prettytime
Skincare

Cellredm เติม ECM จริงสู่ชั้นผิว, สกินบูสเตอร์รุ่นใหม่ที่ไม่ได้แค่กระตุ้นคอลลาเจน

By Dr. Lee2 min read

มีคนไข้คนหนึ่งส่งสกรีนช็อตกลุ่มไลน์มาให้ดูก่อนนัด รายชื่อสกินบูสเตอร์เรียงเป็นแถว ทั้งริจูแลน คอลลาเจนบูสเตอร์ และชื่อที่เพื่อนแชร์กันมา คำถามสุดท้ายคือ "Cellredm มันต่างจากตัวอื่นยังไงคะ หาข้อมูลแล้วยังไม่ค่อยเข้าใจ" ก็ไม่แปลกใจ เพราะสกินบูสเตอร์ตอนนี้มีออกมามากจนแม้ในวงการแพทย์เองบางทียังต้องนั่งไล่ให้ครบก่อนจะอธิบายได้

ถ้าแบ่งกลุ่มหลักๆ บูสเตอร์ความชุ่มชื้นมุ่งให้ผิวอุ้มน้ำได้มากขึ้น คอลลาเจนบูสเตอร์กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนเองแล้วรอผล ทั้งสองแบบพึ่งการตอบสนองและความสามารถฟื้นฟูของแต่ละคนเป็นหลัก Cellredm (เซลล์เรดม) ต่างออกไปตรงที่แทนที่จะแค่ส่งสัญญาณกระตุ้น มันนำโครงสร้างที่ร่างกายมนุษย์มีอยู่แล้วมาเติมตรงๆ เข้าชั้นผิวเลย มีเรื่องหนึ่งต้องบอกตั้งแต่ต้น คือยังไม่มีงานวิจัยที่ทดสอบ Cellredm โดยตรง หลักฐานทางคลินิกทั้งหมดมาจากการศึกษาวัสดุ ADM จากเนื้อเยื่อมนุษย์กลุ่มเดียวกัน

ภาพแสดงแนวคิดการเติม ECM จากเนื้อเยื่อมนุษย์เข้าสู่ชั้นผิวหนังโดยตรง

Cellredm คืออะไร กันแน่?

Cellredm ผลิตโดย Hans Biomed เป็นสกินบูสเตอร์ที่ทำจาก ECM (Extracellular Matrix) จากเนื้อเยื่อมนุษย์ บริษัทเรียกว่าเป็นรุ่นที่ 5 ECM หรือโครงข่ายนอกเซลล์คือโครงสร้างของชั้นหนังแท้ (dermis) นั่นเอง เป็นโครงร่างที่ทอจากโปรตีนคอลลาเจนและอีลาสตินให้เซลล์ต่างๆ อาศัยอยู่ได้ เหมือนโครงบ้านมากกว่าเฟอร์นิเจอร์ เมื่ออายุมากขึ้น โครงสร้างนี้ค่อยๆ เสื่อมและบางลง ทำให้ผิวหย่อนและขาดความกระชับ คำว่า ADM ที่เห็นในเอกสารทางการแพทย์คือเนื้อเยื่อผิวหนังที่เอาเซลล์ออกหมดแล้วเหลือแต่โครงร่าง ECM ไว้

ความต่างจากบูสเตอร์ทั่วไปอยู่ตรงนี้ บูสเตอร์ไฮยาลูโรนิกแอซิด (HA) ทำให้ผิวอุ้มน้ำได้มากขึ้น เหมือนเทน้ำลงกระถางแห้ง ชุ่มขึ้นชั่วคราวแต่ถ้าโครงสร้างผิวอ่อนแออยู่ ความกระชับก็ยังไม่กลับมา คอลลาเจนบูสเตอร์ก้าวไปอีกขั้นด้วยการกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนเอง แต่ก็ต้องรอหลายสัปดาห์และขึ้นอยู่กับศักยภาพการฟื้นตัวของแต่ละคน

แนวคิดของ Cellredm คือแทนที่จะรอให้ผิวสร้างโครงสร้างขึ้นมาใหม่เอง มันนำโครงร่าง ECM ที่สำเร็จรูปแล้วไปเติมให้ตรงๆ เลย ไม่ต้องเร่งให้สร้างบ้านจากศูนย์ แต่ตั้งโครงก่อน เซลล์จึงไม่ต้องแบกรับภาระสร้างทุกอย่างใหม่ ช่วยให้ความหนาแน่นและความยืดหยุ่นของชั้นผิวปรับได้โดยตรงมากขึ้น และลดความแปรปรวนของผลที่เกิดจากการพึ่งการกระตุ้นเพียงอย่างเดียว

ความหมายของคำว่า "จากเนื้อเยื่อมนุษย์" นั้นไม่เบา ไม่ใช่วัตถุดิบจากสัตว์หรือสังเคราะห์ แต่เป็น ECM ที่สกัดและทำให้บริสุทธิ์จากเนื้อเยื่อผิวหนังของมนุษย์ ในแง่ความปลอดภัยที่ต้องให้ความสำคัญคือแหล่งที่มา กระบวนการทำให้บริสุทธิ์ และการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถ้าเนื้อเยื่อยังมีเซลล์ค้างอยู่ก็เสี่ยงเกิดปฏิกิริยาภูมิคุ้มกัน ซึ่งส่วนใหญ่มาจาก DNA ในเซลล์ การทำให้บริสุทธิ์จึงต้องกำจัด DNA ที่เหลือค้างให้ต่ำกว่า 50ng/mg การออกแบบนี้คือรักษาโครงสร้างไว้ แต่เอาส่วนที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันออก

แผนภูมิแท่งแสดงสัดส่วนส่วนประกอบ ECM ของ Cellredm คอลลาเจนประมาณ 89% อีลาสตินประมาณ 3% GAG ประมาณ 0.4% (ตามข้อมูลจากผู้ผลิต)
แผนภูมิแท่งแสดงสัดส่วนส่วนประกอบ ECM ของ Cellredm คอลลาเจนประมาณ 89% อีลาสตินประมาณ 3% GAG ประมาณ 0.4% (ตามข้อมูลจากผู้ผลิต)

ส่วนประกอบใน Cellredm มีอะไรบ้าง?

แผนภูมิแสดงสัดส่วน ECM ที่อยู่ใน Cellredm คอลลาเจนคิดเป็นประมาณ 89% อีลาสตินประมาณ 3% และ GAG (glycosaminoglycan) ประมาณ 0.4% ตามข้อมูลผู้ผลิต ขนาดอนุภาคอยู่ที่ประมาณ 75µm ปริมาณ ECM ที่ 160mg ต่อ 5cc สิ่งสำคัญคือนี่ไม่ใช่การนำส่วนประกอบแยกมาผสมกัน แต่รักษาโครงร่างดั้งเดิมของชั้นหนังแท้เอาไว้ให้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 89% มาจากสเปกผู้ผลิต งานวิจัยอิสระบางชิ้นที่วิเคราะห์วัสดุ ADM กลุ่มเดียวกันรายงานไว้ประมาณ 80% วิธีวัดและเกณฑ์ที่ใช้ต่างกันมีผลต่อตัวเลข ควรอ่านเป็นค่าโดยประมาณเท่านั้น

ถ้าดูแต่ละองค์ประกอบ คอลลาเจนคือโครงร่างหลักของผิวหนัง อีลาสตินทำให้ผิวยืดและดีดกลับได้ ส่วน GAG แม้จะมีน้อยแต่บทบาทไม่น้อยเลย มันอยู่ระหว่างคอลลาเจนกับอีลาสตินช่วยอุ้มน้ำและเป็นตัวกลางให้โมเลกุลสัญญาณทำงานได้ เหมือนเจลพื้นฐานที่ค้ำยันโครงสร้างทั้งหมด การที่ทั้งสามองค์ประกอบนี้เข้าไปพร้อมกันในสัดส่วนใกล้เคียงธรรมชาติย่อมต่างจากการฉีดคอลลาเจนอย่างเดียว เพราะเซลล์ในชั้นผิวจะจำโครงสร้างนี้ได้และเกาะตัวได้ง่ายกว่า

ขนาดอนุภาค 75µm มีเหตุผลของมัน ใหญ่เกินไปก็ลอดเข็มยากและเสี่ยงเกิดก้อนหลังฉีด เล็กเกินไปก็ไม่มีโครงสร้างค้ำยันและสลายไวเกิน นี่คือจุดสมดุลระหว่างการฉีดที่ลื่นและการทำหน้าที่โครงสร้างได้จริง แต่ในคลินิกมักย้ำเสมอว่าสเปกดีไม่ได้แปลว่าผลลัพธ์ดีเสมอ คำถามที่สำคัญกว่าคือวัสดุนี้จะฝังตัวและอยู่ได้นานแค่ไหนในชั้นผิวของแต่ละคน ซึ่งตอบได้จากข้อมูลทางคลินิกเท่านั้น ไม่ใช่จากฉลากส่วนประกอบ

แผนภูมิแท่งแสดงผลปรับปรุง 9 ตัวชี้วัดที่ 20 สัปดาห์ในกลุ่มวัสดุ ADM จากเนื้อเยื่อมนุษย์ ความชุ่มชื้น +21% ความหนาแน่น +15% ปริมาตร +11.5% รูขุมขน -32% เป็นต้น (ไม่ใช่ข้อมูลเฉพาะ Cellredm, Lee YI et al, IJMS 2026;27:2193, n=20)
แผนภูมิแท่งแสดงผลปรับปรุง 9 ตัวชี้วัดที่ 20 สัปดาห์ในกลุ่มวัสดุ ADM จากเนื้อเยื่อมนุษย์ ความชุ่มชื้น +21% ความหนาแน่น +15% ปริมาตร +11.5% รูขุมขน -32% เป็นต้น (ไม่ใช่ข้อมูลเฉพาะ Cellredm, Lee YI et al, IJMS 2026;27:2193, n=20)

หลักฐานทางคลินิกบอกว่าอะไร?

ตัวเลขในแผนภูมินี้ไม่ได้มาจากการทดสอบ Cellredm โดยตรง แต่มาจากงานวิจัยที่ใช้วัสดุ ADM จากเนื้อเยื่อมนุษย์ (phADM) กลุ่มเดียวกัน ซึ่งมีหลักการและคุณสมบัติวัสดุร่วมกัน จึงใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงได้ รูปแบบการศึกษาเป็นการเปรียบเทียบแบบสุ่มในผู้เข้าร่วมคนเดียวกัน โดยฉีด ECM จากมนุษย์ข้างหนึ่งของใบหน้าและ HA อีกข้างหนึ่ง เนื่องจากเป็นคนเดียวกัน ตัวแปรอย่างอายุและพฤติกรรมจึงเท่ากันทั้งสองข้าง ทำให้แยกความแตกต่างที่เกิดจากส่วนประกอบได้ค่อนข้างชัดเจน

ติดตาม 20 คนเป็นเวลา 20 สัปดาห์ ฝั่งที่ได้รับ ECM ปรับปรุงใน 9 ตัวชี้วัด ความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้นประมาณ 21% ความหนาแน่นของผิวประมาณ 15% ปริมาตรประมาณ 11.5% ความยืดหยุ่นประมาณ 11% ส่วนที่ลดลงคือรูขุมขนประมาณ 32% รอยย่นใต้ตาประมาณ 21% เม็ดสีประมาณ 14.5% ความลึกของริ้วรอยประมาณ 14% และ TEWL (การสูญเสียน้ำผ่านผิวหนัง) ประมาณ 11% สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ความชุ่มชื้นที่เพิ่มขึ้น แต่ตัวชี้วัดโครงสร้างผิวอย่างความหนาแน่นและความยืดหยุ่นก็ขยับไปด้วย และรูขุมขนที่ลดลงเกือบหนึ่งในสามนั้นชัดเจนมาก

ข้อจำกัดสำคัญที่ต้องจำไว้คือกลุ่มตัวอย่างมีเพียง 20 คน และนี่เป็นหลักฐานจากกลุ่มวัสดุเดียวกัน ไม่ใช่การศึกษา Cellredm โดยตรง ใช้อ้างอิงได้ว่าวัสดุกลุ่มนี้ให้ผลในทิศทางที่ดี แต่ไม่ควรสรุปว่าทุกคนจะได้ผลในขนาดเดียวกัน ข้อมูลนี้มาจากงานวิจัยของ Lee YI et al. ที่ตีพิมพ์ใน Int J Mol Sci 2026;27(5):2193

กราฟเส้นแสดงการเปลี่ยนแปลงพื้นที่รูขุมขนตลอด 20 สัปดาห์ ฝั่ง ECM จาก 62→42mm² ฝั่ง HA จาก 58→48mm² (ไม่ใช่ข้อมูลเฉพาะ Cellredm, Lee YI et al, IJMS 2026, n=20)
กราฟเส้นแสดงการเปลี่ยนแปลงพื้นที่รูขุมขนตลอด 20 สัปดาห์ ฝั่ง ECM จาก 62→42mm² ฝั่ง HA จาก 58→48mm² (ไม่ใช่ข้อมูลเฉพาะ Cellredm, Lee YI et al, IJMS 2026, n=20)

ผลเปลี่ยนแปลงอย่างไรตามเวลา?

กราฟเส้นแสดงการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่รูขุมขนตลอด 20 สัปดาห์หลังการรักษา ข้อมูลนี้มาจากการศึกษา ADM กลุ่มเดียวกันเช่นกัน ไม่ใช่ข้อมูลเฉพาะ Cellredm ฝั่งที่ได้รับ ECM จากมนุษย์ พื้นที่รูขุมขนลดจากประมาณ 62mm² ในสัปดาห์ที่ 0 เหลือประมาณ 45mm² ในสัปดาห์ที่ 12 และประมาณ 42mm² ในสัปดาห์ที่ 20 ลดต่อเนื่อง ขณะที่ฝั่ง HA ลดจาก 58mm² ลงมาที่ราว 48mm² แล้วหยุด ช่องว่างระหว่างสองเส้นโค้งนี้ขยายออกไปเรื่อยๆ ตามเวลา

รูปร่างกราฟบอกธรรมชาติของผลได้ดี ผลไม่ได้โผล่ขึ้นมาทันทีแล้วจบ แต่ค่อยๆ สะสมในช่วงสัปดาห์ที่ 4 ถึง 12 ผลของ HA จางลงตามเวลา ขณะที่ฝั่ง ECM ยังเดินหน้าต่อ เพราะโครงสร้างฝังตัวในชั้นผิวและเซลล์เริ่มสร้างเนื้อเยื่อใหม่บนโครงนั้น การฉีดแล้วส่องกระจกในวันถัดไปหวังเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนจะผิดหวังแน่นอน ต้องนับเป็นสัปดาห์ ไม่ใช่วัน

สกินบูสเตอร์แบบที่ผลสะสมช้าต้องการความอดทนเป็นพิเศษ บางคนไม่รู้สึกอะไรหลังครั้งที่หนึ่งและสอง แล้วพอถึงครั้งที่สามถึงรู้สึกได้ว่าพื้นผิวเนียนและกระชับขึ้น การตัดสินหลังฉีดหนึ่งหรือสองครั้งจึงยังเร็วเกินไป กราฟนี้ใช้เป็นแนวทางทิศทางของผลลัพธ์ ไม่ใช่คำสัญญา

ภาพแสดงแนวคิด ECM ของ Cellredm เติมโครงสร้างชั้นหนังแท้

ต่างจาก Re2O อย่างไร?

คำถามที่ได้ยินบ่อยมากจากคนที่สนใจ Cellredm คือต่างจาก Re2O ยังไง หลักการใหญ่เหมือนกัน ทั้งสองใช้โครงสร้าง ECM จาก ADM ของมนุษย์ฉีดตรงเข้าชั้นผิว ไม่ใช่แค่กระตุ้นแล้วรอ แทนที่จะหาว่าอันไหนเหนือกว่า ให้มองว่าอยู่ในกลุ่มเดียวกันแต่มีความแตกต่างที่ควรพิจารณาเพื่อเลือกให้เหมาะกับตัวเองมากกว่า

ความแตกต่างที่จับต้องได้คือผู้ผลิตคนละเจ้า Cellredm ผลิตโดย Hans Biomed ส่วน Re2O ผลิตโดย Humedix ขนาดอนุภาคและสัดส่วนที่ระบุก็ต่างกัน Cellredm อนุภาคประมาณ 75µm คอลลาเจนประมาณ 89% ส่วน Re2O แม้จะอยู่ในกลุ่ม ADM จากมนุษย์เหมือนกันแต่มีกระบวนการผลิตและตัวเลขที่ต่างออกไป เพราะแม้จะเริ่มจากเนื้อเยื่อมนุษย์เหมือนกัน กระบวนการปรับขนาดอนุภาคและทำให้บริสุทธิ์ต่างกันก็ให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันได้ อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานว่าความต่างของตัวเลขเหล่านี้แปลตรงไปสู่ความต่างของผลลัพธ์

ข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดอยู่ตรงนี้ ยังไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบโดยตรงระหว่าง Cellredm กับ Re2O ในคนเดียวกัน ตัวเลขทางคลินิกที่ยกมาก็เป็นการเทียบ ECM กับ HA ไม่ใช่เทียบสองผลิตภัณฑ์ ADM ด้วยกัน และทั้งคู่ก็เป็นผลิตภัณฑ์ค่อนข้างใหม่ที่ข้อมูลระยะยาวยังสะสมไม่มากนัก การบอกว่า Cellredm ดีกว่า Re2O หรือกลับกัน ณ ตอนนี้ยังไม่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ คำตอบที่ให้กับคนไข้เสมอคือนี่ไม่ใช่การแข่งขัน แต่เป็นการเลือกที่เหมาะสมโดยพิจารณาจากผู้ผลิต ขนาดอนุภาค และสภาพแวดล้อมของการรักษา ถ้าเจอการโฆษณาที่ยกย่องฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกินจริง ควรตั้งคำถามไว้ก่อนเสมอ

ภาพแนวคิดการรักษาด้วย Cellredm สกินบูสเตอร์

เหมาะกับใคร และต้องระวังอะไร?

คนที่เหมาะกับ Cellredm มักชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นคนที่ฉีดสกินบูสเตอร์ความชุ่มชื้นมาหลายครั้งแต่ความกระชับยังไม่ดีขึ้นตามที่หวัง หรือรู้สึกว่าผิวหมองและริ้วรอยเล็กๆ เริ่มปรากฏ หรืออยากบำรุงโครงสร้างผิวให้ลึกกว่าแค่เพิ่มน้ำ กลุ่มเหล่านี้อาจลองปรึกษาแพทย์ดู แต่ถ้าต้องการแก้ร่องลึกหรือเติมปริมาตรชัดเจน Cellredm ไม่ใช่คำตอบ เพราะมันไม่ใช่ฟิลเลอร์เติมรูปทรง แต่เป็นการค่อยๆ ยกระดับพื้นฐานของชั้นผิวให้กระชับและมีชีวิตชีวาขึ้น หลายคนที่ครบคอร์สบอกว่าผิวชุ่มและกระชับขึ้น แต่ก็มีที่รู้สึกว่าไม่ตรงกับที่คาดไว้ การตั้งความคาดหวังให้ถูกตั้งแต่ต้นจึงสำคัญมาก

วิธีการฉีดแตกต่างกันได้ตามแต่ละคลินิก ส่วนใหญ่จัดเป็นคอร์สประมาณ 3 ครั้งห่างกัน 4 สัปดาห์ต่อครั้ง ผลที่คาดว่าจะอยู่ได้ประมาณ 6, 12 เดือนตามที่คลินิกส่วนใหญ่แจ้ง แต่ตัวเลขนี้มาจากประสบการณ์ทางคลินิกของกลุ่มผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่ข้อมูลระยะยาวเฉพาะ Cellredm ราคาสูงกว่าบูสเตอร์ทั่วไปเพราะต้นทุนวัตถุดิบจากเนื้อเยื่อมนุษย์ ควรถามราคาและจำนวนครั้งที่ต้องฉีดให้ครบก่อนตัดสินใจ

เนื่องจากเป็นการฉีดเข้าชั้นผิว อาจมีบวม ช้ำ หรือก้อนเล็กๆ ชั่วคราวหลังการรักษา ปกติหายเองในไม่กี่วัน แต่ถ้าก้อนอยู่นานควรกลับไปปรึกษาแพทย์ที่ทำ สิ่งที่สำคัญที่สุดในแง่ความปลอดภัยคือต้องมั่นใจว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง วัตถุดิบที่ไม่ทราบแหล่งที่มาหรือกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ไม่เพียงพออาจเพิ่มความเสี่ยงการอักเสบและการติดเชื้อได้อย่างมาก ห้ามรับการรักษาระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร มีการอักเสบหรือติดเชื้อบริเวณที่จะฉีด และถ้ามีโรคภูมิคุ้มกันหรืออยู่ระหว่างการรับยาอยู่ ต้องแจ้งแพทย์ก่อนเสมอ

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

Re2O ECM สกินบูสเตอร์, เติมโครงสร้างหนังแท้โดยตรง ต่างจากบูสเตอร์แบบกระตุ้นอย่างไร

Re2O คือสกินบูสเตอร์ที่ฉีด ECM จากเนื้อเยื่อมนุษย์เข้าชั้นหนังแท้โดยตรง ไม่ต้องรอให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง บทความนี้วิเคราะห์ส่วนประกอบ ผลการทดลองทางคลินิกเปรียบซ้าย-ขวา และสิ่งที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ จากมุมมองแพทย์

By Dr. Kim

Skincare

Juveacell สกินบูสเตอร์ ECM จากหนังแท้มนุษย์ ต่างจาก Rituo และ Cellderm อย่างไร?

Juveacell คือสกินบูสเตอร์ ECM จากเนื้อเยื่อมนุษย์ที่ VAIM พัฒนาขึ้น บทความนี้อธิบายกลไกการทำงาน ความแตกต่างด้านความเข้มข้นและปริมาณเมื่อเทียบกับ Rituo และ Cellderm พร้อมข้อมูลจากงานวิจัยว่าผลลัพธ์จะปรากฏให้เห็นเมื่อไหร่

By Dr. Kim

Filler

สกัลทร้า PLLA: คอลลาเจนที่ร่างกายสร้างเอง กับผลที่อยู่นานกว่าฟิลเลอร์ธรรมดา

สกัลทร้าทำงานอย่างไร ทำไมถึงไม่เห็นผลทันที PLLA กระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิวได้จริงไหม ผลอยู่ได้นานแค่ไหน เหมาะกับใคร และเรื่องก้อนนูนที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ, รวบรวมจากงานวิจัยและมุมมองคลินิก

By Dr. Lee

Back to articles