ทำเลเซอร์โทนนิ่งแล้วไม่จางเลย จุดด่างดำแบบนี้ต้องยิงเลเซอร์กี่ครั้งถึงจะหายสนิท?
By Dr. Kim2 min read

หลายคนพอส่องกระจกแล้วเจอจุดสีน้ำตาลเข้มขึ้นที่โหนกแก้มหรือหน้าผาก มักคิดว่าเป็นฝ้าแล้วรีบไปหาครีมไวท์เทนนิ่งหรือเลเซอร์โทนนิ่งมาใช้ก่อนเลย แต่บางจุดถึงจะทำต่อเนื่องกันนาน 3 ถึง 6 เดือนก็ยังไม่ยอมจางลงเลยสักนิด จุดแบบนี้อาจไม่ใช่ฝ้า แต่เป็นจุดด่างดำจากแดด หรือในทางการแพทย์เรียกว่า solar lentigo
ฝ้ากับจุดด่างดำมองผิวเผินดูคล้ายกันเพราะเป็นสีน้ำตาลเหมือนกัน แต่จริง ๆ แล้ววิธีที่เม็ดสีสะสมตัวอยู่ในผิวนั้นแตกต่างกันมาก จึงเป็นเหตุผลที่โทนนิ่งแบบอ่อน ๆ ซึ่งเหมาะกับฝ้า มักไม่ค่อยได้ผลกับจุดด่างดำ แต่พอเปลี่ยนไปใช้เลเซอร์กำลังแรงกลับพบว่าหลายรายจางลงเห็นผลชัดเจนตั้งแต่ 1 ถึง 2 ครั้งเท่านั้น บทความนี้จะพาไล่เรียงว่าทำไมถึงต่างกันขนาดนี้ เลเซอร์ทำลายเม็ดสีด้วยหลักการอะไรกันแน่ และหลังทำหัตถการแล้วต้องระวังอะไรบ้าง
จุดด่างดำจากแดดคือเม็ดสีแบบไหนกันแน่?
จุดด่างดำเกิดจากผิวที่รับแสงแดดสะสมมานาน กลายเป็นจุดสีน้ำตาลที่ทางการแพทย์เรียกว่า solar lentigo หรือ actinic lentigo ต่างจากฝ้าตรงที่ขอบเขตค่อนข้างชัดเจน และขนาดมักเล็กพอ ๆ กับเล็บมือหรือเล็กกว่านั้น มักอยู่รวมกันเป็นจุดเดียวโดด ๆ
วิธีที่เม็ดสีก่อตัวก็ต่างกันด้วย ฝ้าเกิดจากเมลานินที่กระจายตัวสม่ำเสมออยู่ทั่วชั้นหนังกำพร้า จึงมองเห็นเป็นปื้นสีจาง ๆ กระจายเป็นวงกว้าง ในขณะที่จุดด่างดำเกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสี (melanocyte) ที่เพิ่มจำนวนขึ้นเฉพาะจุดใดจุดหนึ่ง ทำให้เม็ดสีอัดแน่นเข้มข้นอยู่ในบริเวณแคบ ๆ ลองนึกภาพความต่างระหว่างการปั๊มตราประทับลงจุดเดียวให้เข้มชัด กับการใช้พู่กันระบายสีกระจายเป็นบริเวณกว้าง ก็จะเห็นภาพได้ง่ายขึ้น
สาเหตุที่เม็ดสีมักอัดตัวเฉพาะจุดแบบนี้ก็เพราะเซลล์ที่รับแสงแดดซ้ำ ๆ เป็นเวลานานจะยิ่งกระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสีเพิ่มจำนวนได้ง่ายกว่าบริเวณอื่น จึงมักปรากฏขึ้นที่ใบหน้า หลังมือ หรือไหล่ ซึ่งเป็นจุดที่รับแดดตรง ๆ มาหลายสิบปี มากกว่าบริเวณอย่างแขนหรือหลังที่มักถูกเสื้อผ้าปกปิดอยู่เสมอ โดยทั่วไปมักเริ่มเห็นทีละจุดตั้งแต่ช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป และจำนวนจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น
ทำไมโทนนิ่งถึงไม่ค่อยได้ผลกับจุดด่างดำ?
เลเซอร์โทนนิ่งใช้พลังงานต่ำยิงตื้น ๆ ทั่วใบหน้า ห่างกันครั้งละ 1 ถึง 2 สัปดาห์ รวมประมาณ 5 ถึง 10 ครั้ง เพื่อค่อย ๆ ลดเม็ดสีจาง ๆ ที่กระจายอยู่ทั่วชั้นหนังกำพร้า วิธีนี้จึงเหมาะกับฝ้าที่เม็ดสีความเข้มข้นต่ำและขอบเขตไม่ชัดเจน
ปัญหาคือเม็ดสีของจุดด่างดำเข้มข้นกว่ามากและอัดแน่นอยู่ในจุดเดียว ต่อให้ยิงพลังงานต่ำซ้ำ 5 ถึง 10 ครั้งก็เพียงแค่กระตุ้นผิวชั้นบนเบา ๆ เท่านั้น ไม่มีแรงพอที่จะสลายก้อนเม็ดสีที่อัดตัวแน่นได้จริง ลองเทียบกับการรดน้ำสนามหญ้าด้วยฝักบัวให้ทั่วบริเวณกว้าง กับการฉีดน้ำแรง ๆ จากสายยางลงจุดเดียว ฝักบัวเหมาะกับการทำให้สนามชุ่มทั่วถึง แต่ถ้าจะล้างคราบที่ฝังแน่นออกจริง ๆ ต้องใช้แรงน้ำที่มากกว่านั้นมาก ด้วยเหตุนี้การทำโทนนิ่งซ้ำ ๆ กับจุดด่างดำจึงมักได้แค่จางลงนิดหน่อยเท่านั้น ไม่หายไปทั้งหมดสักที
ยิ่งไปกว่านั้น โทนนิ่งถูกออกแบบมาให้ค่อย ๆ จัดการเม็ดสีแบบฝ้าที่มีความเสี่ยงกลับมาเป็นซ้ำได้ง่าย จึงไม่สามารถเร่งกำลังพลังงานขึ้นตามใจได้ เพราะถ้าเร่งพลังงานแรงเกินไป ผิวทั้งชั้นจะถูกกระตุ้นจนอาจเกิดรอยคล้ำด่างใหม่ขึ้นมาแทน ดังนั้นเม็ดสีที่มีขอบเขตชัดเจนอย่างจุดด่างดำ แทนที่จะยิงพลังงานต่ำซ้ำ 5 ถึง 10 ครั้งแบบโทนนิ่ง จึงต้องการเลเซอร์อีกรูปแบบหนึ่งที่เล็งเป้าไปที่เม็ดสีนั้นโดยตรงตั้งแต่แรกมากกว่า
เลเซอร์ทำลายเม็ดสีด้วยหลักการอะไร?
การรักษาจุดด่างดำมักใช้อุปกรณ์อย่างเลเซอร์คิวสวิตช์ (Q-switched laser) หรือเลเซอร์พิโควินาที (picosecond laser) ที่ปล่อยพลังงานสูงมากในเสี้ยววินาที เลเซอร์ประเภทนี้อัดพลังงานลงไปที่เม็ดสีภายในเวลาระดับนาโนวินาทีถึงพิโควินาที ซึ่งสั้นกว่าเวลากะพริบตาเสียอีก
เมื่อเม็ดเมลานินดูดซับพลังงานที่สั้นและแรงนี้เข้าไป มันจะขยายตัวขึ้นในทันทีจนเกิดคลื่นกระแทกขนาดจิ๋วขึ้นมา คลื่นกระแทกนี้เองที่ทำหน้าที่สลายก้อนเม็ดสีให้แตกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่าโฟโตอะคูสติก (photoacoustic effect) ลองนึกภาพน้ำร้อนที่ราดลงบนก้อนน้ำแข็งแล้วเกิดรอยแตกทันที คลื่นกระแทกฉับพลันแบบนั้นก็ทำให้เม็ดสีที่แข็งตัวอยู่แตกกระจายเช่นกัน หลังจากนั้นเศษเมลานินที่แตกกระจายเป็นชิ้นเล็ก ๆ จะถูกเซลล์ภูมิคุ้มกันในร่างกายค่อย ๆ กวาดล้างออกไปภายใน 1 ถึง 4 สัปดาห์ ทำให้สีจางลงไปเรื่อย ๆ
ส่วนเหตุผลที่ผิวปกติรอบข้างไม่บาดเจ็บมากนักก็มีคำอธิบายเหมือนกัน แสงเลเซอร์ไม่ได้เผาไหม้ทุกสีแบบไม่เลือก แต่ถูกออกแบบมาให้เล็งเป้าเฉพาะเม็ดสีอย่างเมลานินที่ดูดซับความยาวคลื่นนั้นได้ดีเป็นพิเศษ ผิวรอบข้างที่ไม่มีเมลานินจึงแทบไม่มีปฏิกิริยาอะไรแม้จะรับแสงเดียวกัน มีแต่บริเวณที่เม็ดสีอัดตัวแน่นเท่านั้นที่รับความร้อนและแรงกระแทกแบบเจาะจง หลักการนี้เรียกว่าการทำลายด้วยความร้อนแบบเลือกเป้าหมาย (selective photothermolysis) พูดง่าย ๆ คือเลเซอร์ที่รู้จักเฉพาะสีนั้น ๆ แล้วทุ่มพลังลงไปที่จุดนั้นเท่านั้น
ทำไมมักเห็นผลตั้งแต่ 1 ถึง 2 ครั้ง?
เหตุผลที่จุดด่างดำตอบสนองต่อเลเซอร์กำลังแรงได้เร็วก็เพราะเม็ดสีอัดตัวรวมกันอยู่ในจุดแคบ ๆ เมื่อเป้าหมายชัดเจนและแคบ ก็สามารถยิงพลังงานสูงลงไปได้อย่างแม่นยำในจุดนั้น โดยที่ผิวปกติรอบข้างแทบไม่ถูกกระทบตามไปด้วย
ในทางกลับกัน ฝ้ามีขอบเขตไม่ชัดและกระจายเป็นวงกว้าง หากใช้พลังงานสูงกับฝ้า ผิวปกติรอบรอยโรคก็จะถูกกระตุ้นไปด้วย เสี่ยงเกิดผลข้างเคียงอย่างรอยคล้ำตามมาได้ง่ายขึ้น ด้วยเหตุนี้ฝ้าจึงต้องใช้พลังงานต่ำแบ่งยิงหลายครั้ง ในขณะที่จุดด่างดำซึ่งขอบเขตชัดเจนสามารถใช้พลังงานสูงเฉพาะจุดได้ตั้งแต่ครั้งแรก จึงมีรายงานว่าจุดด่างดำหลายรายเห็นเม็ดสีบนผิวจางลงอย่างชัดเจนหรือหายไปได้หลังยิงเลเซอร์กำลังแรงเพียง 1 ถึง 2 ครั้ง มากที่สุดก็ราว 2 ถึง 3 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม จำนวนครั้งที่ต้องทำจะแตกต่างกันไปตามความลึกของเม็ดสี จุดด่างดำที่อยู่ตื้น ๆ ในชั้นหนังกำพร้าเท่านั้นมักจางลงเห็นผลชัดได้ตั้งแต่ครั้งเดียว แต่ถ้าเป็นจุดที่เกิดมานานจนเม็ดสีลึกลงไปมาก หรือมีขนาดใหญ่ ควรทยอยทำ 2 ถึง 3 ครั้งเพื่อความปลอดภัยมากกว่า เพราะการเร่งยิงลึกและแรงในครั้งเดียวมีความเสี่ยงเรื่องแผลเป็นหรือรอยคล้ำมากกว่า ค่อย ๆ ลดเม็ดสีจากผิวชั้นบนลงไปทีละขั้นจึงปลอดภัยกว่า
แยกจุดด่างดำจากรอยที่หน้าตาคล้ายกันได้อย่างไร?
พอเจอจุดสีน้ำตาลบนผิวก็ไม่ควรรีบสรุปว่าเป็นจุดด่างดำเสมอไป ควรลองพิจารณาก่อนว่าอาจเป็นรอยโรคอื่นที่หน้าตาคล้ายกันหรือไม่ ตัวที่มักสับสนกันบ่อยที่สุดคือกระเนื้อ (seborrheic keratosis) จุดด่างดำผิวหน้าจะเรียบและอยู่ระดับเดียวกับผิวโดยรอบ ในขณะที่กระเนื้อจะนูนขึ้นมาคล้ายแผ่นขี้ผึ้งติดอยู่บนผิว สัมผัสแล้วรู้สึกสากมือ ทั้งสองอย่างนี้วิธีรักษาก็ต่างกัน การแยกให้ถูกจึงมีผลต่อแผนการทำหัตถการด้วย
- หากผิวนูนขึ้นมาจนสัมผัสได้ ควรพิจารณาความเป็นไปได้ว่าอาจเป็นกระเนื้อร่วมด้วย เพราะในกรณีนี้การขูดผิวหน้าออกอาจเหมาะกว่าการใช้เลเซอร์สลายเม็ดสี
- หากขนาดหรือรูปร่างเปลี่ยนแปลงเร็วภายใน 1 ถึง 3 เดือน หรือมีสีหลายเฉดปนกัน ควรไปตรวจกับแพทย์ผิวหนังเพื่อความปลอดภัย เพราะบางกรณีที่พบได้น้อยอาจต้องแยกจากรอยโรคเม็ดสีชนิดอื่น
หากดูด้วยตาเปล่าแล้วยังไม่แน่ใจ ควรตรวจด้วยกล้องขยายผิวเพื่อวินิจฉัยให้ชัดเจนก่อนแล้วค่อยเข้าสู่ขั้นตอนการทำหัตถการจะปลอดภัยกว่า
ทำไมหลังทำหัตถการถึงมีสะเก็ดแผล และควรดูแลอย่างไร?
ระหว่างที่พลังงานสูงกำลังสลายเม็ดสี เซลล์ผิวชั้นบนที่คลุมอยู่ก็ถูกกระตุ้นไปด้วย จึงเป็นเรื่องปกติที่บริเวณนั้นจะถูกปกคลุมด้วยสะเก็ดสีน้ำตาลอ่อนหรือดำหลังทำหัตถการทันที นี่คือปฏิกิริยาตามธรรมชาติที่แผลสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเอง โดยทั่วไปมักหลุดลอกออกเองภายในราว 5 ถึง 7 วัน
ช่วงเวลานี้ดูแลอย่างไรมีผลต่อผลลัพธ์สุดท้ายค่อนข้างมาก
- ห้ามแกะสะเก็ดด้วยมือ หากดึงออกเองก่อนเวลา ผิวใหม่ที่ยังไม่หายดีอยู่ด้านล่างจะถูกกระตุ้นซ้ำ เสี่ยงเกิดรอยคล้ำตามมาได้ง่ายขึ้น
- ควรทาครีมหรือมอยเจอไรเซอร์เพื่อรักษาความชุ่มชื้นไว้ เพราะเซลล์ใหม่จะงอกขึ้นมาได้เรียบเนียนกว่าเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ชุ่มชื้นพอเหมาะ เมื่อเทียบกับแผลที่แห้งเกินไป
- ควรทาครีมกันแดดให้เข้มข้นกว่าปกติ เพราะผิวใหม่ที่งอกอยู่ใต้สะเก็ดยังบางและอ่อนไหวต่อแสงแดดมากเป็นพิเศษ
- ถึงสะเก็ดจะคัน ก็ห้ามเกา ให้ประคบเย็นแทน เพราะการเกาจะทำให้เกิดแผลซ้ำในจุดเดิม ทำให้การฟื้นตัวช้าลง
วิธีดูแลสะเก็ดให้ชุ่มชื้นแบบนี้เรียกว่าการดูแลแผลแบบชุ่มชื้น (moist wound healing) เพราะถ้าปล่อยให้แผลแห้งเกินไป สะเก็ดจะแข็งตัวและแตกได้ง่าย แต่ถ้าชุ่มชื้นพอเหมาะ ผิวใหม่ด้านล่างก็จะบางและเรียบเนียนกว่า
ทำไมถึงเกิดรอยคล้ำได้ และป้องกันอย่างไร?
ผิวช่วงหลังสะเก็ดหลุดยังเป็นผิวใหม่ที่บอบบาง ไวต่อแสงแดดและสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ หากช่วงนี้ไม่ป้องกันแดดให้เพียงพอ เซลล์สร้างเม็ดสีจะกลับมาทำงานเข้มข้นอีกครั้ง จนอาจทิ้งรอยสีน้ำตาลที่เข้มกว่าจุดด่างดำเดิมด้วยซ้ำ ภาวะนี้เรียกว่าภาวะผิวคล้ำหลังการอักเสบ (post-inflammatory hyperpigmentation หรือ PIH)
ผลข้างเคียงนี้พบได้บ่อยขึ้นในคนที่ผิวคล้ำอยู่แล้ว คนที่ละเลยการกันแดดหลังทำหัตถการ หรือคนที่แกะสะเก็ดออกก่อนเวลา ยิ่งผิวคล้ำมากเท่าไหร่ เซลล์สร้างเม็ดสีก็มักไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้นเท่านั้น แม้จะเจอสิ่งกระตุ้นเพียงเล็กน้อยก็สร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้นได้ง่าย
ดังนั้นหลังทำหัตถการควรทาครีมกันแดดซ้ำอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลาอย่างน้อย 4 ถึง 8 สัปดาห์ พร้อมกับป้องกันแบบกายภาพเพิ่มเติมด้วยหมวกหรือร่มกันแดด เพราะครีมกันแดดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถกันแสงแดดได้ทั้งหมด หากช่วงนั้นต้องออกแดดบ่อย การใส่หมวกปีกกว้างหรือกางร่มร่วมด้วยจะช่วยได้มากขึ้น และถึงจะเกิดรอยคล้ำขึ้นมา ส่วนใหญ่ก็จะค่อย ๆ จางลงเองตามเวลา จึงไม่ควรรีบทำเลเซอร์ซ้ำ แต่ควรรอให้ผิวฟื้นตัวและลดสิ่งกระตุ้นให้น้อยที่สุดจะดีกว่า
ป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำต้องทำอย่างไร?
เลเซอร์เป็นการรักษาที่ทำลายก้อนเม็ดสีที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่วัคซีนที่ป้องกันไม่ให้จุดด่างดำใหม่เกิดขึ้นในอนาคต แม้จุดเดิมจะหายไปแล้ว แต่ถ้าบริเวณนั้นยังคงรับแสงแดดสะสมต่อไปเรื่อย ๆ ก็มีโอกาสที่จุดใหม่จะเกิดขึ้นอีกในจุดเดิมหรือบริเวณใกล้เคียงได้เมื่อเวลาผ่านไป
ดังนั้นการกันแดดให้เป็นนิสัยประจำวันต่อเนื่องหลังทำหัตถการจึงเป็นวิธีที่แน่นอนที่สุดในการลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ เพียงแค่ทาครีมกันแดดทุกวัน หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงแดดจัด หรือป้องกันด้วยหมวกและแว่นกันแดด ก็ช่วยชะลอความเร็วในการสะสมเม็ดสีใหม่ได้แล้ว ท้ายที่สุดการดูแลจุดด่างดำจึงไม่ใช่หัตถการครั้งเดียวจบ แต่ควรมองเป็นกระบวนการระยะยาวที่รวมการดูแลป้องกันแสงแดดหลังทำหัตถการเข้าไว้ด้วยกัน
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

ทำไมปานโอตะแต่งหน้าปิดไม่มิด ต้องแบ่งเลเซอร์รักษา 6 ถึง 10 ครั้งกว่าจะจาง?
ปานโอตะเกิดจากเม็ดสีที่ฝังลึกอยู่ในชั้นหนังแท้ ไม่ใช่ผิวชั้นบน จึงไม่มีทางปิดด้วยเครื่องสำอางได้สนิท บทความนี้อธิบายกลไกว่าทำไมต้องใช้เลเซอร์ที่มีความยาวคลื่นพิเศษเจาะลึกถึงจุดนั้น เว้นระยะห่างกัน 6 ถึง 8 สัปดาห์ และต้องทำทั้งหมด 6 ถึง 10 ครั้ง กว่าเม็ดสีจะค่อย ๆ จางลง
By Dr. Lee

หลักการเลเซอร์โทนนิ่ง Q-switched ยิงพลังงานอ่อนหลายครั้งเพื่อสลายเม็ดสี และข้อควรระวังจุดขาว
อธิบายเหตุผลที่เลเซอร์โทนนิ่งเลือกยิงพลังงานอ่อนหลายครั้งแทนการยิงแรงเพียงครั้งเดียว พร้อมหลักการสลายเม็ดสีที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังวิธีนี้ และครอบคลุมถึงกระบวนการที่การทำเกินขนาดอาจนำไปสู่ผลข้างเคียงอย่างจุดขาว ไปจนถึงวิธีจัดระยะการทำแต่ละครั้งอย่างปลอดภัย
By Dr. Lee

เลเซอร์กำจัดขนทำลายเฉพาะเส้นขนที่กำลังงอกในตอนนั้น หลักการและเหตุผลที่ต้องแบ่งทำ 3 ถึง 7 ครั้ง
อธิบายหลักการที่เลเซอร์กำจัดขนเลือกทำลายเฉพาะเม็ดสีเมลานินสีเข้ม และเหตุผลที่เลเซอร์ตอบสนองเฉพาะช่วงที่เส้นขนกำลังงอกเท่านั้น เจาะลึกที่มาของการต้องแบ่งทำ 3 ถึง 7 ครั้ง เนื่องจากรูขุมขนมีวัฏจักรสลับไปมาระหว่างระยะเจริญเติบโตกับระยะพัก พร้อมเหตุผลที่จำนวนครั้งแตกต่างกันไปตามแต่ละบริเวณ อธิบายให้เข้าใจง่าย
By Dr. Lee