ส่วนผสมเมือกหอยทากในครีม กรดไกลโคลิกและไกลโคโปรตีนช่วยอะไร
By Dr. Kim1 min read

เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของน้ำเมือกหอยทากกลายเป็นของธรรมดาที่หาซื้อได้แม้แต่ในร้านสะดวกซื้อ แต่หลายคนอาจไม่รู้แน่ชัดว่าทำไมน้ำเมือกหอยทากถึงถูกมองว่าดีต่อผิว และมีอะไรอยู่ในนั้นบ้างที่ทำให้ช่วยได้ทั้งเรื่องความชุ่มชื้นและการฟื้นฟูผิวไปพร้อมกัน ความสับสนนี้เกิดจากการที่น้ำเมือกเพียงหยดเดียวมีสารหลายชนิดที่ทำหน้าที่ต่างกันผสมรวมอยู่ บทความนี้จะพาไปดูทีละสารว่าแต่ละตัวทำงานด้วยหลักการอะไร
เมือกหอยทากมีส่วนผสมอะไรบ้าง?
หอยทากมีเนื้อตัวที่นุ่มและเปลือยเปล่าอยู่นอกเปลือก เวลาเลื้อยไปตามพื้นผิวขรุขระ ร่างกายของมันจึงต้องผลิตน้ำเมือกเหนียวออกมาตลอดเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวถลอกจากการเสียดสี และเพื่อไม่ให้ความชื้นระเหยหายไป พูดได้ว่าน้ำเมือกนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องบาดแผลและกักเก็บความชุ่มชื้นโดยตรง
ในน้ำเมือกนี้มีสารสำคัญรวมอยู่หลายตัว ได้แก่ glycolic acid (สารที่มีฤทธิ์เป็นกรด ช่วยคลายตัวเชื่อมระหว่างเซลล์ผิวที่ตายแล้ว) allantoin (สารที่รู้จักกันว่าช่วยกระตุ้นให้เนื้อเยื่อใหม่งอกขึ้นบริเวณแผลเก่า) hyaluronic acid (สารที่ดึงดูดและกักเก็บโมเลกุลน้ำไว้) glycosaminoglycan (กลุ่มสารที่ทำหน้าที่กักเก็บความชุ่มชื้นคล้าย hyaluronic acid) และ glycoprotein (โมเลกุลขนาดใหญ่ที่มีรายงานว่ากระตุ้นเซลล์ fibroblast ในชั้นผิว) น้ำเมือกหอยทากจึงไม่ใช่สารตัวเดียว แต่เป็นส่วนผสมที่รวมสารหลายชนิดซึ่งทำหน้าที่ต่างกันเอาไว้ด้วยกัน
กรดไกลโคลิกออกฤทธิ์กับเซลล์ผิวที่ตายแล้วอย่างไร?
glycolic acid มีขนาดโมเลกุลเล็ก จึงซึมผ่านผิวหนังได้ง่าย มันทำงานด้วยการคลายตัวเชื่อมที่ยึดเซลล์ผิวที่ตายแล้วเข้าด้วยกันให้หลวมลง ทำให้ขี้ไคลเก่าที่แข็งกระด้างค่อย ๆ หลุดลอกออกไปเองตามธรรมชาติ
เปรียบเหมือนกระดาษที่แปะด้วยกาว เมื่อรดน้ำเล็กน้อยก็ลอกออกได้ง่าย ไม่ใช่การดึงลอกออกแบบใช้แรง แต่เป็นการทำให้แรงยึดเกาะอ่อนลงจนหลุดออกไปเอง ด้วยเหตุนี้การระคายเคืองที่เกิดขึ้นจึงต่างจากการขัดผิวแบบสครับที่ใช้แรงเสียดสีโดยตรง
มีรายงานว่าหากใช้ความเข้มข้นต่ำอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะช่วยผลัดเซลล์ผิวแล้ว ยังกระตุ้นให้ชั้นหนังแท้สร้าง glycosaminoglycan เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งกระตุ้นการสร้าง collagen (โปรตีนที่เป็นเสาหลักค้ำยันโครงสร้างผิว) ไปด้วย จึงพูดได้ว่าสารตัวเดียวนี้ทำงานทั้งบนผิวชั้นนอกและในชั้นหนังแท้ด้านล่างไปพร้อมกัน
Allantoin และไฮยาลูรอนิกแอซิดช่วยปกป้องความชุ่มชื้น
allantoin เป็นที่รู้จักกันว่ามีคุณสมบัติช่วยเร่งอัตราการสร้างเซลล์ใหม่ นี่จึงเป็นเหตุผลที่มันถูกนำมาใช้ช่วยให้เนื้อเยื่อใหม่งอกขึ้นเร็วกว่าเดิมเมื่อผิวมีบาดแผล และมักอธิบายกันว่าให้ผลดีเป็นพิเศษกับผิวที่ชั้นขี้ไคลบางลงหรือระคายเคืองง่าย
hyaluronic acid และ glycosaminoglycan มีคุณสมบัติดึงดูดและกักเก็บโมเลกุลน้ำไว้ได้มากกว่าขนาดตัวเองหลายเท่า ลองนึกภาพฟองน้ำที่อุ้มน้ำจนพองตัวขึ้นก็จะเข้าใจง่ายขึ้น เมื่อสารเหล่านี้เคลือบอยู่บนผิวเป็นเหมือนฟิล์มบาง ๆ ความชุ่มชื้นด้านล่างก็จะไม่ระเหยหายไปไหน
เมื่อสารทั้งสองทำงานร่วมกัน แรงในการฟื้นฟูบาดแผลและแรงในการกักเก็บความชุ่มชื้นจะเกิดขึ้นในจุดเดียวกันพร้อมกัน จึงอธิบายได้ว่าทำไมสูตรนี้ถึงเหมาะเป็นพิเศษกับผิวที่แห้งและระคายเคืองง่ายจากชั้นขี้ไคลที่เสียหาย
ความแห้งกร้านกับความระคายเคืองง่ายดูเหมือนเป็นปัญหาคนละเรื่อง แต่ในความเป็นจริงมักมีต้นตอเดียวกัน เพราะเมื่อชั้นขี้ไคลบางลง ความชุ่มชื้นก็ระเหยง่ายขึ้นในขณะเดียวกันผิวก็เผชิญกับสิ่งกระตุ้นจากภายนอกโดยตรง นี่จึงเป็นเหตุผลที่สารตัวเดียวสามารถดูแลทั้งสองปัญหาไปพร้อมกันได้
ไกลโคโปรตีนมีผลต่อคอลลาเจนอย่างไร?
มีรายงานว่า glycoprotein และ peptide บางชนิด (ชิ้นส่วนโปรตีนขนาดเล็กที่เกิดจากกรดอะมิโนต่อกันเป็นสายสั้น ๆ) ในน้ำเมือกหอยทากช่วยกระตุ้นเซลล์ fibroblast ในชั้นหนังแท้โดยตรง เซลล์ fibroblast คือเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้าง collagen และ elastin (โปรตีนที่ให้ความยืดหยุ่นแก่ผิว)
ผลการทดลองในระดับเซลล์พบว่าสารเหล่านี้ช่วยเพิ่มการแบ่งตัวและการเคลื่อนที่ของเซลล์ fibroblast รวมทั้งช่วยให้เซลล์หลอดเลือดบริเวณแผลงอกใหม่ได้ดีขึ้น เพราะการฟื้นฟูบาดแผลให้สมบูรณ์นั้นต้องอาศัยทั้งเนื้อเยื่อใหม่และหลอดเลือดที่จะมาส่งสารอาหารให้เนื้อเยื่อนั้นไปพร้อมกัน จึงพูดได้ว่าสารเหล่านี้ช่วยเร่งกระบวนการทั้งสองส่วนนี้
คล้ายกับการปลูกต้นไม้ที่รากและลำต้นต้องเติบโตไปพร้อมกันต้นไม้จึงจะยืนต้นได้อย่างมั่นคง เพราะการมี collagen เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องมีหลอดเลือดที่คอยส่งสารอาหารให้โครงสร้างนั้นเติบโตไปด้วยกัน เนื้อเยื่อจึงจะแข็งแรงขึ้นจริง
หลักฐานด้านประสิทธิภาพ จากการทดลองในเซลล์สู่ทางคลินิก
หลักการที่อธิบายมาทั้งหมดนี้ส่วนใหญ่ได้รับการยืนยันจากการทดลองในระดับเซลล์และในสัตว์ทดลอง มีรายงานต่อเนื่องว่าเมื่อทาน้ำเมือกหอยทากหรือสารแต่ละตัวในนั้นลงบนบาดแผล พบว่าอัตราการฟื้นฟูเร็วขึ้น และเห็นการสร้าง collagen กับหลอดเลือดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ข้อมูลการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ก็เริ่มมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มีทั้งรายงานว่าความชุ่มชื้นและสภาพขี้ไคลของผิวดีขึ้น รวมถึงรายงานว่าช่วยลดผิวแดงจากการระคายเคืองได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแต่ละคนมีสภาพเกราะปกป้องผิวเดิม ความเข้มข้นที่ใช้ และสารอื่นที่ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์แตกต่างกัน ระดับผลลัพธ์ที่รู้สึกได้จึงอาจต่างกันมาก
โดยทั่วไปแล้วผลด้านความชุ่มชื้นและการปลอบประโลมผิวมักรู้สึกได้ภายในไม่กี่สัปดาห์หลังใช้ ส่วนการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวกับการฟื้นฟู เช่น ผิวเรียบเนียนขึ้นหรือริ้วรอยเล็ก ๆ ตื้นขึ้น มักต้องใช้ต่อเนื่องราว 4 ถึง 12 สัปดาห์จึงจะค่อย ๆ เห็นผล เพราะกระบวนการฟื้นฟูต้องอาศัยเวลาให้เซลล์ใหม่สร้างขึ้นและตั้งตัวได้ จึงใช้เวลานานกว่าจะรู้สึกได้เมื่อเทียบกับผลด้านความชุ่มชื้น
ข้อควรระวังก่อนใช้
แม้สารตัวนี้จะขึ้นชื่อว่าอ่อนโยน แต่วิธีใช้ที่ไม่เหมาะสมก็อาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้ ควรใส่ใจข้อควรระวังต่อไปนี้
- เริ่มจากปริมาณน้อยก่อน: เพราะในระหว่างที่ glycolic acid ทำหน้าที่ผลัดเซลล์ผิว คนที่ผิวบอบบางอาจรู้สึกแดงหรือแสบร้อนได้ ควรทดลองใช้ปริมาณน้อย ๆ สักสองสามวันก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจะปลอดภัยกว่า
- ไม่ใช้ซ้ำซ้อนกับสารผลัดเซลล์ผิวตัวอื่น: หากทา retinol หรือสารผลัดเซลล์ผิวที่มีฤทธิ์เป็นกรดตัวอื่นพร้อมกัน ชั้นขี้ไคลจะบางลงพร้อมกันมากเกินไปจนระคายเคืองง่ายขึ้น แนะนำให้แยกช่วงเวลาใช้หรือสลับวันใช้แทน
- ทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ: เพราะในช่วงที่ผิวผลัดเซลล์เร็วขึ้น ผิวใหม่ที่ขึ้นมาจะไวต่อแสงแดดมากกว่าปกติ จึงควรทาครีมกันแดดในเวลากลางวันควบคู่กันไปด้วย
- ใช้อย่างต่อเนื่องคือสิ่งสำคัญ: เพราะปฏิกิริยาการฟื้นฟูที่ทำให้ collagen และหลอดเลือดงอกใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นสมบูรณ์ภายในไม่กี่วัน แต่เป็นกระบวนการที่สะสมอย่างค่อยเป็นค่อยไปเมื่อใช้ต่อเนื่อง หากใช้ไม่กี่วันแล้วหยุด จะยากที่จะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงด้านการฟื้นฟู
จุดเด่นของน้ำเมือกหอยทากคือการที่สารตัวเดียวทำหน้าที่ทั้งเรื่องความชุ่มชื้นและการฟื้นฟูผิวไปพร้อมกัน วิธีที่ได้ผลแน่นอนที่สุดคือการปรับความเข้มข้นและความถี่ในการใช้ให้เหมาะกับสภาพผิวของตัวเอง แล้วสังเกตผลอย่างต่อเนื่อง
แต่ละผลิตภัณฑ์มีความเข้มข้นของน้ำเมือกหอยทากและสารอื่นที่ผสมอยู่แตกต่างกัน ดังนั้นการตรวจดูว่าน้ำเมือกหอยทากถูกระบุอยู่ในลำดับต้น ๆ ของรายการส่วนผสมหรือไม่ก็เป็นประโยชน์ เพราะยิ่งอยู่ในลำดับต้น ๆ ก็ยิ่งหมายความว่ามีสัดส่วนอยู่ในผลิตภัณฑ์นั้นมาก
References
Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

ลมพิษสาเหตุและวิธีดูแล ทำไมเป็นซ้ำบ่อย?
ลมพิษเกิดจากมาสต์เซลล์ใต้ผิวหนังปล่อยฮีสตามีนออกมา ทำให้ผิวบวมแดงและคันขึ้นมาทันที สาเหตุกระตุ้นมีได้หลายอย่างทั้งอาหาร ยา การติดเชื้อ หรือแรงกระตุ้นทางกายภาพ และหลายครั้งก็หาสาเหตุแน่ชัดไม่เจอ บทความนี้สรุปให้เห็นว่าลมพิษแบบเฉียบพลันกับเรื้อรังต่างกันอย่างไร และเกิดอะไรขึ้นในร่างกายกันแน่
By Dr. Kim

Juvelook กับ Sculptra ต่างกันอย่างไร ช่วงที่เห็นผล และผลข้างเคียงเรื่องก้อน
Juvelook คือฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจนที่ผสม PDLLA กับ HA ส่วน Sculptra คือฟิลเลอร์ที่ทำจาก PLLA บทความนี้สรุปความแตกต่างเรื่องวอลุ่มทันทีหลังฉีด วิธีกระตุ้นคอลลาเจน ระยะเวลาที่อยู่ได้ และระดับหลักฐานทางการแพทย์ โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว
By Dr. Lee

Oligio X กับ Oligio รุ่นเดิม เปรียบเทียบความต่างของระบบทำความเย็นและพลังงาน
โอลิจิโอ X คือรุ่นอัปเกรดของโอลิจิโอจากวอนเทค ที่ออกแบบระบบทำความเย็นและการปรับพลังงานใหม่ให้ต่างจากรุ่นเดิม บทความนี้สรุปให้เห็นว่าอะไรเหมือนเดิม อะไรเปลี่ยนไปบ้าง โดยเน้นที่หลักการทำงาน
By Dr. Kim