prettytime
Lifting

เทอร์มาจได้ผลจริงไหม คลื่น RF กระตุ้นคอลลาเจนกระชับผิวได้แค่ไหน ผลข้างเคียงและความคงทน

By Dr. Kim2 min read

ยิ่งอายุมากขึ้น ผิวหน้ายิ่งหย่อนและหมดความกระชับ สาเหตุหลักมาจากคอลลาเจนในชั้นผิวหนังแท้ที่ค่อย ๆ ลดลงและหมดความยืดหยุ่นไปตามวัย แล้วถ้ามีวิธีกระตุ้นให้คอลลาเจนหดตัวและสร้างใหม่ได้โดยไม่ต้องผ่าตัด นั่นคือสิ่งที่เทอร์มาจทำได้ หัวใจสำคัญคือพลังงาน RF หรือคลื่นวิทยุความถี่สูง ซึ่งสามารถแทรกเข้าถึงชั้นผิวลึกได้ในขณะที่ผิวด้านนอกถูกทำให้เย็น ความร้อนที่ส่งตรงถึงชั้นผิวหนังแท้จะทำให้คอลลาเจนหดตัวทันที และกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ตามมาในช่วงหลายเดือนถัดไป ไม่มีเข็ม ไม่มีแผล ไม่ต้องพักฟื้นนาน ทำเสร็จกลับบ้านได้เลย

เทอร์มาจมีข้อมูลสะสมมายาวนานในวงการความงามทางการแพทย์ นับเป็นหนึ่งในเครื่อง RF ที่มีงานวิจัยรองรับมากที่สุดในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ไม่ได้ปรากฏทันที และยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิ่งที่เทอร์มาจทำได้และทำไม่ได้อยู่มากพอสมควร บทความนี้จะอธิบายกลไกการทำงาน หลักฐานทางคลินิก ความแตกต่างจากอัลเทอร่า และว่าใครเหมาะกับการทำเทอร์มาจบ้าง

หัวทำการ RF กดสัมผัสผิวหนังระหว่างทำหัตถการ

เทอร์มาจคืออะไรกันแน่

เทอร์มาจเป็นเครื่อง RF แบบโมโนโพลาร์ หัวทำการขนาดใหญ่วางสัมผัสบนผิวแล้วปล่อยพลังงาน RF เข้าสู่ผิวชั้นลึก ในขณะที่ระบบทำความเย็นปกป้องผิวชั้นนอกไว้ ความร้อนที่กระจายสม่ำเสมอนี้จะทำให้เส้นใยคอลลาเจนหดตัวทันที ให้ความรู้สึกกระชับขึ้นไม่นานหลังทำ พร้อมกันนั้น สัญญาณการบาดเจ็บเล็กน้อยจะกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ให้สร้างคอลลาเจนใหม่ต่อเนื่องอีกหลายเดือน คล้ายกับกระบวนการฟื้นฟูตัวเองของผิว ซึ่งให้ผล 2 ระลอกในครั้งเดียว ทั้งการหดตัวทันทีและการสร้างใหม่แบบค่อยเป็นค่อยไป

การที่ผิวชั้นนอกเย็นในขณะที่ชั้นลึกร้อนคือหัวใจของเทอร์มาจ ช่วยลดความเสี่ยงไหม้และยังสามารถส่งความร้อนถึงชั้นผิวหนังแท้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หัวทำการเป็นแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง กำหนดจำนวนชอตที่แน่นอนสำหรับแต่ละบริเวณ การกระจายพลังงานอย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งใบหน้าคือกุญแจสำคัญ ไม่ใช่การกดซ้ำในจุดเดิม เครื่องรุ่นใหม่มีการสั่นสะเทือนเล็กน้อยเมื่อหัวทำการสัมผัสผิวเพื่อช่วยลดความเจ็บปวด ทำให้รับมือได้ง่ายขึ้นมากเมื่อเทียบกับรุ่นเก่า

หัวทำการมีให้เลือกหลายขนาดตามบริเวณที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นใบหน้าทั้งหมด รอบดวงตา หน้าผาก เส้นกราม ไปจนถึงหน้าท้องและต้นแขนที่หย่อนคล้อย แต่ละบริเวณมีความหนาของผิวและรูปแบบการหย่อนที่ต่างกัน จึงต้องปรับระดับพลังงานและความลึกให้เหมาะสม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของผลลัพธ์

หลายคนนึกถึงเครื่อง RF นวดหน้าที่ใช้ที่บ้านเมื่อได้ยินชื่อ RF แต่ทั้งสองต่างกันโดยสิ้นเชิงทั้งพลังงานและความลึกที่เข้าถึง เครื่องใช้บ้านทำได้แค่อุ่นผิวชั้นนอกเบา ๆ ในขณะที่เทอร์มาจส่งความร้อนถึงชั้นผิวหนังแท้โดยตรงพร้อมปกป้องผิวชั้นนอกด้วย ข้อมูลด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยที่สะสมมายาวนานก็เป็นจุดแข็งอีกอย่างของเทอร์มาจ

ก่อนทำควรรู้ว่าจะรู้สึกอย่างไร เวลาหัวทำการสัมผัสผิวจะมีความร้อนผ่านมาสั้น ๆ แล้วตามด้วยความเย็นจากระบบระบายความร้อน สลับกันไปตลอดขั้นตอน รู้สึกแปล๊บร้อนแล้วเย็น วนซ้ำ พอคุ้นชินกับจังหวะมักทำได้สบายขึ้น หัวทำการจะเปลี่ยนขนาดตามบริเวณ ใช้หัวใหญ่บริเวณแก้มที่กว้าง และหัวเล็กสำหรับรอบดวงตา

เปรียบกับอัลเทอร่า เทอร์มาจทำงานต่างกันในเรื่องความลึก อัลเทอร่าใช้คลื่นอัลตราซาวนด์เจาะลึกถึงชั้น SMAS แบบจุดแม่นยำ ขณะที่เทอร์มาจให้ความร้อนกระจายทั่วชั้นผิวหนังแท้ในวงกว้างกว่า ต่างจากฟิลเลอร์ที่เติมปริมาตรเข้าไป เทอร์มาจไม่ได้ใส่สิ่งใดเข้าร่างกายแต่ใช้ความร้อนกระตุ้นให้ผิวกระชับด้วยตัวเอง ผลลัพธ์จึงค่อย ๆ ปรากฏหลังจากเดือนที่สองหรือสาม ไม่ใช่ทันทีหลังทำ และการเปลี่ยนแปลงนั้นนุ่มนวลกว่าการผ่าตัดยกหน้า ควรทราบความแตกต่างนี้ก่อนตัดสินใจ

การเปลี่ยนแปลงของคอลลาเจนในเนื้อเยื่อผิวหนัง 3 เดือนหลังทำเทอร์มาจ เทียบกับก่อนทำ คอลลาเจนใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 76% คอลลาเจนชนิดที่ 1 เพิ่มขึ้นประมาณ 23% และคอลลาเจนชนิดที่ 3 เพิ่มขึ้นประมาณ 21% จากการตรวจชิ้นเนื้อผู้ป่วย 6 ราย (El-Domyati et al., J Am Acad Dermatol 2011)
การเปลี่ยนแปลงของคอลลาเจนในเนื้อเยื่อผิวหนัง 3 เดือนหลังทำเทอร์มาจ เทียบกับก่อนทำ คอลลาเจนใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 76% คอลลาเจนชนิดที่ 1 เพิ่มขึ้นประมาณ 23% และคอลลาเจนชนิดที่ 3 เพิ่มขึ้นประมาณ 21% จากการตรวจชิ้นเนื้อผู้ป่วย 6 ราย (El-Domyati et al., J Am Acad Dermatol 2011)

เทอร์มาจกระตุ้นคอลลาเจนได้จริงไหม

กราฟด้านบนมาจากงานวิจัยที่ตรวจชิ้นเนื้อบริเวณที่ทำ 3 เดือนหลังจากนั้น ผลพบว่าคอลลาเจนที่สร้างใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 76% เมื่อเทียบกับก่อนทำ คอลลาเจนชนิดที่ 1 ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของผิวเพิ่มขึ้น 23% และคอลลาเจนชนิดที่ 3 ที่เกิดในระยะฟื้นฟูแรกเพิ่มขึ้น 21% แผนภูมิที่ทะลุเส้นฐานอย่างชัดเจนยืนยันได้ว่าความร้อน RF กระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนในผิวมนุษย์ได้จริง ไม่ใช่แค่คำโฆษณา

กลไกในระดับเซลล์ก็มีงานวิจัยรองรับ พบว่า RF กระตุ้นสัญญาณ p38 MAPK ในเซลล์ไฟโบรบลาสต์ เพิ่มการแสดงออกของยีนสังเคราะห์คอลลาเจน ความร้อนไม่ได้แค่อุ่นเนื้อเยื่อเฉย ๆ แต่ส่งสัญญาณให้ผิวเริ่มสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างจริงจัง คล้ายกับกระบวนการซ่อมแซมตัวเองที่ผิวทำเมื่อได้รับบาดแผลเล็กน้อย

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือการเพิ่มขึ้นของคอลลาเจนนี้ไม่ได้คงอยู่ถาวร เมื่ออายุมากขึ้น คอลลาเจนจะสลายเร็วกว่าที่ร่างกายสร้างได้ เทอร์มาจช่วยเปลี่ยนสมดุลนั้นชั่วคราว มองว่าเป็นการชะลอการเสื่อมและเติมฐานใหม่ให้ผิวจะตรงกว่าการบอกว่า "หมุนเวลากลับ" ผลลัพธ์จึงขึ้นอยู่กับการดูแลผิวและพฤติกรรมชีวิตประจำวันด้วย

ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละคน แม้ใช้พลังงานเดียวกัน ความหนาของผิวและสภาพคอลลาเจนที่ต่างกันทำให้บางคนเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน บางคนเห็นเพียงเล็กน้อย การประเมินสภาพผิวก่อนทำและตั้งความคาดหวังที่สมจริงจึงเป็นขั้นตอนที่ขาดไม่ได้

คอลลาเจนที่สร้างใหม่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด ระยะแรกจะเป็นคอลลาเจนชนิดที่ 3 ที่อ่อนนุ่มกว่า แล้วค่อย ๆ เจริญเติบโตเป็นชนิดที่ 1 ที่แน่นและแข็งแรงกว่าตามเวลา นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผลลัพธ์จึงชัดขึ้นในเดือนที่ 2-3 ไม่ใช่ทันทีหลังทำ

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเดียวกันพบว่าเส้นใยอีลาสตินกลับลดลง หมายความว่าเทอร์มาจเพิ่มคอลลาเจนได้ แต่ไม่ได้ฟื้นฟูอีลาสตินซึ่งให้ความยืดหยุ่น นี่คือข้อจำกัดที่ต้องพูดถึงตามความเป็นจริง นอกจากนี้งานวิจัยที่ใช้ตัวเลขเหล่านี้มีผู้เข้าร่วมเพียง 6 ราย จึงไม่ควรนำตัวเลขไปอ้างอิงในวงกว้างทางสถิติ แต่ทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่ได้จากการตรวจชิ้นเนื้อจริงนั้นสอดคล้องกับงานวิจัยอื่น ๆ

ความหนาแน่นของคอลลาเจนในชั้นผิวหนังแท้ยังคงสูงกว่าก่อนทำ 6 เดือนหลังทำเทอร์มาจ โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 5.0% ในชั้นผิวแท้ตอนบน และ 5.2% ในชั้นผิวแท้ตอนล่าง จากการตรวจชิ้นเนื้อผู้ป่วย 11 ราย (Suh et al., J Cosmet Dermatol 2020)
ความหนาแน่นของคอลลาเจนในชั้นผิวหนังแท้ยังคงสูงกว่าก่อนทำ 6 เดือนหลังทำเทอร์มาจ โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 5.0% ในชั้นผิวแท้ตอนบน และ 5.2% ในชั้นผิวแท้ตอนล่าง จากการตรวจชิ้นเนื้อผู้ป่วย 11 ราย (Suh et al., J Cosmet Dermatol 2020)

ผลเทอร์มาจอยู่นานแค่ไหน

จุดแข็งของเทอร์มาจคือคอลลาเจนที่สร้างขึ้นมาสามารถคงอยู่ได้ค่อนข้างนาน กราฟด้านบนมาจากงานวิจัยที่ตรวจชิ้นเนื้อซ้ำ 6 เดือนหลังทำ ผลพบว่าความหนาแน่นของคอลลาเจนยังคงสูงกว่าก่อนทำประมาณ 5.0% ในชั้นบนและ 5.2% ในชั้นล่าง ไม่ใช่การเพิ่มที่ชั่วคราวแล้วหายไป แต่คอลลาเจนยังคงอยู่ครบหลังผ่านไปครึ่งปี แม้ตัวเลขดูไม่มากนัก แต่คอลลาเจนที่เคยแต่ลดลงกลับเพิ่มและคงสภาพได้ นั่นมีความหมาย

ที่เป็นเช่นนี้เพราะการหดตัวและสร้างคอลลาเจนใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่อง 4-6 เดือนหลังทำ ผลลัพธ์จึงค่อย ๆ ชัดขึ้น และถึงจุดสูงสุดในเดือนที่ 2-3 ไม่ใช่ทันทีหลังทำ ดังนั้นถ้าทำแล้วหนึ่งสัปดาห์ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง ยังสรุปไม่ได้ว่าไม่ได้ผล

ทั่วไปมักบอกว่าผลคงอยู่ 1-2 ปี แต่ต้องพูดตรง ๆ ว่างานวิจัยขนาดใหญ่ที่ติดตามผลเกิน 1 ปีแบบวัดได้ชัดเจนยังมีไม่มากพอ การแก่ชราดำเนินต่อไปเสมอ ดังนั้นหากต้องการรักษาผลลัพธ์ไว้นาน ส่วนใหญ่ต้องพิจารณาทำซ้ำหลังจากผ่านไประยะหนึ่ง ควรมองว่าเป็นการดูแลต่อเนื่อง ไม่ใช่ผลถาวรจากการทำครั้งเดียว

ระยะเวลาที่ผลคงอยู่ขึ้นอยู่กับแต่ละคน คนอายุน้อยที่ดูแลผิวดีและหลีกเลี่ยงปัจจัยทำลายคอลลาเจนจะรักษาผลได้นานกว่า ส่วนคนที่โดนแสงแดดบ่อยหรือสูบบุหรี่ คอลลาเจนที่สร้างมาใหม่ก็จะสลายเร็วกว่า ดังนั้นการกันแดดสม่ำเสมอและดูแลชีวิตประจำวันควบคู่กันคือวิธีที่ได้ผลจริงในการรักษาผลลัพธ์ให้ยืนนาน การทำเทอร์มาจสร้างฐาน แต่การรักษาฐานนั้นขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์

ช่วงเวลาระหว่างการทำแต่ละครั้งจึงแตกต่างกัน บางคนทำปีละครั้ง บางคนห่างกว่านั้น ไม่ใช่ว่ายิ่งทำบ่อยยิ่งดี ควรให้เวลาคอลลาเจนสร้างตัวเต็มที่ก่อนพิจารณาทำรอบถัดไป การถ่ายรูปในสภาพแสงเดิมก่อนและหลังทำเพื่อเปรียบเทียบก็ช่วยประเมินผลได้ดี เพราะการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปมักถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริงเมื่อพึ่งความจำเพียงอย่างเดียว

ไทม์ไลน์คร่าว ๆ หลังทำ: ทันทีหลังทำจะรู้สึกกระชับขึ้นเล็กน้อยจากการหดตัวของคอลลาเจนทันที จากนั้น 1-2 สัปดาห์แรกอาจเงียบไม่มีการเปลี่ยนแปลงชัดเจน หลังจากนั้นคอลลาเจนเริ่มสร้างตัว และผลลัพธ์จะชัดสุดในเดือนที่ 2-3 การรู้ไทม์ไลน์นี้จะช่วยป้องกันการตีความผิดว่าไม่ได้ผลในช่วงเงียบ

การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ริ้วรอยรอบดวงตาหลังทำเทอร์มาจ จากเฉลี่ย 95.1 ตร.มม. ก่อนทำ ลดเหลือ 80.6 ตร.มม. หลังทำ 1 เดือน คิดเป็นการลดลงประมาณ 15% ศึกษาในผู้ป่วย 66 ราย (Han et al., Ann Dermatol 2018)
การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ริ้วรอยรอบดวงตาหลังทำเทอร์มาจ จากเฉลี่ย 95.1 ตร.มม. ก่อนทำ ลดเหลือ 80.6 ตร.มม. หลังทำ 1 เดือน คิดเป็นการลดลงประมาณ 15% ศึกษาในผู้ป่วย 66 ราย (Han et al., Ann Dermatol 2018)

บริเวณรอบดวงตาทำได้ไหม

เทอร์มาจใช้ได้กับบริเวณที่ผิวบางและละเอียดอ่อน เช่น รอบดวงตาได้ด้วย กราฟด้านบนมาจากงานวิจัยที่วัดพื้นที่ริ้วรอยรอบตาหลังทำครั้งเดียว ผลพบว่าจากเฉลี่ย 95.1 ตร.มม. ก่อนทำ ลดเหลือ 80.6 ตร.มม. หลังทำ 1 เดือน หรือลดลงประมาณ 15% ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่วัดได้จากการทำเพียงครั้งเดียว

ที่น่าสนใจคือใครเห็นผลชัดที่สุด จากงานวิจัยเดียวกันพบว่าผู้ที่มีริ้วรอยลึกกว่าและอายุ 55 ปีขึ้นไปเห็นการปรับปรุงชัดเจนกว่า ส่วนคนที่ผิวค่อนข้างตึงหรืออายุน้อยกว่าเห็นการเปลี่ยนแปลงน้อยกว่า ซึ่งสอดคล้องกับหลักการที่ว่าผิวที่หย่อนกว่ามีพื้นที่ให้กระชับได้มากกว่า ในทางกลับกัน การทำเพื่อป้องกันในคนที่ยังไม่มีริ้วรอยอาจไม่เห็นผลชัดเจนพอ

ในงานวิจัยนี้ส่วนใหญ่ทนได้โดยไม่ต้องใช้ยาชา และมีเพียงรอยแดงเล็กน้อยที่หายไปภายในหนึ่งหรือสองวัน บริเวณรอบตาเหมาะสำหรับผู้ที่กังวลเรื่องหนังตาหนักหรือหย่อน และริ้วรอยมุมตาหรือใต้ตา

หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับหน้าผาก แก้ม และเส้นกรามที่เริ่มหย่อน สิ่งสำคัญในการทำครั้งเดียวคือต้องส่งพลังงานให้เพียงพอและสม่ำเสมอ น้อยเกินไปผลไม่ชัด มากเกินไปในจุดเดิมเพิ่มความเสี่ยงผลข้างเคียง ดังนั้นทักษะและประสบการณ์ของผู้ทำมีผลต่อผลลัพธ์มาก โดยเฉพาะบริเวณรอบตาที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูง

ผลลัพธ์ที่คาดหวังก็ต่างกันตามบริเวณ รอบตาเน้นลดริ้วรอยและหนังตาหย่อน แก้มเน้นรูขุมขนและความยืดหยุ่น เส้นกรามเน้นความชัดเจนของโครงหน้า ควรโฟกัสพลังงานที่บริเวณที่กังวลมากที่สุด การกระจายบาง ๆ ทั่วทุกจุดมักให้ผลไม่ชัดในบริเวณใดบริเวณหนึ่งเลย สำหรับหน้าท้องหรือต้นแขน ต้องการพลังงานและเวลามากกว่าเนื่องจากพื้นที่กว้างกว่า

สำหรับบริเวณรอบตาจะใช้อุปกรณ์ป้องกันดวงตาและปรับพลังงานให้เหมาะสมกับผิวบาง แม้ต้องระมัดระวัง แต่บริเวณนี้มักให้ความพึงพอใจสูง เพราะแค่การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยก็ทำให้ใบหน้าดูสดชื่นและตื่นตัวขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม หากหนังตาหย่อนมากจนบังสายตา เทอร์มาจเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอและต้องพิจารณาวิธีอื่นร่วมด้วย

ภาพระหว่างการทำเทอร์มาจ

ใครเหมาะกับเทอร์มาจ

เทอร์มาจเหมาะกับผู้ที่ผิวเริ่มหย่อนและหมดความยืดหยุ่นเล็กน้อยแต่ยังไม่ถึงจุดที่ต้องผ่าตัด โดยเฉพาะผู้ที่กังวลเรื่องโครงหน้าที่เริ่มเลือนรางในระยะแรก รูขุมขนขยาย หรือต้องการกระชับผิวโดยไม่มีแผล การไม่ต้องพักฟื้นนานเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากสำหรับคนที่ชีวิตยุ่ง ผิวที่มีการหย่อนในระดับหนึ่งมักเห็นผลชัดกว่าผิวที่ยังตึงอยู่

ในทางกลับกัน มีกรณีที่ไม่เหมาะเช่นกัน หากผิวและชั้น SMAS หย่อนมากและต้องการ lifting ระดับลึก อัลเทอร่าหรือการผ่าตัดอาจเหมาะกว่า หากต้องการเติมแก้มหรือปรับโครงหน้าให้ได้ V-shape ชัดขึ้น ฟิลเลอร์ตอบโจทย์ได้ดีกว่า ต้องเข้าใจให้ชัดว่าเทอร์มาจไม่ได้ดึงผิวส่วนเกินออกแล้วตัดทิ้ง แต่ใช้ความร้อนกระตุ้นให้ผิวหนังแท้กระชับขึ้น ซึ่งต่างจากการผ่าตัดยกหน้าโดยสิ้นเชิง มองว่าเป็นการชะลอการหย่อนและเสริมความแข็งแรงให้ฐานผิวจะตรงกว่าการคาดหวังว่าหน้าจะเปลี่ยนทันตา

ด้านช่วงอายุ ช่วง 35-50 ปีที่ผิวยังมีความยืดหยุ่นพอสมควรมักได้รับความพึงพอใจสูง เพราะยังมีพื้นที่ให้กระชับได้อีก ส่วนผู้ที่ผิวหย่อนมากแล้วควรตั้งความคาดหวังให้สมเหตุสมผล

การประเมินความรุนแรงของการหย่อนก่อนทำจึงสำคัญมาก บางรายทำอัลเทอร่าก่อนเพื่อจัดการการหย่อนลึก แล้วตามด้วยเทอร์มาจเพื่อปรับพื้นผิวและความยืดหยุ่น ไม่มีตัวเลือกใดดีกว่าอีกตัวเลือกในทุกกรณี ขึ้นอยู่กับว่าปัญหาหลักของแต่ละคนคือการหย่อนลึกหรือความยืดหยุ่นของผิวชั้นบน

เรื่องการทำร่วมกับการรักษาอื่นก็เป็นคำถามที่พบบ่อย หากคิดจะทำโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ร่วมด้วย มักแนะนำให้ทำเทอร์มาจก่อนหรือเว้นระยะห่าง การทำหลายอย่างในวันเดียวไม่ได้ดีกว่าเสมอ และควรให้ผิวฟื้นตัวก่อน ลำดับก่อนหลังขึ้นอยู่กับว่าปัญหาหลักคือการหย่อน ปริมาตร หรือริ้วรอย การผสมผสานแต่ละวิธีที่ทำได้ดีในแบบของตัวเองมักให้ผลดีกว่าการพึ่งพาวิธีเดียว

สุดท้าย ทัศนคติก็สำคัญไม่แพ้ผลลัพธ์ เทอร์มาจไม่ใช่การรักษาครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผิวต่อเนื่อง ถ้าคาดหวังผลใหญ่โตจากการทำครั้งเดียวอาจผิดหวัง แต่ถ้ามองว่าเป็นการชะลอการหย่อนและเสริมฐานผิวให้แข็งแรง ความพึงพอใจจะสูงขึ้นมาก เทอร์มาจเหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ ไม่โอ้อวด

เครื่องเทอร์มาจ RF

ขั้นตอนการทำและสิ่งที่ต้องระวัง

การทำเทอร์มาจเริ่มด้วยการทาเจลเย็นบนใบหน้าแล้วนำหัวทำการกดสัมผัสผิวเพื่อส่งพลังงานตามจำนวนชอตที่กำหนด ต้องกระจายพลังงานให้สม่ำเสมอทั่วบริเวณ ไม่ใช่กดซ้ำในจุดเดิม ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำ และกลับบ้านได้ทันทีโดยไม่ต้องพักฟื้น หลังทำอาจรู้สึกกระชับขึ้นเล็กน้อยจากการหดตัวของคอลลาเจนทันที ส่วนการเปลี่ยนแปลงเต็มที่จะค่อย ๆ ปรากฏในช่วงหลายเดือนถัดไป

อาการเจ็บปวดระหว่างทำจะรู้สึกเป็นความร้อนแปล๊บ ๆ ซึ่งแต่ละคนทนได้ต่างกัน แต่เครื่องรุ่นใหม่ที่มีการสั่นสะเทือนและระบบระบายความร้อนทำให้ส่วนใหญ่ทนได้สบาย หลังทำอาจมีรอยแดงหรือบวมชั่วคราวซึ่งหายใน 2-3 วัน บางรายอาจมีรอยไหม้เล็กน้อยหรือสีผิวเปลี่ยนชั่วคราวได้แต่พบน้อยมาก หลังทำควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ร้อน เช่น ซาวน่าหรือออกกำลังกายหนักใน 1-2 วันแรก และกันแดดสม่ำเสมอเพื่อรักษาผลลัพธ์

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือลักษณะของพลังงาน RF ที่ใช้ ผู้ที่มีอุปกรณ์ไฟฟ้าในร่างกาย เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ หรือมีโลหะฝังในบริเวณที่จะทำ ต้องแจ้งแพทย์ก่อนทำเสมอ ห้ามทำในระหว่างตั้งครรภ์หรือมีการอักเสบ ติดเชื้อในบริเวณที่จะทำ การแจ้งประวัติสุขภาพให้ครบถ้วนก่อนทำเป็นขั้นตอนแรกของความปลอดภัย

เรื่องค่าใช้จ่ายและจำนวนครั้งก็ควรทราบล่วงหน้า ปกติทำครั้งเดียว แต่อาจพิจารณาทำซ้ำขึ้นอยู่กับบริเวณและเป้าหมาย เนื่องจากผลลัพธ์ค่อย ๆ ปรากฏ ควรรอดูผลอย่างน้อย 2-3 เดือนก่อนประเมิน การปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดเกี่ยวกับความคาดหวัง แผนการทำ และจำนวนครั้ง จะช่วยลดความผิดหวังในภายหลัง ที่สำคัญ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้ทำเป็นอย่างมาก แม้ใช้เครื่องเดียวกัน ดังนั้นควรเลือกสถานพยาบาลที่มีประสบการณ์และอธิบายได้ชัดเจน

ก่อนทำไม่จำเป็นต้องเตรียมพิเศษมาก แต่ควรหลีกเลี่ยงการขัดผิวแรง ๆ หรือทำหัตถการที่กระตุ้นผิวใน 2-3 วันก่อน หลังทำบำรุงความชุ่มชื้นและกันแดดสม่ำเสมอ งดสกินแคร์ที่刺激ผิวชั่วคราวในระหว่างที่ผิวยังแดงอยู่ การดูแลเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ช่วยรักษาและยืดอายุผลลัพธ์ได้

ท้ายที่สุด การตั้งค่าพลังงานและทักษะของผู้ทำมีผลต่อทั้งความปลอดภัยและผลลัพธ์อย่างมาก น้อยเกินไปได้ผลน้อย มากเกินไปเพิ่มความเสี่ยง ดังนั้นควรเลือกสถานพยาบาลที่เข้าใจทั้งประสิทธิภาพและข้อจำกัดของเทอร์มาจ และสามารถประเมินสภาพผิวของแต่ละคนได้อย่างถูกต้องก่อนเริ่มทำ

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Lifting

อัลเธอร่า HIFU ผลลัพธ์และผลข้างเคียง คลื่นอัลตราซาวด์โฟกัสยกชั้น SMAS ลึกได้อย่างไร และผลอยู่ได้นานแค่ไหน

คลื่นอัลตราซาวด์โฟกัสของอัลเธอร่าเข้าถึงชั้น SMAS ลึกใต้ผิวได้อย่างไร ต่างจากเทอร์มาจอย่างไร งานวิจัยทางคลินิกเรื่องการยกคิ้ว ปรับคอและเส้นกรามให้ชัดขึ้น ใครเหมาะกับการทำ เห็นผลเมื่อไหร่ และผลข้างเคียงมีอะไรบ้าง สรุปในมุมมองของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

By Dr. Lee

Skincare

ริจูราน PDRN คืออะไร ฉีดแล้วได้ผลจริงไหม ใครเหมาะและต้องรู้อะไรบ้างก่อนตัดสินใจ

PDRN จากดีเอ็นเอแซลมอนกระตุ้นคอลลาเจนและหลอดเลือดฝอยในผิวอย่างไร มีหลักฐานทางคลินิกรองรับแค่ไหน ใครเหมาะกับการฉีดริจูราน และต้องระวังอะไรบ้าง รวบรวมจากมุมมองทางการแพทย์

By Dr. Kim

Diet

มาวน์จาโรกับวีโกวี ต่างกันอย่างไร ยาฉีด GLP-1 กดความอยากอาหารได้อย่างไร และหยุดยาแล้วเป็นอย่างไร

มาวน์จาโร (tirzepatide) และวีโกวี (semaglutide) ยาฉีดกลุ่ม GLP-1 รักษาโรคอ้วน ทำงานอย่างไร ลดน้ำหนักได้แค่ไหนจากการทดลองจริง สองตัวต่างกันตรงไหน ผลข้างเคียงและข้อควรระวังที่ต้องรู้ก่อนเริ่ม สรุปจากมุมหมอ

By Dr. Kim

Back to articles