวขึ้นที่หลังหรือไหล่ ซึ่งเป็นจุดที่ส่องกระจกดูได้ยาก หลายคนกังวลไม่น้อย บางคนสิวที่หน้าควบคุมได้ด้วยยาทาแล้ว แต่สิวที่หลังกลับหายช้ากว่ามาก ความจริงแล้วสิวที่หลังและหน้าอกมีสภาพผิวต่างจากใบหน้าค่อนข้างมาก ทาแล้วผลตอบสนองจึงต่างออกไปได้ นอกจากนี้ตุ่มที่ขึ้นที่หลังไม่ใช่สิวเสมอไป บางครั้งเป็นการติดเชื้อรา ดังนั้นการแยกสาเหตุให้ถูกต้องจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญ โชคดีที่การรักษาสิวที่หลังมีทางเลือกหลากหลาย ตั้งแต่น้ำยาล้างและครีมทา ไปจนถึงยากินและหัตถการที่คลินิก หากหาสาเหตุถูกและดูแลอย่างสม่ำเสมอ สิวที่หลังก็หายสะอาดโดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็นได้เช่นกัน

ทำไมสิวที่หลังถึงหายยากกว่าสิวหน้า
สิวที่หลังเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย คนที่มีสิวที่หน้าประมาณครึ่งหนึ่งจะมีสิวที่หลังหรือหน้าอกร่วมด้วย และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย แม้จะเป็นสิวเหมือนกัน แต่การดูแลสิวที่หลังกลับยุ่งยากกว่าสิวหน้า
เหตุผลหลักคือผิวหนังที่หลังแตกต่างจากใบหน้าโดยพื้นฐาน ชั้นเคราตินที่ปกคลุมผิวหลังหนากว่าใบหน้า อย่างที่กราฟด้านบนแสดงไว้ ใบหน้ามีประมาณ 9 ชั้น ในขณะที่หลังมีประมาณ 13 ชั้น ทำให้ยาทาต้องใช้เวลานานกว่าจะซึมเข้าไปถึงรูขุมขนด้านใน จึงต้องใช้ความสม่ำเสมอมากขึ้น
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากชีวิตประจำวันเพิ่มเข้ามา หลังเป็นจุดที่โดนเสื้อผ้ากดทับและเสียดสีตลอดเวลา ทำให้เหงื่อออกและระบายอากาศไม่ดี รูขุมขนจึงอุดตันง่าย จุดที่โดนสายกระเป๋าหรือชุดออกกำลังกายกดทับบ่อยๆ จึงมักมีสิวขึ้นเยอะเป็นพิเศษ อีกทั้งเป็นจุดที่มือเอื้อมไปทาได้ไม่ทั่วถึง จึงทายาให้สม่ำเสมอได้ยาก
รอยโรคยังมีแนวโน้มลึกและลามกว้างกว่าด้วย ทำให้สิวที่หลังมีความเสี่ยงทิ้งรอยแผลเป็นมากกว่าสิวหน้า โดยประมาณ 1 ใน 10 คนจะเกิดแผลเป็น และมักเป็นแผลเป็นชนิดนูนขึ้นมา ดังนั้นการเริ่มดูแลให้ถูกกับสาเหตุตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นวิธีป้องกันแผลเป็นที่ดีที่สุด
ถ้าคิดว่าเป็นสิว แต่จริงๆ เป็นเชื้อรา Malassezia ล่ะ
| หัวข้อ | สิว | รูขุมขนอักเสบจากเชื้อรา |
|---|---|---|
| อาการคัน | ส่วนใหญ่ไม่คัน | คัน |
| ลักษณะตุ่ม | ขนาดไม่เท่ากัน | ขนาดใกล้เคียงกัน |
| หัวสิวอุดตัน | มี | ไม่มี |
| ตำแหน่งที่พบบ่อย | หน้า หลัง หน้าอก | หลัง ไหล่ หน้าอก |
| ยาที่ได้ผล | ยารักษาสิว | ยาต้านเชื้อรา (antifungal) |
ถ้าตุ่มที่หลังทายารักษาสิวเท่าไหร่ก็ไม่หาย อาจไม่ใช่สิวก็ได้ ตัวอย่างที่พบบ่อยคือการติดเชื้อราที่เรียกว่ารูขุมขนอักเสบจากเชื้อรา Malassezia ซึ่ง Malassezia เป็นเชื้อราที่อาศัยอยู่บนผิวหนังของเราเป็นปกติอยู่แล้ว พูดง่ายๆ คือยีสต์ชนิดหนึ่ง เชื้อนี้ชอบเหงื่อและความมัน เมื่อเจริญเติบโตมากเกินไปในรูขุมขน จึงทำให้เกิดผื่นตุ่มนูนขึ้นมา
มีวิธีสังเกตแยกได้ อย่างที่ตารางด้านบนแสดงไว้ รูขุมขนอักเสบจากเชื้อราจะขึ้นเป็นตุ่มเล็กๆ ขนาดใกล้เคียงกันพร้อมกันเป็นจำนวนมาก และที่สำคัญคือคัน มักไม่ค่อยเห็นหัวสิวอุดตันแบบสิวทั่วไป และอาการมักแย่ลงเมื่อเหงื่อออกเยอะ วันที่อากาศชื้น หรือหลังกินยาปฏิชีวนะติดต่อกันนาน
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือยาที่ได้ผลไม่เหมือนกัน ยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาสิวทั่วไปใช้ไม่ได้ผลกับเชื้อรา ในทางกลับกัน ยาปฏิชีวนะอาจลดแบคทีเรียบนผิวลง จนเปิดทางให้เชื้อราเติบโตได้มากขึ้นด้วยซ้ำ รูขุมขนอักเสบจากเชื้อรา Malassezia จึงต้องรักษาด้วย antifungal หรือยาต้านเชื้อรา พื้นฐานคือใช้แชมพูหรือครีมที่มีส่วนผสมคีโตโคนาโซล (ketoconazole) โดยฟอกแชมพูให้เกิดฟองที่หลัง ทิ้งไว้สักครู่แล้วล้างออก หากลุกลามกว้างหรือควบคุมไม่ได้ อาจใช้ยากิน antifungal อย่างอิทราโคนาโซล (itraconazole) ในระยะสั้นร่วมด้วย
ดังนั้นถ้าสิวที่หลังคันผิดปกติ ขนาดตุ่มใกล้เคียงกัน และไม่ตอบสนองต่อยารักษาสิวทั่วไป ก็ควรลองตรวจดูว่าเป็นเชื้อราหรือไม่ ที่คลินิกสามารถแยกได้ไม่ยาก โดยขูดผิวเบาๆ ไปส่องกล้องจุลทรรศน์ หรือส่องด้วยเครื่อง Wood's lamp ถ้าหาสาเหตุถูกต้อง การฟื้นตัวก็มักจะเร็วกว่าที่คิด

ที่บ้านควรเริ่มจากอะไรก่อน
ถ้าใช่สิวจริงๆ ควรเริ่มจากยาทาที่บ้านก่อน ตัวแรกที่แนะนำคือน้ำยาล้างที่มี benzoyl peroxide ซึ่งช่วยลดแบคทีเรียที่ทำให้สิวแย่ลง มีงานวิจัยพบว่าหลังใช้ 8 สัปดาห์ แบคทีเรียลดลงกว่า 90% และรอยโรคสิวก็ลดลง 65 ถึง 68% ตามกราฟด้านบน สำหรับพื้นที่กว้างอย่างหลัง น้ำยาล้างแบบล้างออกจะสะดวกกว่า แต่ที่หลังควรฟอกให้เป็นฟองแล้วทิ้งไว้ประมาณ 1 นาทีก่อนล้างออก จะได้ผลดีกว่า
ถ้าเพิ่มเรตินอยด์ทาอย่าง adapalene เข้าไปด้วย จะยิ่งได้ผลดีขึ้น adapalene ช่วยเปิดรูขุมขนที่อุดตัน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสิว มีงานวิจัยที่ใช้ร่วมกับ benzoyl peroxide ต่อเนื่อง 1 ปี พบว่าสิวโดยรวมลดลงประมาณ 71% การทายาทั้งสองชนิดบางๆ พร้อมกันตอนกลางคืนเป็นสูตรที่มักแนะนำ
ถ้ากังวลเรื่องความหมองคล้ำและรูขุมขน salicylic acid ก็เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะเป็นสารที่ละลายในน้ำมันได้ดี ต่างจากสารผลัดผิวชนิดอื่นที่ละลายในน้ำ จึงแทรกซึมเข้าไปถึงรูขุมขนที่มีความมันอุดตันและช่วยเปิดออกได้ มีทั้งแบบครีมอาบน้ำและสเปรย์ ใช้กับหลังได้สะดวก
เพราะเป็นบริเวณกว้างและมือเอื้อมไปไม่ถึง เทคนิคการทาก็สำคัญเช่นกัน หลังอาบน้ำล้างเหงื่อและความมันออกแล้ว ควรใช้อุปกรณ์ด้ามยาวสำหรับทาหลังโดยเฉพาะ หรือผลิตภัณฑ์แบบสเปรย์ จะช่วยให้ทายาได้ทั่วถึงสม่ำเสมอ

ถ้าเป็นหนักต้องใช้ยากินไหม
ถ้าสิวที่หลังมีตุ่มแข็งลึกหรือถุงน้ำ และยาทาเอาไม่อยู่แล้ว ควรพิจารณายากิน isotretinoin ซึ่งเป็นอนุพันธ์วิตามินเอ ออกฤทธิ์ทำให้ต่อมไขมันซึ่งเป็นต้นตอของสิวมีขนาดเล็กลง จึงลดการผลิตน้ำมันได้มาก จุดที่ต่างจากยาทาคือ isotretinoin จัดการสิวได้พร้อมกันทั่วร่างกาย ทั้งใบหน้า หลัง และหน้าอก
ประสิทธิผลค่อนข้างสูง มีงานวิจัยหลายชิ้นรายงานว่าอัตราที่สิวหายเกือบสนิทอยู่ในระดับสูง แต่สิวที่ลำตัวคือหลังและหน้าอกมีแนวโน้มกลับเป็นซ้ำมากกว่าสิวหน้าเล็กน้อย ในกรณีสิวที่ลำตัวรุนแรง โดยเฉพาะผู้ชายวัยหนุ่ม จึงแนะนำให้สะสมขนาดยาให้ครบเต็มที่
การกำหนดขนาดยามีแนวทางชัดเจน โดยทั่วไปกินวันละ 0.5 ถึง 1 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. และตั้งเป้าให้ปริมาณยาสะสมตลอดการรักษาอยู่ที่ 120 ถึง 150 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. มีรายงานว่ายิ่งสะสมได้ครบตามนี้ โอกาสกลับเป็นซ้ำในภายหลังก็ยิ่งลดลง และแม้สิวจะหายสนิทแล้ว การกินต่ออีกประมาณ 2 เดือนก็ช่วยป้องกันการกลับเป็นซ้ำได้
เพราะเป็นยาที่ออกฤทธิ์แรง จึงต้องมีการดูแลติดตามควบคู่ไปด้วย ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือริมฝีปากและผิวแห้ง และที่สำคัญที่สุดคือห้ามใช้ระหว่างตั้งครรภ์เด็ดขาด จึงต้องตรวจเลือดเป็นระยะและป้องกันการตั้งครรภ์ตามมาตรการความปลอดภัย โดยอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ตลอดการรักษา

ที่คลินิกมีหัตถการอะไรบ้าง
หัตถการที่ทำที่คลินิกช่วยเสริมการดูแลที่บ้านให้ได้ผลดีขึ้น ตัวหลักคือการทำ salicylic acid peeling ซึ่งช่วยละลายรูขุมขนที่อุดตันและเซลล์ผิวที่หนา มีงานวิจัยที่ทำซ้ำด้วยความเข้มข้น 30% พบว่าหัวสิวอุดตันลดลงประมาณ 88% และมีรายงานว่าการผลัดผิวสูตรผสมที่เพิ่ม mandelic acid เข้าไปช่วยเคลียร์หัวสิวอุดตันได้ถึงประมาณ 90%
การผลัดผิวมีข้อดีอีกอย่างที่เหมาะกับสิวที่หลังเป็นพิเศษ คือช่วยจัดการรอยดำที่หลงเหลือหลังสิวสงบและเซลล์ผิวเก่าไปพร้อมกัน เนื่องจากรอยดำที่หลังมักอยู่นานกว่าที่ใบหน้า หากกังวลเรื่องรอยดำด้วย วิธีนี้จึงช่วยได้
การรักษาด้วยเลเซอร์หรือแสงก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยออกฤทธิ์กับต่อมไขมันและเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว ช่วยลดการอักเสบ บางครั้งใช้ร่วมกับยาทาหรือการผลัดผิว แต่งานวิจัยที่ศึกษาเฉพาะสิวที่หลังยังมีน้อยกว่าสิวหน้า จึงมักใช้ร่วมกันตามความเหมาะสมของแต่ละคน
โดยส่วนใหญ่หัตถการเหล่านี้ไม่ได้ทำครั้งเดียวจบ แต่ต้องทำต่อเนื่องหลายครั้งจึงจะเห็นผลดีขึ้น หากมีแผลเป็นหรือรอยดำที่เกิดขึ้นแล้ว อาจต้องเพิ่มหัตถการเฉพาะสำหรับจุดนั้นด้วย หัตถการที่เหมาะสมจะแตกต่างกันไปตามชนิดและความลึกของสิว จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะกับตัวเอง

ควรดูแลสิวที่หลังอย่างไรดี
สิวที่หลังเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย และดีขึ้นได้แน่นอนหากดูแลตามสาเหตุที่ถูกต้อง ก่อนอื่นถ้าเป็นผื่นขนาดใกล้เคียงกันและคันผิดปกติ ควรตรวจดูว่าเป็นเชื้อราหรือไม่ ถ้าเป็นสิวทั่วไป ให้เริ่มจากน้ำยาล้าง benzoyl peroxide และเรตินอยด์ทาอย่างสม่ำเสมอ หากมีตุ่มแข็งลึกหรือกังวลเรื่องแผลเป็น สามารถปรึกษาแพทย์เรื่องยากินและหัตถการที่คลินิกร่วมกันได้
พฤติกรรมในชีวิตประจำวันก็มีผลไม่น้อย หลังเหงื่อออกควรรีบอาบน้ำโดยเร็วที่สุด และไม่ควรใส่ชุดออกกำลังกายที่เปียกชื้นนานเกินไป เสื้อผ้าเนื้อผ้าฝ้ายหลวมๆ ที่ระบายอากาศได้ดีจะช่วยลดการเสียดสีและเหงื่อ การขัดถูหลังแรงๆ ตอนอาบน้ำกลับยิ่งระคายเคือง ควรล้างเบามือดีกว่า
ที่สำคัญที่สุดคือไม่ควรใจร้อน เพราะหลังมีชั้นเคราตินหนาและยาซึมเข้าไปได้ยาก โดยทั่วไปต้องใช้เวลาประมาณ 8 ถึง 12 สัปดาห์กว่าจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง การดูแลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ถึง 3 เดือนขึ้นไปจึงจะเห็นผลจริง
สิวที่หลังต้องแยกสาเหตุให้ถูกต้องก่อน จากนั้นคือความสม่ำเสมอ ยิ่งเริ่มดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะเกิดแผลเป็น ผลลัพธ์ก็จะยิ่งดี หากรู้สึกว่าเป็นนานเกินไป แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม แทนที่จะพยายามแก้ไขเองเพียงลำพัง
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

ก้อนใต้ผิวที่คลำเจอเป็นถุงน้ำ ต่างจากสิวที่บีบออกอย่างไร ทำไมต้องเอาผนังถุงออกให้หมดถึงไม่กลับมาเป็นซ้ำ
ถ้าก้อนใต้ผิวบีบเหมือนสิวแล้วก็ยังกลับมาโตที่เดิมซ้ำ ๆ นั่นอาจไม่ใช่สิว แต่เป็นถุงน้ำใต้ผิวหนัง (epidermal cyst) บทความนี้อธิบายง่าย ๆ ตั้งแต่กลไกที่ทำให้ถุงน้ำก่อตัว จุดสังเกตที่ต่างจากสิว ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมต้องเอาผนังถุงออกให้หมดจึงจะไม่กลับมาเป็นซ้ำ
By Dr. Lee

รูขุมขนที่เคยขยายแล้ว ทำไมถึงไม่หดกลับเองและดูเหมือนจะกว้างขึ้นอีกไม่ว่าจะดูแลแค่ไหน
รูขุมขนขยายกว้างขึ้นเพราะไขมันและเซลล์ผิวที่ตายแล้วดันจากด้านใน ขณะที่เนื้อเยื่อยืดหยุ่นรอบ ๆ อ่อนแรงลง บทความนี้อธิบายตั้งแต่หลักการว่าทำไมโครงสร้างที่เคยขยายแล้วจึงไม่กลับมาแคบเองได้ และการรักษาเข้าไปแก้ไขจุดไหนบ้าง
By Dr. Kim

รักษาเซ็บเดิร์มหนังศีรษะอย่างไรดี ตั้งแต่เชื้อ Malassezia แชมพูยา จนถึงการดูแลไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
แม้สระผมแล้วไม่กี่วันรังแค รอยแดง และอาการคันก็กลับมาอีก นี่อาจเป็นเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะ บทความนี้เริ่มจากเชื้อ Malassezia ที่เป็นต้นเหตุ แล้วเรียงลำดับวิธีรักษาตามหลักฐานทางการแพทย์ ตั้งแต่แชมพูต้านเชื้อรา ยาต้านการอักเสบเฉพาะที่ ยารับประทาน ไปจนถึงการขัดผิวหนังศีรษะ พร้อมวิธีดูแลต่อเนื่องเพื่อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ และหลักฐานจริงของหัตถการฟื้นฟูหนังศีรษะรุ่นใหม่ อธิบายให้เข้าใจง่ายจากงานวิจัยจริง
By Dr. Lee