ร้อยไหม PDO PLLA PCL ต่างกันอย่างไร ระยะเวลาคงอยู่และผลข้างเคียงที่ควรรู้
By Dr. Lee2 min read

การร้อยไหมเป็นวิธีกระชับหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยการสอดไหมที่ละลายได้เข้าไปใต้ผิวหนังเพื่อดึงรั้งเนื้อเยื่อที่หย่อนคล้อยให้กระชับขึ้น ไม่ต้องดมยาสลบ ฟื้นตัวเร็ว จึงเป็นวิธีลิฟต์หน้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในกลุ่มไม่ต้องผ่าตัด บางคนทำช่วงพักเที่ยงแล้วกลับไปทำงานต่อได้ในช่วงบ่าย
คำโฆษณาอย่าง "อยู่ได้กว่าหนึ่งปี" หรือ "กระตุ้นคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง" มักเดินหน้าไปก่อนข้อมูลจากงานวิจัยจริงๆ บทความนี้จะอธิบายความต่างของไหม PDO, PLLA และ PCL ในแง่ระยะเวลาดูดซึมและความคงทนของผล บทบาทของไหมหนามและไหมเรียบ รวมถึงตัวเลขความพึงพอใจและอัตราผลข้างเคียงจากวรรณกรรมทางการแพทย์ ใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจก่อนทำได้เลย

ร้อยไหมช่วยกระชับหน้าได้อย่างไรกันแน่?
กลไกการทำงานของร้อยไหมมีอยู่สองส่วนหลักๆ ส่วนแรกคือตะขอเล็กๆ (barb) บนผิวไหมหนามที่เกี่ยวเข้ากับชั้นไขมันหรือพังผืดใต้ผิวหนัง แล้วดึงเนื้อเยื่อที่หย่อนขึ้นมาโดยตรง ส่วนที่สองคือเมื่อไหมค่อยๆ ย่อยสลายในร่างกาย กระบวนการนี้จะกระตุ้นเนื้อเยื่อโดยรอบให้สร้างคอลลาเจนเพิ่ม
เมื่อสอดไหมหนามเข้าไปแล้ว ตะขอจะยึดเนื้อเยื่อตามแนวเข็ม พอดึงไหม บริเวณที่หย่อนก็จะถูกยกขึ้น นั่นเป็นเหตุผลที่ใบหน้าดูตึงหน่อยหลังทำเสร็จใหม่ๆ แต่พอผ่านไปประมาณ 1–2 สัปดาห์ เนื้อเยื่อจะค่อยๆ ปรับตัว ผลลัพธ์ก็จะดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น
"จะยกได้มากแค่ไหน" เป็นคำถามยอดฮิตในห้องปรึกษา งานวิจัยของ Ali ปี 2018 วัดระยะเคลื่อนตัวของเนื้อเยื่ออ่อนได้จริงที่ 3mm ถึง 10mm ไม่ใช่การรีดีไซน์โครงหน้าแบบผ่าตัดขนาดใหญ่ แต่เป็นการแก้ไขความหย่อนระดับเบาถึงปานกลางอย่างเป็นธรรมชาติ ปรับความคาดหวังให้อยู่ในช่วงนี้ ผลลัพธ์จะตรงใจมากกว่า
ผลการกระตุ้นคอลลาเจนยังคงดำเนินต่อแม้ไหมจะละลายไปแล้ว กระบวนการสลายตัวทำให้เกิดการอักเสบเล็กน้อยซึ่งกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนใหม่ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น อย่างไรก็ตาม ผลนี้ใกล้เคียงกับการปรับปรุงเนื้อผิวมากกว่าการยกโครงหน้า

PDO, PLLA, PCL ไหมสามชนิดนี้ต่างกันอย่างไร?
ความแตกต่างหลักของวัสดุทั้งสามคือระยะเวลาที่ร่างกายใช้ดูดซึม
PDO (Polydioxanone) ย่อยสลายในราว 6–8 เดือน วัสดุนี้ใช้ในไหมเย็บแผลผ่าตัดมาหลายสิบปี จึงมีข้อมูลด้านความปลอดภัยที่ครบถ้วนที่สุดในสามชนิด และเพราะดูดซึมเร็วกว่า หากเกิดผลข้างเคียงก็มักจะคลี่คลายเร็วตามไปด้วย
PLLA (Poly-L-Lactic Acid) ดูดซึมใน 12–18 เดือน เป็นส่วนประกอบเดียวกับที่พบในฟิลเลอร์อย่าง Sculptra และมีรายงานว่ากระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ดีกว่าในระหว่างการสลายตัว อย่างไรก็ตาม การศึกษาระยะยาวในมนุษย์ที่ติดตามผลของไหม PLLA บนใบหน้ายังมีไม่มากนัก ข้ออ้างเรื่องคอลลาเจนฟังดูสมเหตุสมผลแต่ยังไม่ได้รับการยืนยันจากข้อมูลทางคลินิกอย่างเต็มที่
PCL (Polycaprolactone) ละลายช้าที่สุด มักอ้างว่า 12–24 เดือน แต่ตัวเลขนี้มาจากสภาวะในห้องแล็บเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่จากการศึกษาที่ติดตามผู้ป่วยจริงนานสองปีแล้วยืนยันว่าผลยังคงอยู่ คำโฆษณา "อยู่นานที่สุด" ควรรับฟังด้วยความระมัดระวัง
ทั้งสามชนิดจะย่อยสลายเป็นน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์ในที่สุด แพทย์จะแนะนำชนิดไหมตามเป้าหมาย สภาพผิว และประสบการณ์ทางคลินิกของตนกับวัสดุแต่ละชนิด

ไหมหนามกับไหมเรียบ ต่างกันตรงไหน?
ไหมหนาม (barbed thread) มีตะขอเล็กๆ บนผิวไหม ตะขอเหล่านี้เกี่ยวเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังและยึดการยก ทำให้เหมาะกับการจัดตำแหน่งแก้มที่หย่อนคล้อยใหม่ ลดร่องแก้ม และทำให้เส้นกรามชัดขึ้น
ไหมเรียบ (smooth thread) ไม่มีตะขอ จึงไม่มีการยกเชิงกล แต่การสอดไหมเข้าไปจะกระตุ้นกระบวนการรักษาบาดแผล ซึ่งช่วยให้ผิวสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินเพิ่มขึ้น ใช้เมื่อต้องการเพิ่มความหนาแน่นของผิว ลดริ้วรอยเล็กน้อย และฟื้นคืนความกระชับโดยรวม ถ้าหย่อนคล้อยเป็นปัญหาหลัก ไหมเรียบอย่างเดียวไม่เพียงพอ
ไหมบิด (screw thread) มีโครงสร้างบิดเกลียวที่ช่วยเพิ่มปริมาณเนื้อเยื่อเล็กน้อยในบริเวณที่สอด พร้อมให้ผลยกกระชับเล็กน้อย ใช้เสริมในบริเวณใต้ตาหรือแก้มที่ขาดความอิ่ม
ในทางปฏิบัติ การรักษามักผสมผสานไหมหลายชนิด ไหมหนามรับหน้าที่ยกโครงสร้าง ส่วนไหมเรียบเพิ่มเข้ามาเพื่อปรับปรุงคุณภาพผิวในบริเวณที่รักษา การผสมที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับโครงสร้างใบหน้า เป้าหมาย และสภาพผิวในวันนั้น

ผลจะอยู่นานแค่ไหน จริงๆ แล้วเกินหนึ่งปีได้ไหม?
ข้อมูลรวมจากหลายการศึกษาระบุว่าความพึงพอใจทันทีหลังทำอยู่ที่ราว 98% ส่วนที่หกเดือนตัวเลขนี้ลดลงเหลือประมาณ 88% ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือการออกแบบการศึกษา: ส่วนใหญ่ติดตามผู้ป่วยเพียง 6–12 เดือน การอ้างว่าผลอยู่ได้นานเกินหนึ่งปีนั้นจึงยังไม่มีข้อมูลรองรับ
ผล PCL จะคงอยู่ 24 เดือนจริงหรือไม่ หรือ PLLA จะให้ประโยชน์ด้านคอลลาเจนต่อเนื่องเกิน 18 เดือนหรือเปล่า คำถามเหล่านี้ยังไม่มีการยืนยันในการศึกษาระยะยาวบนใบหน้ามนุษย์ เพราะการทดลองสำคัญๆ ล้วนใช้หกเดือนเป็นจุดสิ้นสุดหลัก จึงเป็นสัญญาณว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นยังไม่เป็นที่เข้าใจดี
ตามความเป็นจริง ผลสูงสุดมักเกิดขึ้นระหว่าง 6 ถึง 12 เดือน หลังจากนั้นจะค่อยๆ ลดลง นั่นเป็นเหตุผลที่ผู้ป่วยหลายคนกลับมาทำซ้ำภายใน 1–2 ปี เมื่อเทียบกับความทนทาน 7–10 ปีของการผ่าตัดยกกระชับ จะเห็นช่องว่างที่ชัดเจน ร้อยไหมเป็นทางเลือกที่ดีในกลุ่มไม่ต้องผ่าตัด แต่ไม่ใช่ทดแทนการผ่าตัดในด้านความคงทนหรือระดับการแก้ไข
วางแผนสำหรับการทำซ้ำตั้งแต่ต้น ทั้งด้านเวลาและค่าใช้จ่าย จะทำให้ประเมินประสบการณ์ทั้งหมดได้ง่ายขึ้น

ผลข้างเคียงและช่วงพักฟื้นเป็นอย่างไร?
จากวรรณกรรมที่มีอยู่ อาการบวมเกิดขึ้นในราว 35% และรอยช้ำในราว 26% ทั้งสองเป็นการตอบสนองที่คาดได้จากการแทงเข็ม มักหายภายในไม่กี่วันถึงสองสัปดาห์ ถ้ามีงานสำคัญในเร็วๆ นี้ ควรจัดตารางให้มีช่วงห่างที่เพียงพอ
ผิวบุ๋ม (dimpling) พบรายงานในราว 10% ของกรณีทั้งหมด ตัวเลขนี้แตกต่างกันชัดเจนตามช่วงอายุ ในผู้ป่วยอายุต่ำกว่า 50 ปี อัตราอยู่ที่ราว 5.6% ส่วนในผู้ป่วยอายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็นราว 16% ผิวที่ยืดหยุ่นน้อยลงจะตามแรงดึงของไหมได้ยากขึ้น ทำให้ผิวพับหรือบุ๋มได้ง่ายกว่า อาการบุ๋มส่วนใหญ่เป็นชั่วคราว แต่อาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนในการหายสนิท
ความผิดปกติของความรู้สึกเกิดขึ้นในราว 6% การติดเชื้อในราว 2% และไหมดันออกมาที่ผิวในราว 2% หากไหมโผล่ออกมา ก็ต้องนำออก
ผู้ป่วยส่วนใหญ่กลับสู่กิจวัตรปกติได้ในวันเดียวกันหรือวันถัดไป ประมาณสองสัปดาห์หลังทำ ควรหลีกเลี่ยงการแสดงสีหน้าที่เกินจริง การนวดแบบกดแรงในบริเวณที่รักษา และแอลกอฮอล์ หากมีแรงกดบนไหมก่อนที่ไหมจะยึดอยู่กับที่ ก็อาจทำให้ตำแหน่งของไหมเปลี่ยนไปได้ ควรหลีกเลี่ยงการนอนคว่ำในสองสัปดาห์แรกด้วย

ใครบ้างที่เหมาะกับการร้อยไหม?
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือใครก็ตามที่มีอาการหย่อนจะได้ผลดี ผู้ป่วยที่เหมาะสมที่สุดคือผู้ที่มีอาการหย่อนเล็กน้อยถึงปานกลางที่ยังไม่พร้อมหรือไม่ต้องการผ่าตัด โดยทั่วไปหมายถึงคนในวัย 40 ต้นๆ ที่เริ่มสังเกตเห็นแก้มตก หรือเส้นกรามที่เริ่มไม่ชัด
ผู้ป่วยที่มีอาการหย่อนมากหรือมีผิวส่วนเกินมากอาจไม่บรรลุเป้าหมายด้วยไหมเพียงอย่างเดียว เมื่อมีผิวส่วนเกินที่ต้องตัดออก การผ่าตัดเป็นทางที่สมเหตุสมผลกว่า และการปรึกษาที่ดีจะชี้แจงสิ่งนี้ก่อนนัดหมายทำหัตถการ
ความคาดหวังต้องปรับตั้งแต่แรก คุณจะรู้สึกถึงแรงดึงที่เห็นได้ชัดทันทีหลังทำ แต่ต้องรอ 3–6 เดือนเพื่อให้ไหมรวมเข้ากับเนื้อเยื่อ และให้คอลลาเจนตอบสนองสร้างขึ้นมาเต็มที่ ผลลัพธ์ที่สมจริงคือการยกกระชับเบาๆ ที่ทำให้ดูสดชื่น แบบที่คนบอกว่าคุณดูผ่อนคลาย ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉม
เนื่องจากผลมักจะลดลงในผู้ป่วยส่วนใหญ่ภายใน 1–2 ปี การรักษาซ้ำจึงเป็นส่วนหนึ่งของแผน ผู้ป่วยที่เข้าใจความแตกต่างระหว่างผลจากการผ่าตัดและไม่ผ่าตัด และเริ่มต้นด้วยกรอบความคิดนั้น มักเป็นกลุ่มที่พึงพอใจกับผลลัพธ์มากที่สุดเสมอ
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

Ultherapy, Shurink, Sofwave, Linear Z เป็น HIFU เหมือนกัน แล้วทำไมราคาและผลลัพธ์ถึงต่างกันมาก?
Ultherapy, Shurink, Sofwave และ Linear Z ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม HIFU Lifting เหมือนกัน แต่ความลึกที่คลื่นเสียงเข้าถึง การกระตุ้นชั้น SMAS ระบบ Real-time Imaging และปริมาณหลักฐานทางคลินิกนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน อธิบายชัดว่าแต่ละเครื่องทำงานต่างกันอย่างไร ประสิทธิภาพที่ผ่านการพิสูจน์มีแค่ไหน เจ็บต่างกันแค่ไหน และจะเลือกอะไรดีตามเป้าหมายและงบประมาณของคุณ
By Dr. Kim

Coolfase RF กระชับผิวจริงไหม ระบบ DCC ช่วยลดความเจ็บปวดได้แค่ไหน?
Coolfase คืออะไร ระบบ DCC ที่ปลายหัวสัมผัสผิวโดยตรงช่วยลดความเจ็บปวดได้จริงหรือไม่ เปรียบเทียบกับ Thermage และ Volnewmer แล้วต่างกันอย่างไร พร้อมข้อมูลจากงานวิจัย monopolar RF จริงและข้อเท็จจริงที่ควรรู้ก่อน เพราะยังไม่มีงานวิจัยทดสอบ Coolfase โดยเฉพาะสักชิ้น
By Dr. Lee

รีจูราน PDRN: กลไก ผล และผลข้างเคียงของการปลุกฟื้นเซลล์ผิวด้วย DNA ปลาแซลมอน
PDRN ในรีจูรานกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและหลอดเลือดฝอยในชั้นผิวได้อย่างไร หลักฐานทางคลินิกมีน้ำหนักแค่ไหน ใครเหมาะรับการฉีด และผลข้างเคียงที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ, อธิบายโดยแพทย์
By Dr. Kim