เนื้อแขนหย่อนคล้อย ระหว่างฉีดสลายไขมันกับ CoolSculpting แบบไหนเหมาะกับเรามากกว่ากัน
By Dr. Kim1 min read

ไขมันแขนเป็นจุดที่ลดยากที่สุดจุดหนึ่ง แม้จะควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายแล้วก็ตาม เนื่องจากปริมาณไขมันที่สะสมบริเวณต้นแขนด้านในและระดับผิวหนังหย่อนคล้อยแตกต่างกันไปในแต่ละคน การรักษาเพียงวิธีเดียวจึงไม่สามารถให้ผลลัพธ์เหมือนกันในทุกคนได้
วิธีที่คลินิกมักแนะนำสำหรับไขมันแขนมีอยู่สองแบบหลัก คือการฉีดสลายไขมันที่ทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ไขมันด้วยยา และ CoolSculpting ที่ส่งความเย็นเข้าไปทำลายเซลล์ไขมันอย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วยเครื่องมือ ทั้งสองวิธีมีเป้าหมายเดียวกันคือลดจำนวนเซลล์ไขมัน แต่วิธีการทำลายเซลล์และความเร็วที่ร่างกายตอบสนองต่อกระบวนการนี้แตกต่างกัน
การเข้าใจหลักการของทั้งสองวิธีจะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าวิธีไหนเหมาะกับสภาพแขนของเรามากกว่ากัน
ทำไมไขมันแขนถึงลดยาก
ไขมันบริเวณต้นแขนด้านในมีสัดส่วนไม่มากนักเมื่อเทียบกับไขมันทั้งร่างกาย แต่ที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนเป็นเพราะตำแหน่งที่เห็นได้ง่าย เนื้อแขนจะขยับสั่นตามทุกครั้งที่ยกแขนขึ้น
นอกจากนี้การออกกำลังกายไม่สามารถลดไขมันเฉพาะจุดได้ ไขมันเป็นแหล่งพลังงานที่ร่างกายใช้และลดลงพร้อมกันทั้งตัว การเน้นเคลื่อนไหวแขนอย่างเดียวจึงไม่ได้ทำให้ไขมันแขนลดลงก่อนส่วนอื่น
อีกปัจจัยหนึ่งคือผิวหนังที่หย่อนคล้อย เมื่ออายุมากขึ้น คอลลาเจนและเส้นใยยืดหยุ่นในผิวหนังลดลง แม้ปริมาณไขมันจะไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก แต่ผิวที่หย่อนก็ทำให้เนื้อแขนดูสั่นไหวได้เช่นกัน ดังนั้นก่อนเลือกวิธีรักษา ควรแยกให้ชัดก่อนว่าปัญหาหลักมาจากไขมันที่มากเกินไป หรือมาจากผิวที่หย่อนคล้อย
หลักการที่ฉีดสลายไขมันทำลายเซลล์ไขมัน
การฉีดสลายไขมันเป็นการฉีดยาเข้าไปในชั้นไขมันใต้ผิวหนังบริเวณต้นแขนโดยตรง สารที่ใช้บ่อยคือกลุ่มอนุพันธ์กรดน้ำดีหรือสารกลุ่มฟอสโฟลิพิด ซึ่งออกฤทธิ์ทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ไขมัน
เยื่อหุ้มเซลล์ประกอบด้วยชั้นไขมันบางสองชั้น ยาที่ฉีดเข้าไปจะทำหน้าที่เหมือนน้ำยาล้างจานที่ละลายคราบมัน คือรบกวนโครงสร้างของเยื่อหุ้มเซลล์ให้แตกสลาย เมื่อเยื่อหุ้มพังลง เซลล์ไขมันก็จะแตกออกพร้อมปล่อยของเหลวภายในออกมา กระบวนการนี้เรียกว่าการสลายเซลล์
บริเวณที่เซลล์แตกจะเกิดการอักเสบเล็กน้อยตามมา เช่นเดียวกับที่ร่างกายจัดการบาดแผล เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดแมคโครฟาจซึ่งทำหน้าที่เก็บกวาดจะเคลื่อนเข้ามารวบรวมเศษซากของเซลล์ไขมันที่แตกออก เศษซากเหล่านี้จะถูกกำจัดออกจากร่างกายอย่างช้าๆ ในช่วงเวลาหลายวันถึงหลายสัปดาห์ เนื่องจากเป็นการฉีดด้วยเข็มหลายจุดโดยไม่ต้องผ่าตัด การรักษาแต่ละครั้งจึงใช้เวลาไม่นาน
หลักการที่ CoolSculpting ทำลายเซลล์ไขมัน
CoolSculpting ใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่าหัวจับความเย็นครอบลงบนผิวหนังบริเวณต้นแขน แล้วส่งความเย็นเข้าไปยังชั้นไขมันด้านในเป็นระยะเวลาหนึ่ง เซลล์ไขมันมีความทนทานต่อความเย็นต่ำกว่าเนื้อเยื่อรอบข้าง เช่น ผิวหนัง เส้นประสาท และกล้ามเนื้อ เนื่องจากเนื้อเยื่อไขมันจะเริ่มแข็งตัวที่อุณหภูมิสูงกว่าเนื้อเยื่อชนิดอื่น
ด้วยความแตกต่างของอุณหภูมินี้ ผิวหนังและเส้นประสาทจึงแทบไม่ได้รับความเสียหาย ในขณะที่เซลล์ไขมันเท่านั้นที่ถูกทำลายอย่างจำเพาะเจาะจง อย่างไรก็ตาม การตายของเซลล์ในกรณีนี้ไม่ใช่การแตกอย่างฉับพลัน แต่เป็นกระบวนการที่เซลล์ค่อยๆ หยุดทำงานลงเองตามธรรมชาติ หรือที่เรียกว่าการตายแบบอะพอพโทซิส
หลังจากนั้นในช่วงหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน เซลล์แมคโครฟาจจะค่อยๆ จดจำและกลืนกินเซลล์ไขมันที่ตายแล้วทีละเซลล์ เศษซากที่ผ่านการย่อยจะถูกระบายออกผ่านทางท่อน้ำเหลืองซึ่งเป็นเส้นทางระบายของเสียในร่างกาย เนื่องจากเป็นการวางอุปกรณ์บนผิวหนังโดยไม่ต้องฉีดหรือผ่าตัด จึงไม่ทิ้งรอยเข็มไว้
ระยะเวลาที่เห็นผลของทั้งสองวิธีต่างกันหรือไม่
ทั้งสองวิธีไม่ได้ทำให้แขนเรียวลงทันทีหลังการรักษา เพราะต้องใช้เวลาให้เซลล์ไขมันสลายและร่างกายกำจัดเศษซากออกไป
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวิธีการตายของเซลล์ต่างกัน ความเร็วในการเปลี่ยนแปลงจึงต่างกันด้วย การฉีดสลายไขมันทำให้เยื่อหุ้มเซลล์แตกทันที การอักเสบจึงเริ่มขึ้นค่อนข้างเร็ว และอาการบวมในช่วงแรกก็มักสังเกตเห็นได้ชัด ในทางกลับกัน CoolSculpting ต้องผ่านกระบวนการอะพอพโทซิสก่อนที่แมคโครฟาจจะเริ่มทำงาน การเปลี่ยนแปลงจึงมักค่อยเป็นค่อยไปและช้ากว่า
ทั้งสองวิธีไม่ได้จบลงในครั้งเดียว แต่ต้องอาศัยเวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนให้ร่างกายกำจัดเศษซากออกไป ดังนั้นการประเมินผลลัพธ์จึงควรพิจารณาจากการเปลี่ยนแปลงหลังผ่านไประยะหนึ่ง มากกว่าดูจากปริมาตรทันทีหลังการรักษา
ผลข้างเคียงและระยะพักฟื้นที่แตกต่างกัน
เนื่องจากทั้งสองวิธีมีกลไกทำลายเซลล์ไขมันต่างกัน ปฏิกิริยาที่ร่างกายแสดงออกหลังการรักษาจึงต่างกันเล็กน้อยเช่นกัน
- การฉีดสลายไขมันอาจทำให้เกิดอาการบวมและช้ำได้ค่อนข้างชัดเจน เนื่องจากเข็มสัมผัสเนื้อเยื่อโดยตรงและเซลล์ที่แตกออกทำให้เกิดการอักเสบเฉพาะที่ค่อนข้างรุนแรง
- การฉีดสลายไขมันอาจทิ้งรอยเข็มไว้หลายจุด เพราะการครอบคลุมบริเวณกว้างต้องแบ่งฉีดหลายตำแหน่งในครั้งเดียว
- CoolSculpting อาจทำให้บริเวณที่รักษารู้สึกชาหรือเสียวซ่านต่อเนื่องได้หลายวัน เนื่องจากอุณหภูมิต่ำส่งผลชั่วคราวไม่เพียงแต่ต่อเซลล์ไขมัน แต่ยังรวมถึงปลายประสาทบริเวณผิวหนังด้วย
- CoolSculpting อาจทำให้บริเวณที่รักษารู้สึกแข็งเป็นก้อนอยู่ระยะหนึ่ง เนื่องจากขณะที่เซลล์ไขมันที่ตายแล้วและเนื้อเยื่อโดยรอบค่อยๆ ถูกดูดซึม อาจเกิดปฏิกิริยาที่ทำให้เนื้อเยื่อจับตัวเป็นก้อนเฉพาะที่
ทั้งสองวิธีมักได้รับการแจ้งว่าอาการเหล่านี้จะดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป แต่ความเร็วในการฟื้นตัวแตกต่างกันไปในแต่ละคน
เกณฑ์เลือกวิธีที่เหมาะกับตัวเอง
วิธีที่เหมาะสมจะแตกต่างกันไปตามสภาพแขนและความชอบส่วนตัว
- กรณีที่ไขมันสะสมเป็นจุดแคบๆ เฉพาะจุด การฉีดสลายไขมันอาจได้เปรียบกว่า เพราะสามารถเลือกฉีดเฉพาะจุดที่ต้องการได้อย่างแม่นยำด้วยเข็ม
- กรณีที่ไขมันกระจายทั่วแขนอย่างสม่ำเสมอ CoolSculpting อาจเหมาะสมกว่า เพราะหัวจับความเย็นแบบแผ่นสามารถครอบคลุมพื้นที่กว้างได้ในคราวเดียว
- กรณีที่กลัวเข็มมาก อาจพิจารณา CoolSculpting เพราะเป็นการวางอุปกรณ์บนผิวหนังเท่านั้น ไม่ต้องฉีดเลย
- กรณีที่อยากหลีกเลี่ยงอาการบวมชัดเจนในช่วงพักฟื้น CoolSculpting ซึ่งมีปฏิกิริยาค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าอาจเป็นภาระน้อยกว่า เนื่องจากเซลล์ค่อยๆ หยุดทำงานเอง การอักเสบในช่วงแรกจึงไม่รุนแรงฉับพลัน
อย่างไรก็ตาม หากผิวหย่อนคล้อยมาก ทั้งสองวิธีก็มีข้อจำกัดเหมือนกัน เพราะทั้งคู่เป็นเพียงการลดจำนวนเซลล์ไขมัน ไม่ใช่การดึงผิวที่หย่อนให้กระชับขึ้น การลดเซลล์ไขมันกับการเพิ่มความยืดหยุ่นของผิวเป็นกลไกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง หากผิวหย่อนคล้อยเห็นได้ชัด ควรปรึกษาเรื่องนี้ร่วมด้วยระหว่างการปรึกษา
สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนและหลังการรักษา
มีบางเรื่องที่ควรใส่ใจทั้งก่อนตัดสินใจรักษาและหลังการรักษา
- ต้นแขนด้านในมีบางจุดที่เส้นเลือดและเส้นประสาทอยู่ใกล้ผิวหนังมากกว่าบริเวณอื่น จึงแนะนำให้ตรวจสอบตำแหน่งเหล่านี้ก่อนเริ่มการรักษา
- ในช่วงไม่กี่วันแรกหลังการรักษา ไม่ควรรีบตัดสินผลลัพธ์เร็วเกินไป เนื่องจากทั้งสองวิธีต้องอาศัยเวลาให้ร่างกายค่อยๆ กำจัดเซลล์ไขมันที่ตายแล้ว การเปลี่ยนแปลงของปริมาตรจึงต้องใช้เวลา
- ควรได้รับการประเมินทั้งปริมาณไขมันและระดับผิวหย่อนคล้อยร่วมกันระหว่างการปรึกษา เพราะหากสาเหตุทั้งสองปะปนกัน การรักษาเพียงวิธีเดียวอาจไม่ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากเท่าที่คาดหวัง
- แม้จะรักษาแขนทั้งสองข้างด้วยวิธีเดียวกัน ความเร็วและระดับของการตอบสนองอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน เนื่องจากขนาด การกระจายตัวของเซลล์ไขมัน และสภาพผิวของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
References
Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

คางสองชั้นที่เกิดแม้ไม่อ้วน ต้องแยกสาเหตุไขมันกับผิวหย่อนก่อนเลือกวิธีรักษา
คางสองชั้นบางคนเกิดจากไขมันสะสม บางคนเกิดจากผิวและกล้ามเนื้อหย่อนคล้อย ทั้งสองแบบดูคล้ายกันแต่ต้นตอต่างกันโดยสิ้นเชิง จึงต้องใช้วิธีรักษาที่ต่างกันด้วย บทความนี้อธิบายที่มาของแต่ละแบบและวิธีแยกให้ออก
By Dr. Kim

อัลตราซาวด์ Ulfit Body สลายไขมันหน้าท้องและต้นขาได้จริงไหม ต้องทำกี่ครั้งกันแน่?
Ulfit Body HIFU คือหัตถการปรับรูปร่างแบบไม่ผ่าตัด ที่รวมพลังงานคลื่นอัลตราซาวด์ไปยังชั้นไขมันใต้ผิวหนังเฉพาะจุด เพื่อค่อย ๆ ลดจำนวนเซลล์ไขมัน บทความนี้อธิบายหลักการว่าทำไมคลื่นอัลตราซาวด์ถึงให้ความร้อนเฉพาะชั้นไขมัน ไขมันที่ถูกทำลายแล้วขับออกจากร่างกายอย่างไร ทำไม HIFU สำหรับใบหน้ากับลำตัวถึงตั้งค่าต่างกัน และต้องทำกี่ครั้ง ผลอยู่ได้นานแค่ไหน
By Dr. Kim

เกณฑ์เลือกวิธีทำทรีตเมนต์กระชับเส้นกรอบหน้า ตามสาเหตุที่มาจากไขมันหรือผิวและพังผืดหย่อนคล้อย
สาเหตุที่เส้นกรอบหน้าเบลอลงแบ่งเป็นสองแบบ คือไขมันสะสมเพิ่มขึ้น กับผิวและพังผืดหย่อนคล้อยลง ทั้งสองสาเหตุให้สัมผัสที่ต่างกันเมื่อคลำดู และทำให้วิธีที่เหมาะสมต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นฉีดสลายไขมัน คลื่นวิทยุ หรือร้อยไหม บทความนี้สรุปเกณฑ์แยกสาเหตุและหลักการทำงานของแต่ละวิธีไว้ให้
By Dr. Kim