prettytime
Pigment

ทำไมรอยสักเก่าถึงลบด้วยเลเซอร์ไม่หมดในครั้งเดียว แล้วทำไมแต่ละสีถึงตอบสนองไม่เท่ากัน?

By Dr. Kim1 min read

หลายคนไปคลินิกเพื่อลบรอยสักที่สักไว้ตั้งแต่ 10 ปีก่อน แล้วต้องแปลกใจเมื่อได้ยินว่าต้องแบ่งทำ 6 ถึง 10 ครั้ง ไม่ใช่ยิงเลเซอร์ครั้งเดียวแล้วจบ เพราะคิดว่าแค่ยิงแสงลงไป รอยสักก็น่าจะหายไปทันที แต่ในความเป็นจริงไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

หมึกสักไม่ได้แค่เคลือบอยู่บนผิว แต่ฝังตัวแน่นอยู่ทั้งในและนอกเซลล์ผิวหนัง ด้วยเหตุนี้ การลบรอยสักจึงไม่ใช่การรักษาครั้งเดียวจบ แต่เป็นกระบวนการที่กินเวลา 6 เดือนถึง 2 ปี ซึ่งเลเซอร์จะค่อยๆ สลายเม็ดสีให้แตกเป็นชิ้นเล็ก แล้วร่างกายค่อยๆ กำจัดเศษเหล่านั้นออกไปทีละนิด บทความนี้จะไล่เรียงเหตุผลเบื้องหลังทั้งหมด รวมถึงสาเหตุที่แต่ละสีให้ผลลัพธ์ไม่เท่ากัน

หมึกสักฝังตัวอยู่ในผิวแบบไหน?

ตอนสักลาย เข็มจะแทงเม็ดสีให้ลึกลงไปถึงชั้นหนังแท้ ซึ่งอยู่ใต้ชั้นหนังกำพร้าที่เป็นผิวชั้นนอกสุด หนังแท้เป็นชั้นหนาที่มีทั้งเส้นเลือดและเส้นประสาทวิ่งผ่าน

เม็ดสีที่ฝังลึกขนาดนี้ส่วนใหญ่มีขนาดใหญ่เกินกว่าที่ร่างกายจะกำจัดเองได้ ผิวหนังจึงแก้ปัญหาด้วยการเก็บสิ่งแปลกปลอมนี้ไว้ในเซลล์ภูมิคุ้มกันที่เรียกว่าแมโครฟาจ (macrophage) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนรถขยะที่คอยกลืนกินสิ่งแปลกปลอมในร่างกายแล้วย่อยทิ้ง แต่เม็ดสีสักมีขนาดใหญ่เกินไป แมโครฟาจจึงกลืนเข้าไปได้ แต่ย่อยสลายไม่หมด ผลก็คือเม็ดสียังคงติดค้างอยู่ในตัวแมโครฟาจ และฝังอยู่ในชั้นหนังแท้ต่อไปเป็นเวลานาน นี่คือเหตุผลที่รอยสักไม่จางแม้ผ่านไปแล้ว 10 ปี หรือ 20 ปี

เลเซอร์สลายเม็ดสีสักด้วยหลักการอะไร?

เลเซอร์ที่ใช้ลบรอยสักจะปล่อยพลังงานแสงความเข้มสูงลงบนเม็ดสีในเวลาสั้นมาก มักวัดเป็นหน่วยนาโนวินาที ซึ่งเท่ากับ 1 ในพันล้านวินาที นั่นหมายความว่าพลังงานถูกยิงลงไปในเสี้ยววินาทีที่รวดเร็วมาก

เมื่อเม็ดสีดูดซับแสงนี้เข้าไป อุณหภูมิภายในจะพุ่งสูงขึ้นในชั่วพริบตา เมื่อก้อนเม็ดสีร้อนขึ้นอย่างฉับพลันจนขยายตัวไม่ทัน มันจะแตกตัวออกเป็นชิ้นเล็ก กระบวนการนี้เกิดขึ้นกับเม็ดสีโดยตรง ผลลัพธ์คือก้อนเม็ดสีขนาดใหญ่แต่เดิมจะแตกเป็นเศษเล็กที่แมโครฟาจสามารถจัดการต่อได้

ประเด็นสำคัญคือความร้อนนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นมากเพียงจุดเดียว จึงไม่มีเวลาแผ่กระจายไปยังผิวหนังปกติรอบข้าง ทำให้สามารถทำลายเฉพาะเม็ดสีได้อย่างเจาะจง โดยลดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อโดยรอบให้น้อยที่สุด หลายคนสังเกตเห็นว่าหลังยิงเลเซอร์เสร็จ ผิวบริเวณนั้นจะขาวขึ้นทันที นั่นเป็นปรากฏการณ์ชั่วคราวที่เกิดจากเม็ดสีที่แตกออกและฟองแก๊สเล็กๆ ที่เกิดขึ้นรอบๆ ไปกระเจิงแสง

เศษเม็ดสีที่แตกแล้วหายไปไหนในร่างกาย?

เศษเม็ดสีที่เลเซอร์สลายให้แตกเป็นชิ้นเล็กจะไม่หายไปทันทีตรงจุดนั้น แต่แมโครฟาจจะเข้ามากลืนเศษเหล่านี้อีกครั้ง แล้วบางส่วนจะถูกลำเลียงผ่านทางท่อน้ำเหลืองออกจากผิว หรือพูดให้ชัดคือเคลื่อนไปยังต่อมน้ำเหลืองอย่างช้าๆ ให้นึกภาพท่อน้ำเหลืองเหมือนเส้นทางลำเลียงของเสียและเซลล์ภูมิคุ้มกันในร่างกาย

กระบวนการทำความสะอาดนี้ใช้เวลา สีไม่ได้จางลงทันทีหลังทำ แต่จะค่อยๆ จางลงตลอด 4 ถึง 8 สัปดาห์ ขณะที่แมโครฟาจทยอยขนเศษเม็ดสีออกไปทีละชิ้น ด้วยเหตุนี้คลินิกจึงมักแนะนำให้เว้นระยะห่างระหว่างครั้งอย่างน้อย 4 ถึง 8 สัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายมีเวลาเก็บกวาดเศษเม็ดสีจากครั้งก่อนให้เรียบร้อยก่อน หากรีบยิงเลเซอร์ซ้ำในขณะที่ยังมีเศษเม็ดสีค้างอยู่ อาจกลายเป็นการเพิ่มการระคายเคืองในบริเวณที่ยังทำความสะอาดไม่เสร็จเท่านั้น

ทำไมแต่ละสีตอบสนองต่อเลเซอร์ไม่เท่ากัน?

แสงเลเซอร์แต่ละความยาวคลื่นถูกดูดซับโดยแต่ละสีในระดับที่ต่างกัน เม็ดสีที่ดูดซับความยาวคลื่นนั้นได้ดีจะแตกตัวง่าย ในทางกลับกัน ถ้าดูดซับได้ไม่ดี เม็ดสีจะได้รับพลังงานความร้อนไม่พอและแตกยาก

สีดำและสีน้ำเงินเข้มมักดูดซับแสงได้ในช่วงความยาวคลื่นที่กว้าง จึงตอบสนองต่อเลเซอร์หลายความยาวคลื่นได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ ด้วยเหตุนี้รอยสักสีดำจึงมักจางเร็วกว่าสีอื่น

ในทางตรงกันข้าม สีเขียว สีเหลือง และสีแดงสว่าง มักดูดซับแสงได้เฉพาะในช่วงความยาวคลื่นแคบและเลือกมาก สีเหล่านี้จะตอบสนองก็ต่อเมื่อใช้เลเซอร์ที่มีความยาวคลื่นตรงกันเท่านั้น หากไม่ตรงพอดี พลังงานจะส่งไปไม่ถึง และเม็ดสีจะไม่แตก ด้วยเหตุนี้รอยสักที่มีหลายสีจึงมักต้องเลือกใช้เลเซอร์คนละความยาวคลื่นสำหรับแต่ละสี และบริเวณที่มีสีเขียวหรือสีเหลืองผสมอยู่มักจางช้ากว่าสีอื่นเป็นเรื่องปกติ

ทำไมรอยสักเก่า 10 ปี หรือ 20 ปี ถึงลบง่ายกว่ารอยสักใหม่?

เวลาให้คำปรึกษาเรื่องลบรอยสัก มักพบว่ารอยสักที่สักมา 10 ปี หรือ 20 ปี กลับจางง่ายกว่ารอยสักที่เพิ่งสักไม่นาน ฟังดูแล้วน่าจะขัดกับสามัญสำนึกที่ว่ายิ่งเก่ายิ่งฝังแน่น แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม

เหตุผลคือร่างกายไม่ได้อยู่นิ่งตลอดช่วงเวลานั้น แมโครฟาจที่กลืนเม็ดสีไว้จะค่อยๆ เคลื่อนที่หรือหมดอายุขัยแล้วถูกแทนที่ด้วยแมโครฟาจตัวใหม่อยู่เรื่อยๆ ระหว่างทางนี้ ก้อนเม็ดสีที่เดิมจับตัวกันแน่นจะค่อยๆ กระจายตัวออก แสงแดดและการเผาผลาญของผิวหนังก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงพื้นผิวของเม็ดสีตลอด 5 ถึง 10 ปี ผลก็คือรอยสักเก่ามักมีก้อนเม็ดสีที่หลวมกว่ารอยสักใหม่ และแตกตัวง่ายกว่าเมื่อได้รับความร้อนจากเลเซอร์

ตรงกันข้าม รอยสักที่เพิ่งสักไม่นานยังมีเม็ดสีจับตัวกันแน่นและแข็งแรงอยู่ แม้จะตอบสนองต่อเลเซอร์ได้ แต่ก้อนเม็ดสีต้องใช้เวลานานกว่าจะแตกจนหมด บางคลินิกจึงอธิบายว่ารอยสักที่คิดมานานแล้วค่อยสัก อาจกลับลบได้ง่ายกว่าในภายหลัง

ทำไมลบไม่หมดในครั้งเดียว ต้องแบ่งทำ 6 ถึง 10 ครั้ง?

สาเหตุที่เม็ดสีลบไม่หมดในครั้งเดียวมาจากหลายปัจจัยที่ซ้อนทับกันอยู่ ดังนี้

  • ความหนาแน่นของเม็ดสีสูง: รอยสักที่มีหมึกเข้มและแน่นมาก ยากที่จะสลายเม็ดสีทั้งหมดได้ในครั้งเดียว เม็ดสีที่เหลืออยู่ในชั้นลึกต้องรอยิงซ้ำในครั้งถัดไป
  • ความลึกของเม็ดสีไม่เท่ากัน: ถ้าตอนสักเข็มแทงลึกไม่สม่ำเสมอ เม็ดสีจะกระจายอยู่หลายชั้นในหนังแท้ ชั้นตื้นจะตอบสนองก่อน ส่วนชั้นลึกจะค่อยปรากฏชัดขึ้นภายหลัง
  • เวลาที่แมโครฟาจใช้กำจัดเศษเม็ดสี: ตามที่อธิบายไปแล้วว่าความเร็วของการกำจัดมีขีดจำกัด หากเศษเม็ดสีจากครั้งก่อนยังกำจัดไม่หมด ร่างกายจะรับมือกับเศษใหม่ที่เพิ่งแตกได้ยากขึ้น
  • มีหลายสีผสมกัน: แต่ละสีตอบสนองต่อความยาวคลื่นต่างกัน จึงยากที่จะสลายทุกสีให้ได้ผลสูงสุดในครั้งเดียว ต้องแบ่งลำดับเข้าหาทีละสี
  • เป็นรอยสักที่สักทับ (cover-up): ถ้าเคยสักใหม่ทับรอยสักเก่าเพื่อกลบ เท่ากับมีชั้นเม็ดสีซ้อนกันสองชั้น เนื่องจากชั้นบนจะตอบสนองก่อนตามลำดับ การลบเม็ดสีในชั้นล่างให้หมดจึงต้องใช้จำนวนครั้งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ การลบรอยสักโดยทั่วไปจึงต้องทำ 6 ถึง 10 ครั้งขึ้นไป และอาจมากกว่านั้นตามขนาดและจำนวนสีของรอยสัก ยิ่งรอยสักเก่า สีเข้ม หรือสักด้วยอุปกรณ์มืออาชีพที่ฝังเม็ดสีได้ประณีตและลึกมากเท่าไร ก็มีแนวโน้มที่จะต้องใช้จำนวนครั้งมากขึ้นตามไปด้วย

ทำไมบริเวณที่เลือดไหลเวียนช้าอย่างนิ้วมือหรือข้อเท้าถึงใช้เวลานานเป็นพิเศษ?

เวลาให้คำปรึกษาเรื่องลบรอยสัก มักได้ยินว่ารอยสักบริเวณลำตัวหรือต้นแขนจางง่าย แต่บริเวณนิ้วมือ ข้อเท้า หรือหน้าแข้งกลับจางช้าเป็นพิเศษ

เหตุผลเกี่ยวข้องกับกระบวนการกำจัดเศษเม็ดสีที่กล่าวไปก่อนหน้า นั่นคือความเร็วที่แมโครฟาจลำเลียงเศษเม็ดสีผ่านท่อน้ำเหลือง บริเวณปลายมือปลายเท้าอยู่ห่างจากหัวใจ เส้นเลือดและท่อน้ำเหลืองที่ผ่านบริเวณนั้นก็มักเล็กและไม่หนาแน่นเท่าบริเวณอื่น เปรียบได้กับการรดน้ำแล้วมุมที่ไกลจากท่อระบายน้ำก็จะระบายช้ากว่า

ด้วยเหตุนี้ แม้ยิงเลเซอร์ในจำนวนครั้งและความแรงเท่ากัน รอยสักบริเวณนิ้วมือและข้อเท้าก็มักจางช้ากว่าบริเวณลำตัว และต้องใช้จำนวนครั้งมากขึ้นกว่าจะลบหมด บางคนบอกว่าการยืดเหยียดเบาๆ หรือเดินเพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ก็อาจช่วยให้เม็ดสีถูกกำจัดออกได้เร็วขึ้น

หลังลบรอยสักต้องระวังอะไรในการดูแลผิว?

หลังยิงเลเซอร์เสร็จใหม่ๆ ผิวจะแดงและบวมชั่วคราว อาจเกิดตุ่มน้ำหรือสะเก็ดแผลได้ ในช่วงนี้ถ้าฝืนแกะสะเก็ดออก จะเสี่ยงดึงเอาทั้งเม็ดสีที่ยังฝังอยู่และผิวใหม่ที่กำลังงอกออกมาด้วย ซึ่งอาจกลายเป็นรอยแผลเป็นถาวรได้

การป้องกันแสงแดดก็สำคัญไม่แพ้กัน ผิวบริเวณที่ทำจะไวต่อการระคายเคืองมากเป็นพิเศษ หากโดนแสงแดดอาจเกิดภาวะเม็ดสีเข้มขึ้น หรือที่เรียกว่าจุดด่างดำ ซึ่งเป็นการที่ผิวสร้างเมลานินมากขึ้นเพื่อป้องกันตัวเอง ทำให้กลายเป็นรอยสีน้ำตาลหรือเข้มกว่าเดิมได้ ด้วยเหตุนี้จึงแนะนำให้ปกป้องบริเวณที่ทำด้วยเสื้อผ้าหรือครีมกันแดดในช่วงระหว่างการทำแต่ละครั้ง

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าความเสี่ยงของภาวะเม็ดสีเข้มขึ้นนี้แตกต่างกันไปตามชนิดผิว ผู้ที่มีสีผิวเข้มโดยธรรมชาติมักมีแนวโน้มที่จะเกิดปฏิกิริยาเม็ดสีตอบสนองต่อการกระตุ้นของเลเซอร์ได้มากกว่า ในกรณีนี้จึงควรใช้พลังงานที่อนุรักษ์นิยมกว่า และเว้นระยะห่างระหว่างครั้งให้นานขึ้นเพื่อความปลอดภัย

References

Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Lifting

เทอร์มาจให้ความร้อนแก่ผิวหนังแท้จนคอลลาเจนหดตัวแล้วค่อยๆ งอกใหม่ได้อย่างไร ทำไมผลถึงอยู่ได้นาน

เทอร์มาจใช้คลื่นวิทยุแบบโมโนโพลาร์ให้ความร้อนแก่ชั้นผิวหนังแท้ ทำให้คอลลาเจนหดตัวทันที ก่อนจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาในช่วง 2 ถึง 6 เดือนถัดไป บทความนี้อธิบายหลักการสองขั้นตอนนี้ด้วยการเปรียบเทียบที่เข้าใจง่าย พร้อมไขข้อสงสัยว่าทำไมความร้อนถึงเจาะจงลงไปที่ผิวหนังแท้โดยไม่ทำร้ายผิวชั้นนอก

By Dr. Kim

Pigment

หลักการเลเซอร์โทนนิ่ง Q-switched ยิงพลังงานอ่อนหลายครั้งเพื่อสลายเม็ดสี และข้อควรระวังจุดขาว

อธิบายเหตุผลที่เลเซอร์โทนนิ่งเลือกยิงพลังงานอ่อนหลายครั้งแทนการยิงแรงเพียงครั้งเดียว พร้อมหลักการสลายเม็ดสีที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังวิธีนี้ และครอบคลุมถึงกระบวนการที่การทำเกินขนาดอาจนำไปสู่ผลข้างเคียงอย่างจุดขาว ไปจนถึงวิธีจัดระยะการทำแต่ละครั้งอย่างปลอดภัย

By Dr. Lee

Lifting

หลักการที่ RF โมโนโพลาร์ของ Oligio ให้ความร้อนลึกโดยลดความเจ็บ พร้อมจำนวนครั้งที่ต้องทำและระยะเวลาที่ผลอยู่ได้

อธิบายง่าย ๆ ว่า RF โมโนโพลาร์ของ Oligio ส่งความร้อนลงไปถึงชั้นหนังแท้ลึก ๆ ได้อย่างไร โดยที่ยังควบคุมอุณหภูมิแบบเรียลไทม์เพื่อลดความเจ็บ พร้อมอธิบายว่าทำไมคอลลาเจนถึงหดตัวทันที และค่อย ๆ สร้างใหม่ขึ้นมาได้อย่างไร รวมถึงเหตุผลที่ต้องทำ 2 ถึง 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 4 ถึง 6 สัปดาห์ ไม่ใช่ทำครั้งเดียว ผลถึงจะสะสมเต็มที่

By Dr. Kim

Back to articles