prettytime
Skincare

SkinVive ผลลัพธ์และระยะเวลาคงอยู่ รวมถึงความต่างจาก Revive

By Dr. Kim2 min read

"คุณหมอคะ หน้าดิฉันไม่ได้ตอบหรือหย่อนนะคะ แค่ผิวมันหยาบ แห้ง ดูหมองเฉยๆ เลยค่ะ" ได้ยินแบบนี้บ่อยมากในห้องตรวจ คนที่มาด้วยความกังวลนี้มักดูกระจกแล้วรู้สึกว่าโครงหน้ายังโอเค แต่แป้งไม่ติด ลอยตลอด พอเจอแสงแล้วริ้วรอยเล็กๆ กับผิวสากก็ยิ่งชัด บางคนบอกว่าอยากได้ "ผิวแก้ว" แต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน

สำหรับคนเหล่านี้ การเติมฟิลเลอร์ที่แก้มไม่ใช่คำตอบ สิ่งที่ขาดไม่ใช่วอลุ่ม แต่คือความชุ่มชื้นและเนื้อผิวที่ดีกว่าเดิม สกินไวว์ (SkinVive by Juvéderm, Allergan) ตอบโจทย์ตรงจุดนี้พอดี ใช้ HA เหมือนกับฟิลเลอร์ทั่วไป แต่ไม่ได้ฉีดเพื่อรองรับโครงสร้างชั้นลึก แล้วกระจาย HA ขนาดเล็กเข้าชั้นตื้นของผิวหนังแทน เพื่อเปลี่ยนสภาพแวดล้อมความชุ่มชื้นภายในผิว อะไรต่างจากฟิลเลอร์ธรรมดา มีอะไรอยู่ข้างใน ผลอยู่ได้นานแค่ไหน และต่างจากเบโลเทโร รีไวว์ (Belotero Revive) อย่างไร ขอเล่าให้ฟังเหมือนที่อธิบายกับผู้ป่วยในห้องตรวจ

ผลิตภัณฑ์สกินไวว์หรือภาพขณะฉีด

SkinVive ต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร?

ทั้งคู่ใช้ HA เหมือนกัน แล้วทำไมอันหนึ่งเรียกว่าฟิลเลอร์ อีกอันเรียกว่าสกินบูสเตอร์? นี่คือคำถามที่คนไข้งงกันบ่อยที่สุด คำตอบอยู่ที่เป้าหมายและความลึกของการฉีด ไม่ใช่ที่ตัวส่วนผสม วัตถุดิบเดียวกัน แต่ใช้คนละวิธี ผลก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง

ฟิลเลอร์ทั่วไปมีไว้เติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปและปั้นโครงหน้า เช่น ร่องแก้ม แก้มตอบ จมูกหรือคางที่ต้องการเพิ่มนูน ตัวผลิตภัณฑ์มีความหนืดและความแข็งพอที่จะค้ำโครงสร้าง และฉีดลึกลงไปในชั้นไขมันหรือเหนือกระดูก เพื่อให้รองรับน้ำหนักและคงรูปได้นาน การยกวอลุ่มขึ้นมารองรับคือหัวใจสำคัญของฟิลเลอร์ประเภทนี้

สกินบูสเตอร์มีเป้าหมายคนละอย่างเลย ไม่ใช่การเติมวอลุ่ม แต่คือการยกระดับความชุ่มชื้นและเนื้อผิว จึงฉีดปริมาณน้อยกระจายหลายจุดในชั้นตื้นของผิวหนัง เพื่อให้ผิวเก็บน้ำได้ดีขึ้นและผิวสัมผัสเนียนขึ้น โครงหน้าไม่เปลี่ยน คนรอบข้างไม่รู้ว่าทำอะไร แต่จะรู้สึกว่า "ช่วงนี้ผิวดูดีขึ้นนะ" หรือ "ผิวฉ่ำขึ้นเลย"

สกินไวว์อยู่ในกลุ่มสกินบูสเตอร์ เหมาะกับคนที่ไม่ต้องการปรับโครงหน้า แต่อยากให้ผิวดูสุขภาพดีขึ้น ชุ่มชื้นขึ้น กระจ่างใสขึ้น ถ้าเข้าใจจุดนี้แล้ว ส่วนที่เหลือก็เข้าใจง่ายขึ้นมาก

HA ในชั้นผิวของเราเป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นเองตามธรรมชาติ มีคุณสมบัติดูดน้ำได้หลายร้อยเท่าของน้ำหนักตัวเอง แต่เมื่ออายุมากขึ้นและโดนแดดสะสม ปริมาณ HA ในผิวลดลงเรื่อยๆ ผิวจึงแห้งและหมองลง สกินบูสเตอร์คือการเติม HA จากภายนอกเพื่อชดเชยส่วนที่หายไป ผลเลยไม่ได้ปรากฏทันทีหลังฉีด แต่จะค่อยๆ เห็นชัดในช่วงสองสามสัปดาห์หลังจากนั้น ต่างจากฟิลเลอร์ที่เห็นผลได้ทันทีจากวอลุ่มที่เพิ่มขึ้น

ถ้าเปรียบเป็นงานก่อสร้าง ฟิลเลอร์คือการสร้างโครงสร้าง สกินบูสเตอร์อย่างสกินไวว์คือการทาพื้นผิวให้เนียนและชุ่มชื้น สองอย่างนี้ไม่ได้แข่งกัน แต่ใช้ต่างโอกาส ถ้าโครงหน้าตอบก็ใช้ฟิลเลอร์ ถ้าเนื้อผิวหยาบแห้งก็ใช้สกินบูสเตอร์ แค่นี้เอง

กราฟเปรียบเทียบความเข้มข้น HA 12 มก./มล. ของสกินไวว์ กับ HA 20 มก./มล. ของรีไวว์ และความแตกต่างในวิธีฉีดและส่วนประกอบกลีเซอรอล
กราฟเปรียบเทียบความเข้มข้น HA 12 มก./มล. ของสกินไวว์ กับ HA 20 มก./มล. ของรีไวว์ และความแตกต่างในวิธีฉีดและส่วนประกอบกลีเซอรอล

วิธีฉีดและส่วนผสมของ SkinVive

ส่วนผสมหลักของสกินไวว์คือ HA ความเข้มข้น 12 มก./มล. ผสมกับลิโดเคนเพื่อลดความเจ็บปวดระหว่างฉีด และใช้เทคโนโลยี modified VYCROSS ของ Allergan ซึ่งเป็นการเชื่อม HA โมเลกุลสั้นและยาวเข้าด้วยกัน ทำให้ได้สูตรที่นุ่มกว่าฟิลเลอร์ปั้นโครงหน้าทั่วไป เน้นกระจายตัวในชั้นตื้นของผิวและช่วยดูดซับความชุ่มชื้น ไม่ใช่ค้ำโครงสร้าง

กราฟนี้แสดงความแตกต่างระหว่างสกินไวว์กับเบโลเทโร รีไวว์ ซึ่งมักถูกนำมาเปรียบกัน สกินไวว์มี HA 12 มก./มล. ล้วนๆ ส่วนรีไวว์มี HA 20 มก./มล. บวกกลีเซอรอล ตัวเลขความเข้มข้นของรีไวว์สูงกว่า แต่เทคโนโลยีการผลิตและวิธีฉีดต่างกัน จึงไม่สามารถดูแค่ตัวเลขแล้วสรุปว่าใครดีกว่า

จุดเด่นอีกอย่างของสกินไวว์คือวิธีฉีด ไม่ได้ฉีดเป็นก้อนใหญ่ แต่ใช้เทคนิคการฉีดเป็นหยดเล็กๆ (microdroplet) คือฉีดหยดขนาดเล็กมากห่างกัน 0.5-1 ซม. กระจายในชั้นตื้นของผิวเป็นจำนวนมากจุด วิธีนี้ทำให้ไม่มีจุดนูนโป่ง แต่ความชุ่มชื้นในผิวทั้งบริเวณแก้มเพิ่มขึ้นสม่ำเสมอ

การฉีดกระจายเป็นหยดเล็กๆ แทนที่จะเป็นก้อนใหญ่ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดก้อนนูนหรือผิวไม่เรียบ ผลิตภัณฑ์กระจายตัวในผิวได้ดี โดยที่โครงหน้าไม่เปลี่ยน มีแต่ความชุ่มชื้นที่เพิ่มขึ้น เทคโนโลยี modified VYCROSS ที่ทำให้ได้สูตรนุ่มกว่าฟิลเลอร์ปกติก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้วิธีฉีดแบบนี้ได้ผล ฟิลเลอร์แข็งสำหรับปั้นโครงถ้าฉีดตื้นแบบเดียวกันอาจเกิดก้อนได้ง่าย แต่สกินไวว์ออกแบบมาให้ฉีดตื้นและกระจายตัวได้ดีตั้งแต่แรก

ด้วยเหตุนี้ ผลลัพธ์ของสกินไวว์จึงขึ้นกับประสบการณ์ของแพทย์ด้วย ฉีดตื้นเกินไปรอยอาจค้างนาน ฉีดลึกเกินไปประสิทธิภาพของสกินบูสเตอร์ก็ลดลง การรักษาระดับความลึกและระยะห่างให้สม่ำเสมอคือกุญแจสำคัญ จึงแนะนำให้เลือกรับบริการจากแพทย์ที่มีประสบการณ์เฉพาะด้านนี้ ชื่อผลิตภัณฑ์คิดทีหลังได้ แต่มือที่ฉีดสำคัญก่อน

กราฟ: อัตราการตอบสนอง GAIS ของสกินไวว์ 85.5% เดือนที่ 1 ถึง 83.1% เดือนที่ 6 n=209 NCT03728309
กราฟ: อัตราการตอบสนอง GAIS ของสกินไวว์ 85.5% เดือนที่ 1 ถึง 83.1% เดือนที่ 6 n=209 NCT03728309

ผลลัพธ์ยังคงอยู่หลัง 6 เดือนไหม?

คำถามที่ผู้ป่วยถามบ่อยที่สุดคือ ฉีดครั้งนึงอยู่ได้นานเท่าไหร่ นับเป็นคำถามที่สมเหตุสมผลมาก เพราะถ้าเสียทั้งเงินทั้งเวลา ผลก็ควรอยู่ได้นานพอสมควร โดยทั่วไปคาดได้ว่าผลจะอยู่ประมาณ 6 เดือน แต่ตัวเลขนี้มาจากไหน ภายใต้เงื่อนไขอะไร ต้องเข้าใจก่อนถึงจะตัดสินใจได้ดี

กราฟนี้แสดงการเปลี่ยนแปลงของอัตราการตอบสนอง GAIS ซึ่งเป็นคะแนนที่ผู้ประเมินให้ไว้เพื่อวัดระดับการปรับปรุงของเนื้อผิว จากการทดลองทางคลินิกหลักของสกินไวว์ ผลที่ 1 เดือน 85.5% และที่ 6 เดือน 83.1% แสดงให้เห็นว่าผลลัพธ์ไม่ได้หายไปเร็ว แต่คงสภาพดีขึ้นได้นานเกือบเท่าเดิม นี่คือจุดสำคัญ ไม่ใช่ว่าดีช่วงแรกแล้วค่อยๆ จางหาย

ข้อมูลนี้มาจากการทดลองแบบสุ่มที่ผู้ประเมินไม่รู้ว่ากลุ่มไหนคือกลุ่มที่รับการรักษา (NCT03728309, n=209) การออกแบบแบบนี้ช่วยลดอคติจากความคาดหวัง ผลลัพธ์จึงน่าเชื่อถือมากกว่าการประเมินแบบเปิด

แน่นอนว่าระยะเวลาที่รู้สึกได้จริงขึ้นอยู่กับความหนาของผิว อายุ ไลฟ์สไตล์ และการสัมผัสแสงแดดสะสม GAIS ก็เป็นการประเมินในเชิงคลินิก ซึ่งอาจไม่ตรงทีเดียวกับความรู้สึกของผู้ป่วยในชีวิตประจำวัน

ในคลินิกจึงแนะนำให้มองตัวเลข 6 เดือนเป็นแนวทาง ไม่ใช่ค่าตายตัว คนส่วนใหญ่จะกลับมาฉีดซ้ำตอนที่รู้สึกว่าผลเริ่มลดลง มากกว่าจะรอให้ครบ 6 เดือนพอดี สกินไวว์เลยเหมาะกับคนที่มองแบบ "ดูแลผิวต่อเนื่อง" มากกว่า "ทำครั้งเดียวจบ"

กราฟ: ความพึงพอใจ 6 เดือนหลังฉีดสกินไวว์ ดูสุขภาพดี 83% ชุ่มชื้น 72% สดชื่น 69% เปล่งปลั่ง 63% Bertucci 2023
กราฟ: ความพึงพอใจ 6 เดือนหลังฉีดสกินไวว์ ดูสุขภาพดี 83% ชุ่มชื้น 72% สดชื่น 69% เปล่งปลั่ง 63% Bertucci 2023

ความพึงพอใจของผู้รับบริการเมื่อครบ 6 เดือน

คะแนนจากผู้ประเมินดีก็จริง แต่ถ้าผู้ป่วยเองไม่รู้สึกต่าง ก็ยังไม่สมบูรณ์ เพราะท้ายที่สุดคนที่ใช้ชีวิตกับผิวคือตัวผู้ป่วยเอง ไม่ใช่หมอ การทดลองสกินไวว์จึงเก็บข้อมูลความรู้สึกของผู้ป่วยเองด้วย

กราฟนี้แสดงคะแนนความพึงพอใจของผู้ป่วยที่ 6 เดือนหลังฉีด วัดจากหัวข้อที่รู้สึกได้จริง เช่น ผิวดูสุขภาพดีขึ้น ชุ่มชื้นขึ้น สดชื่นขึ้น และเปล่งปลั่งขึ้น ผลคือคนที่รู้สึกว่าผิวดูสุขภาพดี 83% รู้สึกชุ่มชื้น 72% รู้สึกสดชื่น 69% และรู้สึกเปล่งปลั่ง 63% แสดงว่าผลไม่ได้อยู่แค่ในตัวเลขของแพทย์ แต่ผู้ป่วยเองก็รู้สึกได้จริงในชีวิตประจำวัน แม้จะผ่านมาครึ่งปีแล้ว

ข้อมูลนี้มาจากงานวิจัยของ Bertucci และคณะ (Aesthet Surg J 2023;43(11):1367) สิ่งที่น่าสังเกตคือคะแนนแต่ละหัวข้อต่างกัน ผิวดูสุขภาพดีได้คะแนนสูงสุด 83% ส่วนความเปล่งปลั่งได้ 63% ซึ่งต่ำกว่าเพื่อน นี่บอกว่าสกินไวว์ให้ผลชัดในเรื่องสุขภาพผิวโดยรวมและความชุ่มชื้น แต่ถ้าอยากได้ผิวกระจ่างแจ้งมากเป็นพิเศษ อาจต้องเสริมด้วยการรักษาอื่น

การที่ความพึงพอใจยังสูงอยู่แม้ผ่านไป 6 เดือนแสดงว่าผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ การรักษาที่ดูเกินจริงมักทำให้คนพอใจช่วงแรก แต่พอเวลาผ่านไปก็เริ่มรู้สึกว่าดูแปลก สกินไวว์ไม่เปลี่ยนรูปร่าง แค่ปรับเนื้อผิว ทำให้ยังรู้สึกเป็นตัวเองอยู่แม้จะผ่านมาครึ่งปี

ปรึกษาแพทย์เรื่องสกินไวว์และรีไวว์

ต่างจาก Revive อย่างไร?

เวลาหาข้อมูลเรื่องสกินไวว์ ชื่อที่ติดตามมาเกือบเสมอคือเบโลเทโร รีไวว์ (Belotero Revive) ทั้งคู่อยู่ในกลุ่มสกินบูสเตอร์ที่ไม่ได้เน้นวอลุ่มแต่เน้นคุณภาพผิว จึงมักถูกเปรียบกัน คนไข้ถามบ่อยด้วยว่าอันไหนดีกว่ากัน

สกินไวว์ใช้ HA 12 มก./มล. ล้วนๆ ฉีดแบบหยดเล็กกระจายเข้าชั้นตื้นของผิวหนัง ได้รับการรับรองจาก FDA สหรัฐฯ สำหรับการปรับปรุงผิวบริเวณแก้ม และคาดว่าผลอยู่ได้ประมาณ 6 เดือนด้วยการฉีดครั้งเดียว ส่วนผสมเรียบง่าย ข้อมูลทางคลินิกเน้นที่เป้าหมายเดียวคือเนื้อผิวบริเวณแก้ม

รีไวว์มีส่วนผสมต่างออกไป HA 20 มก./มล. บวกกลีเซอรอล และใช้เทคโนโลยี CPM ในการผลิต กลีเซอรอลช่วยดึงน้ำเข้าสู่ผิว งานวิจัยของรีไวว์จึงมีข้อมูลติดตามด้านความยืดหยุ่นและความชุ่มชื้นในระยะยาวด้วย จุดเน้นต่างกันเล็กน้อย

ยังไม่มีการทดลองเปรียบโดยตรงระหว่างสองผลิตภัณฑ์นี้แบบ head-to-head ผลิตภัณฑ์แต่ละตัวได้รับการพิสูจน์ในการทดลองของตัวเอง ยังไม่มีการแข่งขันกันโดยตรง ดังนั้นการบอกว่าตัวไหนดีกว่าโดยอ้างแค่ความเข้มข้นหรือชื่อผลิตภัณฑ์จึงขาดหลักฐาน ถ้าเจอที่ไหนบอกว่าตัวนี้ดีกว่าตัวนั้นอย่างแน่วแน่ ก็มักเป็นการตลาดมากกว่าวิทยาศาสตร์

นอกจากสองตัวนี้ ในคลินิกไทยยังมีเรสไทเลน สกินบูสเตอร์ส (Restylane Skinboosters) ที่เป็นที่รู้จักกันดีและผู้ป่วยถามถึงบ่อยเช่นกัน ซึ่งก็อยู่ในกลุ่ม HA สกินบูสเตอร์เหมือนกัน แต่ละตัวมีสูตรและจุดเน้นต่างกัน หลักการเลือกก็เหมือนกันคือดูที่ปัญหาผิวก่อนเสมอ

วิธีที่ใช้แนะนำในคลินิกคือดูที่ปัญหาของผิวก่อน ไม่ใช่ที่ชื่อผลิตภัณฑ์ ถ้าต้องการผลจากหลักฐานคลินิกที่ชัดเจนในเรื่องเนื้อผิวและความกระจ่างใสบริเวณแก้ม สกินไวว์เป็นตัวเลือกที่มีข้อมูลรองรับ ถ้าสนใจข้อมูลเรื่องความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นในระยะยาวมากกว่า รีไวว์อาจเหมาะกว่า ไม่ว่าจะเลือกตัวไหน ทิศทางหลักเหมือนกัน คือดูแลเนื้อผิว ไม่ใช่เพิ่มวอลุ่ม

ภาพขณะฉีดสกินไวว์หรือกระบอกฉีดยา

กลุ่มที่เหมาะและข้อควรระวัง

กลุ่มที่เหมาะกับสกินไวว์ค่อนข้างชัดเจน คือคนที่วอลุ่มใบหน้าไม่ได้ขาด แต่ผิวหยาบ แห้ง แต่งหน้าแล้วลอย หรือเจอแสงแล้วริ้วรอยเล็กๆ กับแก้มแห้งยิ่งชัด อยากให้ผิวดูฉ่ำ กระจ่างใส สุขภาพดีขึ้นโดยไม่เปลี่ยนโครงหน้า นี่คือเคสที่ตอบสนองได้ดี

ถ้าปัญหาหลักคือร่องลึกหรือแก้มตอบชัดเจน สกินไวว์อย่างเดียวอาจไม่พอ จะต้องใช้ฟิลเลอร์ปั้นโครงหรือการรักษาอื่นร่วมด้วย เนื้อผิวกับวอลุ่มคือปัญหาคนละชุด รู้แค่นี้ก็ตั้งความคาดหวังได้ถูก

การรักษานี้ไม่ได้รุนแรงมาก ฉีดแบบหยดเล็กเข้าชั้นตื้นของผิว มีลิโดเคนผสมอยู่ ความเจ็บปวดจัดการได้ ก่อนฉีดทาครีมชาก็เพิ่มความสบายได้อีก

สิ่งที่ควรรู้ก่อนรับการรักษา: หลังฉีดอาจบวมหรือเขียวชั่วคราวบริเวณที่ฉีด บางคนรู้สึกเป็นก้อนเล็กๆ ที่จุดฉีด ส่วนใหญ่หายไปภายในไม่กี่วันถึงหนึ่งสัปดาห์ ในกรณีที่หายากมาก HA อาจเข้าไปในหลอดเลือด ทำให้ผิวซีดหรือปวดมาก หากเกิดอาการแบบนี้ต้องรีบติดต่อคลินิกที่รักษาทันที เนื่องจากเป็นการฉีดตื้น ความเสี่ยงนี้จึงต่ำกว่าฟิลเลอร์ลึก แต่ก็ไม่ใช่ศูนย์ ข้อดีของ HA คือถ้าเกิดปัญหาสามารถละลายออกได้ด้วยไฮยาลูโรนิเดส ทันทีหลังฉีดรอยเข็มจะยังเห็นอยู่ จึงควรหลีกเลี่ยงการนัดสำคัญในวันฉีด ถ้ามีงานแต่งงาน พรีเซนเทชัน หรืองานสำคัญ ควรทำล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ ไม่ควรฉีดหากตั้งครรภ์ หรือมีการอักเสบหรือติดเชื้อในบริเวณที่จะรักษา วันที่ฉีดควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก ซาวน่า และแอลกอฮอล์ เพราะสิ่งเหล่านี้เพิ่มการไหลเวียนเลือดและทำให้บวมหรือเขียวได้มากขึ้น

การดูแลหลังฉีดมีผลต่อความยาวนานของผล ใช้ครีมกันแดดสม่ำเสมอและดูแลความชุ่มชื้นผิวต่อเนื่อง HA สลายตัวเร็วขึ้นเมื่อโดนแสงแดดและสภาพแวดล้อมแห้ง ถ้าดูแลผิวรายวันดี ระยะห่างระหว่างการฉีดครั้งถัดไปก็อาจยาวขึ้น

สกินไวว์เหมาะกับคนที่มองว่าผิวสวยคือการดูแลต่อเนื่อง ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ครั้งเดียว คนที่พอใจมากที่สุดคือคนที่เข้าใจว่านี่คือการยกระดับเนื้อผิวแบบธรรมชาติ ไม่ใช่การเปลี่ยนหน้า ถ้าอยากได้ผิวที่ดูดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ผิวฉ่ำและกระจ่างใสขึ้นโดยคนรอบข้างรู้สึกว่า "ผิวดีขึ้นนะ" แต่ไม่รู้ว่าทำอะไร สกินไวว์ตอบโจทย์ได้ดี แต่ถ้าหวังว่าจะเปลี่ยนหน้าจนไม่เหมือนเดิมในครั้งเดียว ทิศทางนี้ไม่ใช่คำตอบ ก่อนมาคลินิก ลองถามตัวเองก่อนว่าสิ่งที่ไม่พอใจในผิวตอนนี้คืออะไร แค่นั้นก็ช่วยได้ครึ่งทางแล้ว

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

สกินบูสเตอร์คอ ผลลัพธ์ จำนวนครั้ง เหมาะกับริ้วรอยที่คอไหม

สกินบูสเตอร์บริเวณคอไม่ใช่การฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมวอลลุ่มเหมือนที่เข้าใจกัน แต่เป็นการฝังกรดไฮยาลูรอนิกเนื้อบางลงในชั้นผิวหนังแท้อย่างละเอียดทั่วบริเวณ เพื่อกระตุ้นความชุ่มชื้นและคอลลาเจนของผิวเอง บทความนี้รวบรวมตั้งแต่เหตุผลที่คอมักหย่อนคล้อยก่อนใบหน้า ไปจนถึงลำดับที่ผลลัพธ์ค่อยๆ สะสมขึ้น

By Dr. Kim

Skincare

สกินบูสเตอร์รอบดวงตา ผลลัพธ์ ความต่างของ PN กับ HA และระยะเวลาคงอยู่

สกินบูสเตอร์รอบดวงตาเป็นหัตถการที่ใช้สาร PN (polynucleotide) และ hyaluronic acid (HA) ความเข้มข้นต่ำ เพื่อเติมคอลลาเจนและความชุ่มชื้นให้ผิวรอบดวงตาที่บางและบอบบาง บทความนี้อธิบายว่าทำไมถุงใต้ตาสีดำและริ้วรอยเล็กจึงจางลง สองสารนี้ทำงานต่างกันอย่างไร และระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ได้ขึ้นอยู่กับอะไร

By Dr. Lee

Filler

ฟิลเลอร์ Radiesse ผลลัพธ์ อยู่ได้นานแค่ไหน และการสร้างคอลลาเจน

Radiesse เป็นฟิลเลอร์ที่อนุภาคแคลเซียมเติมวอลุ่มได้ทันที พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปพร้อมกัน บทความนี้อธิบายหลักการว่าทำไมอนุภาคถึงสร้างวอลุ่มได้ และนำไปสู่การกระตุ้นคอลลาเจนอย่างไร รวมถึงเหตุผลที่นำมาเจือจางใช้เป็นสกินบูสเตอร์ และระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ได้นาน

By Dr. Lee

Back to articles