Aegyo Sal ที่นูนขึ้นตอนยิ้ม ฟิลเลอร์ช่วยเสริมให้ดูเป็นธรรมชาติได้อย่างไร แล้วผลข้างเคียงจากการฉีดมากเกินไปมีอะไรบ้าง?
By Dr. Kim1 min read

เส้นนูนใต้ตาที่ปรากฏขึ้นตอนยิ้ม ในภาษาเกาหลีเรียกว่า Aegyo Sal เป็นลักษณะที่ได้รับความนิยมมานานเพราะทำให้ดวงตาดูโตขึ้นและมีเสน่ห์อ่อนโยนขึ้น คนที่ไม่ได้มีเส้นนี้มาแต่กำเนิดก็อยากมีบ้าง ทำให้การฉีดฟิลเลอร์เพื่อสร้างเส้นนี้กลายเป็นหนึ่งในหัตถการที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงหลัง
แต่เทรนด์ในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิมเล็กน้อย แทนที่จะเน้นเติมให้หนาและเห็นชัดเจน กลับนิยมความนูนบางๆ ที่ดูเป็นธรรมชาติ ราวกับมีติดตัวมาแต่เดิมมากกว่า เพราะเริ่มมีความรู้กันมากขึ้นว่าการฉีดมากเกินไปอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น การจับตัวเป็นก้อน ผิวหย่อนคล้อย หรือมีสีฟ้าอมม่วงโปร่งแสงขึ้นมา วิธีที่กลายเป็นมาตรฐานตอนนี้คือเริ่มจากปริมาณน้อย แล้วค่อยๆ เติมเพิ่มทีละนิดโดยดูจากสีหน้าเวลายิ้ม หากเข้าใจหลักการที่ทำให้เกิดเส้นนูนนี้ และรู้ว่าปริมาณเท่าไหร่ถึงจะพอดี ก็จะสื่อสารกับแพทย์ตอนปรึกษาได้ง่ายขึ้นมาก

Aegyo Sal คือส่วนไหนของใบหน้ากันแน่?
Aegyo Sal คือเส้นนูนที่เกิดจากกล้ามเนื้อเล็กๆ รอบดวงตาที่เรียกว่ากล้ามเนื้อออร์บิคิวลาริส (orbicularis oculi) กล้ามเนื้อนี้มีรูปร่างเหมือนวงแหวนล้อมรอบดวงตา ทำหน้าที่ตอนเราหลับตาและลืมตา ปกติจะแบนราบ แต่เวลายิ้มหรือหยีตา กล้ามเนื้อจะหดตัวเล็กน้อย ทำให้ขอบล่างของตานูนขึ้นมา คล้ายกับยางที่รัดรอบดวงตาถูกแรงยิ้มดันจนโป่งขึ้นชั่วขณะ
โดยทั่วไปแล้วมันเป็นการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่เกิดขึ้นแค่ตอนยิ้มเท่านั้น แต่บางคนที่มีไขมันและผิวใต้ตาหนากว่าคนอื่น ก็อาจมีเส้นนูนจางๆ ค้างอยู่แม้ไม่ได้ยิ้ม เพราะเส้นนี้ทำให้ดวงตาดูโตและดูอ่อนเยาว์ขึ้น คนที่ไม่มีมาแต่กำเนิดจึงอยากสร้างเส้นคล้ายกันด้วยฟิลเลอร์มากขึ้นเรื่อยๆ
ตำแหน่งนี้แตกต่างจากร่องใต้ตา (tear trough) ที่อยู่ถัดลงมาซึ่งเป็นสาเหตุของรอยคล้ำใต้ตา Aegyo Sal คือการทำให้ขอบล่างของตานูนขึ้น หากแยกสองส่วนนี้ให้ชัดเจนก่อนเข้าปรึกษาแพทย์ ก็จะสื่อสารความต้องการได้ตรงจุดมากขึ้น

หลักการสร้าง Aegyo Sal ด้วยฟิลเลอร์เป็นอย่างไร?
ฟิลเลอร์ Aegyo Sal คือการฉีดกรดไฮยาลูโรนิกปริมาณน้อยเข้าไปในชั้นตื้นมากใกล้ผิวหนัง เหนือกล้ามเนื้อออร์บิคิวลาริสขึ้นมานิดเดียว กรดไฮยาลูโรนิกเป็นสารที่ร่างกายเรามีอยู่แล้วตามธรรมชาติ มีคุณสมบัติจับน้ำไว้จนกลายเป็นเจลที่มีปริมาตร เมื่อวางเจลนี้เป็นเส้นบางๆ ตามแนวขอบใต้ตา จะเกิดความนูนคล้ายกับที่กล้ามเนื้อสร้างขึ้นเอง
ฟิลเลอร์ Aegyo Sal จะฉีดในชั้นตื้นใต้ผิวหนังโดยตรง ยิ่งฉีดในชั้นตื้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องระวัง เพราะแม้ฉีดผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจเห็นได้ชัดหรือเป็นตะปุ่มตะป่ำได้ง่าย จึงต้องใช้เข็มเล็กฉีดปริมาณน้อยมากแบบจุดเล็กๆ หลายจุด เทคนิคนี้เรียกว่า microdroplet หมายถึงการหยอดทีละหยดเล็กๆ เหมือนหยดน้ำ

หัตถการนี้ใช้เวลาสั้นๆ ประมาณ 10 นาที และอาการบวมมักจะยุบลงภายในไม่กี่วัน แต่เนื่องจากผิวใต้ตาเป็นหนึ่งในบริเวณที่บางที่สุดบนใบหน้า จึงต้องการปริมาณเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับบริเวณอื่น แค่นิดเดียวก็เห็นผลชัดเจนแล้ว
ทำไมเทรนด์ฟิลเลอร์ Aegyo Sal ยุคนี้ถึงเปลี่ยนไป?
เมื่อไม่กี่ปีก่อน คนส่วนใหญ่เชื่อว่ายิ่ง Aegyo Sal ชัดและหนาเท่าไหร่ยิ่งสวย จึงนิยมฉีดฟิลเลอร์ปริมาณมากในครั้งเดียวเพื่อให้นูนเห็นชัด แต่ตอนนี้เทรนด์กลับตรงกันข้าม เพราะเริ่มมีความเข้าใจว่าเส้นที่หนาและดูฝืนธรรมชาติเกินไป อาจทำให้ดูแก่กว่าวัยหรือดูบวมได้ ทำให้กระแสความนิยมหันไปทางเส้นบางๆ ที่ดูเป็นธรรมชาติ ราวกับมีอยู่แล้วแทน
การปรึกษาในปัจจุบันจึงมักเริ่มจากปริมาณน้อยมาก แล้วดูสีหน้าตอนยิ้มก่อนค่อยเติมเพิ่มเท่าที่จำเป็น แทนที่จะเติมเต็มตั้งแต่ครั้งแรก การเริ่มจากปริมาณที่ดูยังไม่พอ แล้วสังเกตผลไปสักระยะก่อนค่อยตัดสินใจเพิ่ม จะปลอดภัยและได้ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติมากกว่าการฉีดมากเกินไปแล้วต้องมาสลายทีหลัง
แนวโน้มนี้ยิ่งชัดเจนในบริเวณที่ผิวบางและบอบบางอย่างใต้ตา และข้อมูลที่จะกล่าวถึงต่อไปก็แสดงให้เห็นว่าการเริ่มต้นด้วยปริมาณน้อยช่วยลดผลข้างเคียงได้จริง
| หัวข้อ | สไตล์เดิม | สไตล์ปัจจุบัน |
|---|---|---|
| ความหนาของเส้น | หนาและชัดเจน | บางและดูจางๆ |
| ปริมาณที่ฉีด | มากในครั้งเดียว | น้อยแบบค่อยเป็นค่อยไป |
| เป้าหมาย | ความนูนที่ชัดเจน | ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ |
| มุมมอง | ตาดูโตขึ้น | ถ้ามากไปดูบวม |

ทำไมข้อมูลจึงบอกว่าฉีดปริมาณน้อยปลอดภัยกว่า?
เหตุผลที่คนนิยมปริมาณน้อยมีที่มาชัดเจน เพราะใต้ตาเป็นบริเวณที่ผิวบางที่สุดบนใบหน้า หากฉีดฟิลเลอร์มากเกินไปหรือฉีดตื้นเกินไป เมื่อเวลาผ่านไปผิวอาจเป็นตะปุ่มตะป่ำ เจลอาจจับตัวเป็นก้อนเล็กๆ ที่คลำได้ หรือเส้นนูนดูไม่เป็นธรรมชาติตอนยิ้ม ปัญหานี้พบได้ไม่น้อยในงานวิจัยที่ติดตามผลการฉีดฟิลเลอร์รอบดวงตาระยะยาว จึงควรเริ่มฉีดด้วยปริมาณน้อยตั้งแต่แรกเพื่อความปลอดภัย
ปรากฏการณ์ทินดอลล์ ซึ่งทำให้ผิวดูเป็นสีฟ้าเมื่อโดนแสง ก็เกิดขึ้นง่ายที่บริเวณใต้ตาเช่นกัน เกิดจากฟิลเลอร์ที่อยู่ใต้ผิวบางกระเจิงแสงจนบริเวณนั้นดูเป็นสีฟ้าอมม่วงจางๆ หลักการเดียวกับที่ทำให้ท้องฟ้าดูเป็นสีฟ้า ยิ่งฉีดฟิลเลอร์ตื้นและหนาเท่าไหร่ ยิ่งเห็นสีฟ้านี้ชัดขึ้น จึงสำคัญมากที่ต้องฉีดปริมาณน้อยมากอย่างประณีตในชั้นตื้น
นอกจากนี้ อาการบวมแบบมาลาร์ (malar edema) ที่ลามไปถึงโหนกแก้มพบได้สูงสุดถึง 15% ส่วนอาการบวมล่าช้าที่เกิดขึ้นนานหลังทำหัตถการพบได้สูงสุด 5% ภายใน 12 เดือน กราฟด้านบนสรุปผลข้างเคียงทั้งสี่แบบนี้จากค่าสูงสุดที่มีการรายงาน ตัวเลขที่แตกต่างกันมากเป็นเพราะฝีมือแพทย์ ปริมาณที่ฉีด และระยะเวลาติดตามผลในแต่ละงานวิจัยไม่เหมือนกัน แต่ที่พบร่วมกันคือกรณีที่ฉีดปริมาณน้อยในชั้นตื้นมักมีตัวเลขอยู่ในช่วงต่ำ

ถ้าฉีดมากเกินไปจะเกิดผลข้างเคียงอะไรได้บ้าง?
หากฉีดฟิลเลอร์มากเกินไป ผลข้างเคียงที่พบได้จริงแบ่งออกเป็น 4 แบบหลักๆ
แบบแรกคือการจับตัวเป็นก้อน หากฉีดปริมาณมากในชั้นบางๆ ครั้งเดียว ฟิลเลอร์อาจกระจายไม่สม่ำเสมอและจับตัวเป็นก้อนเล็กๆ คลำได้เป็นตะปุ่มตะป่ำ แบบที่สองคือดูฝืนจนเห็นชัดว่าทำมา หากเส้นนูนหนาและเป็นเหลี่ยมเกินไป จนแม้ไม่ยิ้มก็ยังนูนอยู่ จะดูไม่เหมือนการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อตามธรรมชาติ แต่จะรู้สึกได้ทันทีว่ามีการฉีดอะไรบางอย่างเข้าไป
แบบที่สามคือเปลือกตาล่างหย่อนคล้อย เพราะผิวและเนื้อเยื่อรองรับใต้ตาบางมาก เมื่อมีน้ำหนักของฟิลเลอร์เพิ่มเข้ามา ขอบเปลือกตาอาจหย่อนลงเล็กน้อยหรือทำให้ดวงตาดูตกลง แบบที่สี่คือปรากฏการณ์ทินดอลล์ที่กล่าวไปแล้ว ยิ่งผิวบางเท่าไหร่ ยิ่งเห็นสีฟ้าอมม่วงของฟิลเลอร์ชัดขึ้นเท่านั้น
โชคดีที่การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่วนใหญ่สามารถแก้ไขได้ การฉีดเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดสปริมาณเล็กน้อยจะช่วยสลายกรดไฮยาลูโรนิกที่ฉีดไปให้กลับสู่สภาพเดิม แต่หากต้องสลายแล้วฉีดใหม่ซ้ำหลายครั้ง ก็จะทำให้ผิวสะสมการระคายเคืองมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการควบคุมปริมาณที่เหมาะสมตั้งแต่แรกจึงเป็นทางเลือกที่สร้างภาระให้ผิวน้อยที่สุด

อยากได้ Aegyo Sal แบบเป็นธรรมชาติ ต้องเช็กอะไรบ้าง?
จากงานวิจัยที่ใช้เทคนิค microdroplet ฉีดปริมาณน้อยอย่างประณีตในชั้นตื้น ไม่พบปรากฏการณ์ทินดอลล์แม้แต่รายเดียว ต่างจากตัวเลขสูงสุด 31% ที่กล่าวไปก่อนหน้าอย่างชัดเจน สะท้อนว่าความประณีตและปริมาณที่ฉีดคือปัจจัยสำคัญที่กำหนดผลลัพธ์
หากอยากได้ Aegyo Sal แบบเป็นธรรมชาติ มีสิ่งที่ควรเช็กอยู่ไม่กี่ข้อ ในการปรึกษาครั้งแรก ควรดูภาพตัวอย่างความหนาของเส้นที่ต้องการร่วมกับแพทย์ และเลือกเริ่มจากปริมาณน้อยก่อน สังเกตผลประมาณ 2 สัปดาห์แล้วค่อยเติมเพิ่มถ้าจำเป็น จะปลอดภัยกว่าการเติมเต็มในครั้งเดียว นอกจากนี้ควรตรวจสอบล่วงหน้าด้วยว่าคลินิกนั้นสามารถฉีดไฮยาลูโรนิเดสสลายฟิลเลอร์ได้ทันทีหากเกิดปัญหา
ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ มีการอักเสบบริเวณรอบดวงตา หรือเคยมีอาการแพ้กรดไฮยาลูโรนิกมาก่อน ควรหลีกเลี่ยงการทำหัตถการนี้ หากเคยทำหัตถการบริเวณใต้ตามาก่อนจนสภาพเนื้อเยื่ออาจเปลี่ยนไป ก็ควรแจ้งประวัตินี้ให้แพทย์ทราบล่วงหน้าด้วย สิ่งสำคัญที่ควรจำไว้คือฟิลเลอร์ Aegyo Sal ไม่ใช่หัตถการที่ฉีดปริมาณมาก แต่เป็นการฉีดปริมาณน้อยอย่างประณีต หากเข้าใจตรงนี้ ก็จะได้เส้นนูนที่ดูเป็นธรรมชาติและคงอยู่ได้นานโดยไม่มีปัญหาก้อนหรือบวม ระดับที่พอดีที่สุดคือเส้นที่เผยให้เห็นแค่ตอนยิ้มเท่านั้น
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

ร่องใต้ตาลึกกับรอยคล้ำใต้ตา ฟิลเลอร์เติมเต็มเงาให้จางลง อยู่ได้นานแค่ไหน พร้อมวิธีเลี่ยง Tyndall effect
เงาใต้ตาที่ดูคล้ำและโบ๋มักเกิดจากร่องที่ยุบตัวมากกว่าเม็ดสี บทความนี้อธิบายหลักการที่เอ็นร่องน้ำตาและกระดูกเบ้าตาที่ลดลงทำให้เกิดเงา พร้อมวิธีเติมฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิก แอซิดเนื้อนุ่มตื้น ๆ ปริมาณน้อยเพื่อลบเงาให้จางลง รวมถึงเหตุผลที่ผิวบางทำให้เกิด Tyndall effect และอาการบวมได้ง่าย พร้อมสรุปว่าผลอยู่ได้นานแค่ไหนและดูแลอย่างไร อ้างอิงจากตัวเลขงานวิจัยจริงให้เข้าใจง่าย
By Dr. Kim

หลักการที่ฟิลเลอร์แคลเซียม Radiesse เติมวอลุ่มพร้อมกระตุ้นคอลลาเจน และอยู่ได้นานแค่ไหน
Radiesse เป็นฟิลเลอร์ที่อนุภาคแคลเซียมเติมวอลุ่มได้ทันที พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปพร้อมกัน บทความนี้อธิบายหลักการว่าทำไมอนุภาคถึงสร้างวอลุ่มได้ และนำไปสู่การกระตุ้นคอลลาเจนอย่างไร รวมถึงเหตุผลที่นำมาเจือจางใช้เป็นสกินบูสเตอร์ และระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ได้นาน
By Dr. Lee

คางสองชั้นต้องวินิจฉัยสาเหตุก่อน เกณฑ์และแนวทางเลือกหัตถการให้เหมาะกับชนิดไขมันและชนิดผิวหย่อนคล้อย
สรุปด้วยตัวเลขจากงานวิจัยจริงว่าคางสองชั้นที่เกิดจากไขมันกับที่เกิดจากผิวและพังผืดหย่อนคล้อยนั้น ควรเลือกฉีดสลายไขมัน คลื่นวิทยุอย่าง INMODE ร้อยไหม หรือ HIFU แบบไหนก่อน พร้อมอธิบายว่าทำไมการวินิจฉัยสาเหตุจึงสำคัญเป็นอันดับแรก
By Dr. Kim