ริจูราน PDRN คืออะไร ฉีดแล้วได้ผลจริงไหม ใครเหมาะและต้องรู้อะไรบ้างก่อนตัดสินใจ
By Dr. Kim3 min read

หลายคนเคยได้ยินชื่อ "ริจูราน" จากคลินิกความงามหรือฟีดโซเชียลมีเดีย บ้างก็รู้จักในชื่อ "ฉีด PDRN" หรือ "ฉีดดีเอ็นเอแซลมอน" ซึ่งฟังดูแปลกอยู่บ้างในครั้งแรก แต่ในแวดวงเวชศาสตร์ความงามช่วงหลายปีที่ผ่านมา ริจูรานกลายเป็นหนึ่งในหัตถการที่คนไข้ถามถึงบ่อยที่สุด คำถามในห้องตรวจมักจะคล้ายกัน ฉีดแล้วได้ผลจริงไหม ต่างจากฟิลเลอร์หรือโบท็อกซ์อย่างไร ดีเอ็นเอแซลมอนไปทำอะไรในผิวของเรา และที่สำคัญที่สุด เหมาะกับผิวแบบไหน
สารสำคัญในริจูรานคือ PDRN ย่อมาจาก Polydeoxyribonucleotide หรือ "โพลีดีออกซีไรโบนิวคลีโอไทด์" ซึ่งไม่ใช่กระแสที่ฮิตขึ้นมาลอยๆ แต่มีกลไกการทำงานและหลักฐานทางคลินิกรองรับพอสมควร บทความนี้จะพาไปดูว่าหลักฐานเหล่านั้นมาจากไหน เชื่อถือได้แค่ไหน ใครได้ประโยชน์จริง ผลจะเริ่มเห็นเมื่อไหร่ และต้องระวังอะไรบ้าง

ริจูรานคือการฉีดอะไรกันแน่
ผลิตภัณฑ์ในภาพด้านบนอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ริจูราน (Rejuran) คือชื่อแบรนด์ของยาฉีดกลุ่ม PDRN ที่พัฒนาโดยบริษัท Pharma Research ของเกาหลี ส่วนตัวสาร PDRN นั้นสกัดมาจากเซลล์สืบพันธุ์ของปลาแซลมอนหรือเทราต์ ชื่อที่มักได้ยินควบคู่กันคือ PN (Polynucleotide) ซึ่งมาจากแหล่งเดียวกัน แต่ PDRN เป็นสายโซ่ดีเอ็นเอที่สั้นกว่า สายสั้นนี้ออกฤทธิ์กระตุ้นตัวรับบนผิวเซลล์ ส่วนสายยาวกว่ามีบทบาทด้านโครงสร้างและการกักเก็บความชุ่มชื้นในชั้นหนังแท้มากกว่า
ความแตกต่างจากฟิลเลอร์อยู่ตรงนี้ ฟิลเลอร์อย่าง จูวีเดิร์ม (Juvederm) หรือ เรสไทเลน (Restylane) เน้นเติมปริมาตรในส่วนที่บุ๋มหรือต้องการยกกระชับ แต่ PDRN ไม่ได้เติมอะไรจากภายนอก หน้าที่ของมันคือกระตุ้นให้เซลล์ผิวของเราสร้างคอลลาเจนเองและสร้างหลอดเลือดฝอยใหม่ เปรียบง่ายๆ คือฟิลเลอร์เหมือนเติมดินในหลุม ส่วน PDRN เหมือนปลุกให้ต้นไม้เติบโตขึ้นมาจากข้างใน ผลลัพธ์จึงไม่ปรากฏทันทีหลังฉีด แต่จะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ถัดไป
ในไทย ริจูรานถูกจัดเป็นเครื่องมือแพทย์และนำมาใช้ในเวชศาสตร์ความงาม ขณะที่ PDRN ชนิดยาฉีดเพื่อรักษาบาดแผลก็มีจำหน่ายแยกต่างหาก สาร PDRN จะสลายตัวตามธรรมชาติเป็นหน่วยกรดนิวคลีอิกและถูกดูดซึมไป แต่เนื่องจากสกัดมาจากปลา จึงมีความเสี่ยงต่อการแพ้ในบางราย ซึ่งจะพูดถึงอีกครั้งในส่วนถัดไป สำหรับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ยังแตกต่างกันตามขนาดโมเลกุลและข้อบ่งใช้ เช่น Rejuran Healer, HB, i (สำหรับบริเวณรอบดวงตา) และ S

PDRN ไปทำอะไรในเซลล์ผิวของเรา
กราฟด้านบนมาจากงานวิจัยในห้องทดลองที่เพาะเลี้ยงเซลล์ไฟโบรบลาสต์จากชั้นหนังแท้ของมนุษย์ จากนั้นเติม PDRN ที่ความเข้มข้นต่างกัน แล้ววัดจำนวนเซลล์ที่เพิ่มขึ้นหลัง 48 ชั่วโมง โดยกำหนดให้กลุ่มที่ไม่ได้รับอะไรเป็น 100% ผลที่ได้คือเมื่อเพิ่มความเข้มข้น PDRN จาก 12.5 ขึ้นไปถึง 200 µg/mL จำนวนเซลล์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงประมาณ 130% ที่ความเข้มข้นสูงสุด ความเข้มข้นสูงขึ้น เซลล์แบ่งตัวแอคทีฟขึ้น
กลไกหลักที่ PDRN ใช้คือการจับกับตัวรับ Adenosine A2A บนพื้นผิวเซลล์ ซึ่งเปรียบได้กับสวิตช์สัญญาณ เมื่อ PDRN กระตุ้นตัวรับนี้ เซลล์ไฟโบรบลาสต์จะถูกปลุกให้ทำงานผลิตคอลลาเจนมากขึ้น และหลั่งสารอย่าง VEGF ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างหลอดเลือดฝอยใหม่ หมายความว่าผิวจะได้รับออกซิเจนและสารอาหารได้ดีขึ้นด้วย
อีกสิ่งที่น่าสนใจคือชะตากรรมของ PDRN หลังสลายตัว ชิ้นส่วนดีเอ็นเอเหล่านั้นไม่ได้สูญหายไปเฉยๆ แต่ยังถูกนำกลับไปใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างกรดนิวคลีอิกใหม่ของร่างกาย เหมือนเติมทั้งกระบวนการและวัตถุดิบในคราวเดียว นอกจากนี้ PDRN ยังมีคุณสมบัติต้านการอักเสบเรื้อรัง ดังนั้นในผิวที่เสียหายจากรังสี UV สะสม หรือผิวที่มีประวัติสิวอักเสบบ่อย จึงมักเห็นผลทั้งด้านการฟื้นฟูและการสงบระคายเคืองพร้อมกัน นี่คือเหตุผลที่คนไข้หลายรายบอกว่ารู้สึกว่าผิว "มีชีวิตขึ้น" หลังฉีดริจูราน

แล้วคอลลาเจนเพิ่มขึ้นจริงไหม
รู้ว่าเซลล์ถูกกระตุ้นแล้ว คำถามต่อมาคือผิวสร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้นจริงหรือเปล่า กราฟด้านบนมาจากการทดลองในสัตว์ที่เปรียบเทียบปริมาณคอลลาเจนในบาดแผลที่ได้รับ PDRN กับที่ไม่ได้รับ โดยกำหนดให้กลุ่มที่ไม่ได้รับเป็น 1.0 เท่า ผลที่วันที่ 7 พบว่าคอลลาเจนชนิดที่ 1 เพิ่มขึ้น 1.36 เท่า ส่วนคอลลาเจนชนิดที่ 3 ซึ่งสำคัญในช่วงต้นของการฟื้นฟูผิว เพิ่มขึ้นถึง 3.07 เท่า แท่งกราฟพุ่งเกินเส้นอ้างอิงอย่างเห็นได้ชัด
ที่คอลลาเจนชนิดที่ 3 เพิ่มขึ้นมากเป็นพิเศษนั้นมีความหมาย คอลลาเจนชนิดนี้เป็นคอลลาเจนที่ยังไม่เจริญเต็มที่ สร้างขึ้นก่อนในช่วงต้นของการฟื้นฟู จากนั้นจะค่อยๆ เปลี่ยนสภาพเป็นคอลลาเจนชนิดที่ 1 ที่แน่นและแข็งแรงกว่า การที่คอลลาเจนชนิดที่ 3 เพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าจึงเป็นสัญญาณว่ากระบวนการฟื้นฟูผิวเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง
กลไกยังทำงานแบบสองทิศทาง งานวิจัยเซลล์ชิ้นหนึ่งพบว่า PDRN กระตุ้นสัญญาณ ERK ในเซลล์ไฟโบรบลาสต์ ทำให้สร้างคอลลาเจนชนิดที่ 1 และ 3 มากขึ้น ขณะเดียวกันยังลดการทำงานของเอนไซม์ MMP ที่ทำลายคอลลาเจน (Shin et al., 2023) ผลคือสร้างมากขึ้น ทำลายน้อยลง ในผิวที่อายุมากขึ้น สมดุลคอลลาเจนมักเอียงไปทางสลายมากกว่าสร้าง PDRN ช่วยดึงสมดุลนี้กลับมาอยู่ฝั่งการสร้างใหม่
อย่างไรก็ตาม ต้องระบุให้ชัดว่าหลักฐานที่พูดถึงอยู่นี้เป็นระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง การศึกษาขนาดใหญ่ที่ยืนยันการเพิ่มขึ้นของคอลลาเจนในผิวหน้ามนุษย์โดยตรงผ่านการตรวจชิ้นเนื้อยังมีจำกัด กลไกและข้อมูลจากสัตว์ทดลองชี้ทิศทางได้ชัดเจน แต่ขนาดของผลในผิวมนุษย์จริงๆ จะพูดถึงในหัวข้อหลักฐานทางคลินิกถัดไป

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์มีแค่ไหน
หลักฐานทางคลินิกที่แข็งแกร่งที่สุดของ PDRN ไม่ได้มาจากด้านความงาม แต่มาจากการรักษาบาดแผล กราฟด้านบนมาจากการศึกษาแบบ double-blind ในผู้ป่วยแผลเบาหวานที่เท้าซึ่งหายยาก พบว่าในสัปดาห์ที่ 8 อัตราการหายสนิทในกลุ่มฉีด PDRN อยู่ที่ 37.3% เทียบกับกลุ่มยาหลอกที่ 18.9% หรือสูงกว่าเกือบสองเท่า (Squadrito et al., 2014) ในการศึกษาเดียวกันยังพบว่าอัตราการปิดของแผลในกลุ่ม PDRN คือ 82% เทียบกับ 49% ในกลุ่มยาหลอก และระยะเวลาเฉลี่ยจนแผลหายสนิทสั้นกว่า คือ 30 วัน เทียบกับ 49 วันในกลุ่มยาหลอก
ที่งานวิจัยนี้มีน้ำหนักคือขนาดและการออกแบบ ผู้ร่วมการศึกษามี 216 คน ทั้งผู้ป่วยและแพทย์ไม่ทราบว่าใครได้รับยาจริง ผลลัพธ์จึงยากที่จะอธิบายด้วยความคาดหวังหรือโอกาส การวิเคราะห์รวมของการศึกษาในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมหลายชิ้นยังยืนยันผลของ PDRN ในการลดความเจ็บปวดได้อีกด้วย
จุดสำคัญคือกลไกเดียวกัน เส้นทาง A2A receptor ที่ช่วยให้แผลหายและลดการอักเสบในงานวิจัยเหล่านั้น คือกลไกเดียวกับที่นำมาใช้ฟื้นฟูผิวหน้าที่เสื่อมสภาพตามอายุ แต่ต้องพูดตรงๆ ว่าหลักฐานที่แข็งแกร่งจากการรักษาบาดแผลและข้อนั้น ยังไม่เทียบเท่ากับหลักฐานจากการใช้เพื่อความงาม การศึกษาขนาดใหญ่ที่มีกลุ่มเปรียบเทียบในด้านความงามเริ่มปรากฏขึ้น แต่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น

ในเรื่องผิวหน้าและรอยสิว มีผลจริงไหม
มาดูข้อมูลจริงในด้านผิวหน้า กราฟด้านบนมาจากการศึกษาที่ติดตามคะแนนการปรับปรุงของรอยสิวหลังจากฉีดต่อเนื่อง 16 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มฉีด PDRN อย่างเดียวคะแนนดีขึ้น 6.1 คะแนน กลุ่มฉีดโบท็อกซ์อย่างเดียวดีขึ้น 9 คะแนน และกลุ่มที่ใช้ทั้งสองอย่างร่วมกันดีขึ้นมากที่สุดที่ 12 คะแนน (Park et al., 2025) ที่น่าสังเกตคือ PDRN อย่างเดียวให้ผลน้อยที่สุด ซึ่งชี้ว่า PDRN มีจุดเด่นเมื่อใช้เสริมร่วมกับหัตถการอื่น มากกว่าที่จะใช้เดี่ยวๆ
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้มีผู้ร่วมการศึกษาเพียง 17 คน จึงควรระวังในการสรุปผลจากตัวเลขชุดนี้เพียงอย่างเดียว การศึกษาขนาดเล็กอื่นๆ ที่ดูเรื่องความยืดหยุ่น ผิวพรรณ และรูขุมขนก็ชี้ไปในทิศทางที่ดีเช่นกัน แต่วิธีการวัดและขนาดกลุ่มตัวอย่างต่างกัน ทำให้ยากที่จะสรุปรวมได้ งานวิจัยที่ติดตามริ้วรอยรอบดวงตาชิ้นหนึ่งพบว่าความลึกของริ้วรอยลดลงมากที่สุดในสัปดาห์ที่ 8-10 จากนั้นค่อยๆ กลับมาบางส่วนในสัปดาห์ที่ 18 ซึ่งบ่งบอกว่าผลไม่ได้คงอยู่ถาวร และจำเป็นต้องฉีดต่อเนื่องเพื่อรักษาผล
ดังนั้นควรตั้งความคาดหวังให้สมจริง ริจูรานไม่ใช่หัตถการที่เห็นผลเปลี่ยนแปลงทันตาเห็นในทีเดียว แต่เป็นการค่อยๆ ยกระดับสภาพผิวจากฐาน ถ้าเป้าหมายคือการเติมเต็มส่วนที่บุ๋มลึกหรือยกกระชับโครงหน้า หัตถการอื่นน่าจะตอบโจทย์มากกว่า แต่ถ้าต้องการปรับโทนผิว ลดรอยสิว และเพิ่มความกระจ่างใสโดยรวม ริจูรานมีจุดเด่นในเรื่องนี้ การรู้ว่าหัตถการนี้ทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้ตั้งแต่ต้น จะช่วยให้พึงพอใจกับผลลัพธ์มากขึ้น

ใครเหมาะกับการฉีดริจูราน
ในห้องตรวจ มีกลุ่มที่รู้สึกว่าหัตถการนี้เหมาะเป็นพิเศษ กลุ่มแรกคือคนที่มีปัญหารอยสิวตื้นๆ หลังสิวยุบ รูขุมขนกว้าง หรือผิวพรรณหยาบกร้าน เนื่องจาก PDRN กระตุ้นการฟื้นฟูในชั้นหนังแท้ จึงทำงานต่างจากการผลัดเซลล์ผิวภายนอก และช่วยปรับคุณภาพผิวจากชั้นในออกมา ริ้วรอยตื้นๆ และผิวที่ดูหมองคล้ำขาดชีวิตชีวาก็เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ดีเช่นกัน ซึ่งพบบ่อยในผู้ที่ใช้ชีวิตกลางแจ้งหรือสัมผัสแสงแดดในเมืองไทยเป็นเวลานาน
บริเวณรอบดวงตาก็นิยมฉีดมาก ผิวใต้ตาเป็นส่วนที่บางที่สุดในใบหน้าและดูแลยากที่สุด โดยเฉพาะอาการตาอุ้งแบบที่มองเห็นหลอดเลือดฝอยสีเขียวอมฟ้าส่องผ่าน PDRN ที่ช่วยสร้างหลอดเลือดฝอยใหม่อาจช่วยในกรณีนี้ได้ แต่ต้องแยกแยะก่อนว่าเป็นใต้ตาดำจากหลอดเลือดหรือจากเม็ดสี เพราะทั้งสองชนิดรักษาต่างกัน ผิวที่เสียหายจากรังสี UV สะสม ผิวแพ้ง่ายอักเสบบ่อย รวมถึงผิวที่เริ่มเสียคอลลาเจนและความยืดหยุ่นพร้อมกันในช่วงอายุ 35-50 ปี ก็เหมาะกับหัตถการนี้
ในทางกลับกัน ก็มีกรณีที่ต้องพูดตรงๆ ว่าริจูรานอาจไม่ใช่คำตอบหลัก ถ้าเป้าหมายคือการเติมปริมาตรในโหนกแก้มที่บุ๋มหรือยกกระชับโครงหน้า ฟิลเลอร์ให้ผลชัดเจนกว่า ถ้าปัญหาหลักคือริ้วรอยลึกหรือหย่อนคล้อย การใช้เลเซอร์หรือ HIFU ร่วมด้วยจะให้ผลดีกว่า ริจูรานไม่ได้แข่งกับหัตถการเหล่านั้น แต่มีบทบาทในการเสริมคุณภาพผิวพื้นฐานและช่วยให้ผลของหัตถการอื่นๆ ดีขึ้นด้วย

ผลจะเริ่มเห็นเมื่อไหร่ และอยู่นานแค่ไหน
คำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ ฉีดแล้วจะเห็นผลเมื่อไหร่ ต้องบอกก่อนว่าริจูรานไม่ใช่หัตถการที่เห็นผลทันที เนื่องจากต้องรอให้เซลล์ตื่นตัว สร้างคอลลาเจน และหลอดเลือดฝอยใหม่เกิดขึ้น โดยทั่วไปจะเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ประมาณสัปดาห์ที่ 4-6 จากนั้นจะถึงจุดสูงสุดในช่วง 2-3 เดือน และค่อยๆ จางลงในช่วงครึ่งปีถัดมา
ลำดับของสิ่งที่สังเกตได้ก็มีประโยชน์ที่จะรู้ไว้ โดยทั่วไปสิ่งแรกที่รู้สึกได้คือผิวพรรณเรียบขึ้น ความชุ่มชื้นและความมีชีวิตชีวาที่ดูเหมือนซึมมาจากข้างใน ส่วนการเปลี่ยนแปลงที่ต้องอาศัยโครงสร้าง เช่น รอยสิวหรือความยืดหยุ่น จะตามมาช้ากว่า แทนที่จะคาดหวังการเปลี่ยนแปลงทันทีในกระจก ให้มองว่าผิวจะค่อยๆ ดีขึ้นในช่วง 1-2 เดือน การตอบสนองแตกต่างกันในแต่ละบุคคล บางคนเห็นผลชัดในจำนวนครั้งเดียวกัน บางคนใช้เวลานานกว่า จึงควรประเมินหลังจากทำครบซีรีส์แล้วมากกว่าด่วนสรุปหลัง 1-2 ครั้ง
ด้วยเหตุนี้จึงนิยมฉีดเป็นซีรีส์ 3-4 ครั้งห่างกันประมาณ 4 สัปดาห์ต่อครั้ง การทำแบบนี้ทำให้คอลลาเจนและหลอดเลือดฝอยสะสมเป็นชั้นๆ และผลลัพธ์จะชัดเจนและอยู่ได้นานขึ้น ในแง่การรักษาผล การดูแลตัวเองสำคัญพอๆ กับหัตถการ ปัจจัยที่ทำลายคอลลาเจนมากที่สุดคือรังสี UV โดยเฉพาะในไทยที่แสงแดดจัดตลอดทั้งปี การทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอและลดการสูบบุหรี่ช่วยยืดอายุผลได้อย่างมีนัยสำคัญ ควรมองว่าเป็นการดูแลผิวแบบต่อเนื่องในระยะยาว มากกว่าเป็นหัตถการครั้งเดียวจบ

ฉีดอย่างไร และต้องระวังอะไรบ้าง
กระบวนการฉีดคือการฉีด PDRN ลงในผิวหน้าทั่วบริเวณด้วยเข็มขนาดเล็กมากเป็นจุดๆ หลายสิบถึงหลายร้อยจุดต่อครั้ง ใช้ครีมชาก่อนทำ ความเจ็บปวดจึงอยู่ในระดับที่ทนได้ และใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที หลังฉีดอาจมีรอยจ้ำเลือดและบวมเล็กน้อยเป็นจุดๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะหายภายใน 3-4 วัน ถ้ามีนัดสำคัญที่กังวลเรื่องรอยดังกล่าว ควรวางแผนวันนัดฉีดให้เหมาะสม
สิ่งที่ต้องระวังมีข้อสำคัญที่ควรรู้ไว้ก่อน อันดับแรกคือวัตถุดิบมาจากปลา ผู้ที่แพ้ปลาหรืออาหารทะเลมีความเสี่ยงต่อปฏิกิริยาแพ้ และต้องแจ้งแพทย์ก่อนทำเสมอ ผู้ที่รับยาละลายลิ่มเลือดหรือเลือดหยุดยาก ผู้ที่มีแนวโน้มเป็นแผลคีลอยด์ก็ควรแจ้งล่วงหน้า ห้ามฉีดในสตรีมีครรภ์ หรือในบริเวณที่มีการอักเสบหรือติดเชื้ออยู่ ผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดคือบวมและจ้ำ บางรายอาจมีก้อนเล็กๆ ที่บริเวณฉีดซึ่งมักหายไปเอง
หลังฉีดวันนั้นควรงดแต่งหน้าจัด ซาวน่า ออกกำลังกายหนัก และดื่มแอลกอฮอล์เพื่อให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น สุดท้ายอยากย้ำว่า ริจูรานมีกลไกและหลักฐานรองรับ แต่ไม่ใช่หัตถการที่เหมาะกับทุกคนในลักษณะเดียวกัน ควรประเมินสภาพผิว ประวัติการแพ้ โรคประจำตัว และเป้าหมายที่ต้องการร่วมกับแพทย์ก่อนตัดสินใจ และทำความเข้าใจทั้งข้อดีและข้อจำกัดอย่างครบถ้วนก่อนเริ่มต้น
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

มาวน์จาโรกับวีโกวี ต่างกันอย่างไร ยาฉีด GLP-1 กดความอยากอาหารได้อย่างไร และหยุดยาแล้วเป็นอย่างไร
มาวน์จาโร (tirzepatide) และวีโกวี (semaglutide) ยาฉีดกลุ่ม GLP-1 รักษาโรคอ้วน ทำงานอย่างไร ลดน้ำหนักได้แค่ไหนจากการทดลองจริง สองตัวต่างกันตรงไหน ผลข้างเคียงและข้อควรระวังที่ต้องรู้ก่อนเริ่ม สรุปจากมุมหมอ
By Dr. Kim