prettytime
Skincare

Juveacell สกินบูสเตอร์ ECM จากหนังแท้มนุษย์ ต่างจาก Rituo และ Cellderm อย่างไร?

By Dr. Kim3 min read

พอผิวเริ่มเสียความยืดหยุ่นและพื้นผิวขรุขระขึ้น หลายคนก็เริ่มมองหาสกินบูสเตอร์ ช่วงนี้ชื่อ Juveacell เป็นที่พูดถึงในคลินิกบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ฟังดูน่าสนใจเพราะบอกว่าใช้ส่วนประกอบจากผิวมนุษย์ฟื้นฟูโครงสร้างผิวโดยตรง แต่หลายคนก็ยังสงสัยว่ามันต่างจาก Rituo หรือ Cellderm ที่ดูคล้ายกันอย่างไร และให้ผลอะไรบ้าง

พูดตรงๆ ก็คือ Juveacell, Rituo และ Cellderm ต่างเป็นสกินบูสเตอร์ในกลุ่มเดียวกันที่ฉีดโครงสร้างหนังแท้จากมนุษย์เข้าสู่ผิวโดยตรง ต่างจากบูสเตอร์แบบเดิมที่รอกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนเอง เพราะแนวทางนี้คือการวางรากฐานโครงสร้างสำเร็จรูปลงในชั้นหนังแท้เลย ความแตกต่างหลักของทั้งสามอยู่ที่ความเข้มข้นและปริมาณ โดย Juveacell มีตัวเลือกสูตร 8% ที่บรรจุ ECM เข้มข้นในปริมาณน้อย ซึ่งน่าสนใจไม่น้อย ด้านล่างนี้จะไล่เรียงกลไก ความต่างของสามผลิตภัณฑ์ และช่วงเวลาที่ผลลัพธ์จะเริ่มปรากฏให้เห็น

สกินบูสเตอร์ Juveacell ECM

Juveacell คืออะไร

Juveacell เป็นสกินบูสเตอร์ที่พัฒนาโดย VAIM บริษัทในเกาหลี ซึ่งเป็นผู้ผลิต Juvelook ที่เป็นสารกระตุ้นคอลลาเจนด้วย จุดเด่นของ Juveacell อยู่ที่ไม่ได้สังเคราะห์ส่วนประกอบขึ้นมาใหม่ แต่ใช้ผิวหนังจากผู้บริจาค นำเซลล์ออกทั้งหมด แล้วบดโครงสร้างหนังแท้ที่เหลือจนละเอียดเพื่อฉีดเข้าสู่ผิว

อธิบายให้ชัดขึ้นคือ ในชั้นหนังแท้มีโปรตีนอย่างคอลลาเจน อีลาสติน ไฮยาลูโรนิก แอซิด และไฟโบรเนคตินที่ถักทอกันเป็นโครงข่าย ทำหน้าที่เป็นรากฐานค้ำจุนผิว เรียกรวมว่า ECM (Extracellular Matrix) Juveacell นำโครงสร้างรากฐานที่สำเร็จรูปแล้วนี้มาใส่โดยตรง กระบวนการกำจัดเซลล์ใช้ supercritical carbon dioxide แทนสารลดแรงตึงผิว ทำให้โปรตีนในโครงสร้างเสียหายน้อยกว่า ขนาดอนุภาคปรับไว้ที่ประมาณ 70µm มีสูตรให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ สูตร 3% บรรจุ ECM 30mg ต่อหลอด เหมาะสำหรับปรับพื้นผิวและสภาพผิวโดยรวม และสูตร 8% บรรจุ ECM 80mg ต่อหลอด เหมาะสำหรับเพิ่มความหนาแน่นบริเวณที่ยุบตัว ทั้งสองสูตรบรรจุในไซริงค์ขนาด 1cc พร้อมใช้ ไม่ต้องเตรียมเพิ่ม ฉีดด้วยเข็มละเอียดประมาณ 100-200 จุดทั่วใบหน้า หรือใช้แคนนูล้าแบบปลายทู่ นิยมใช้บริเวณแก้มที่พื้นผิวหยาบ ใบหน้าที่เสียความยืดหยุ่น และใต้ตาที่ผิวบางลงซึ่งต้องการฟื้นฟูรากฐาน

ความแตกต่างด้านความเข้มข้นและปริมาณของ ECM 3 ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเดียวกัน, ความเข้มข้นต่อ 1cc ของ Juveacell 8% สูงสุดที่ 80mg ส่วนที่เหลืออยู่ที่ประมาณ 30mg ขณะที่ปริมาณรวมต่อครั้ง Cellderm ที่ 160mg และ Rituo ที่ 150mg มากกว่า
ความแตกต่างด้านความเข้มข้นและปริมาณของ ECM 3 ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเดียวกัน, ความเข้มข้นต่อ 1cc ของ Juveacell 8% สูงสุดที่ 80mg ส่วนที่เหลืออยู่ที่ประมาณ 30mg ขณะที่ปริมาณรวมต่อครั้ง Cellderm ที่ 160mg และ Rituo ที่ 150mg มากกว่า

ต่างจาก Rituo และ Cellderm อย่างไร

เพื่อทำความเข้าใจ Juveacell ได้ชัดขึ้น ต้องเปรียบกับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเดียวกัน Rituo และ Cellderm ต่างก็ฉีดโครงสร้างหนังแท้จากมนุษย์เช่นกัน จึงนับว่าทั้งสามอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ต่างจาก Rejuran หรือ Juvelook ที่ทำงานโดยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นกลุ่มที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

ความแตกต่างที่สำคัญของทั้งสามคือความเข้มข้นและปริมาณ ดูจากกราฟข้างต้น Juveacell 8% มีความเข้มข้น 80mg ต่อ 1cc สูงที่สุด ส่วน Juveacell 3% และ Rituo อยู่ที่ 30mg ใกล้เคียงกับ Cellderm ที่ 32mg แต่พอดูปริมาณ ECM รวมต่อครั้ง เรื่องราวก็เปลี่ยนไป Rituo มี 150mg และ Cellderm มี 160mg ซึ่งมากกว่า Juveacell เป็นเช่นนี้เพราะ Juveacell บรรจุในปริมาณน้อยแต่เข้มข้น ขณะที่ Rituo และ Cellderm ละลายผงในน้ำเกลือเป็น 5cc เพื่อกระจายใช้ในพื้นที่กว้าง พูดง่ายๆ ก็คือ Juveacell เป็นแบบเข้มข้นในปริมาณน้อย ส่วน Rituo และ Cellderm เป็นแบบเจือจางแต่ปริมาณมาก รูปแบบยาก็ต่างกัน Juveacell เป็นของเหลวพร้อมใช้ ส่วนอีกสองตัวเป็นผงที่ต้องละลายก่อน Juveacell จึงเหมาะสำหรับเติมความหนาแน่นเฉพาะจุดได้ชัด ส่วน Rituo และ Cellderm เหมาะกับการดูแลพื้นผิวในวงกว้าง ทั้งนี้ความเข้มข้นสูงกว่าไม่ได้พิสูจน์ว่าให้ผลดีกว่า จึงควรเลือกตามบริเวณและเป้าหมายมากกว่าดูแค่ตัวเลขความเข้มข้น

สรุปเปรียบเทียบสั้นๆ ได้ดังนี้

รายการJuveacellRituo (Elavie Re2O)Cellderm
ผู้ผลิตVaimHumedixHansbiomed
วัตถุดิบECM หนังแท้มนุษย์ECM หนังแท้มนุษย์ECM หนังแท้มนุษย์
รูปแบบยาของเหลว พร้อมใช้ทันทีผง ละลายในน้ำเกลือก่อนใช้ผง ละลายในน้ำเกลือก่อนใช้
ความเข้มข้น (ต่อ 1cc)30mg (3%) หรือ 80mg (8%)30mg32mg
ปริมาณต่อครั้ง1cc5cc5cc
ECM รวมต่อครั้ง30~80mg150mg160mg
ขนาดอนุภาคประมาณ 70µmข้อมูลเปิดเผยน้อยประมาณ 75µm
การทดลองทางคลินิกในมนุษย์ยังไม่มี1 การศึกษา (20 คน, 24 สัปดาห์)ยังไม่มี
เหมาะกับเติมความหนาแน่นเฉพาะจุดชัดเจนดูแลพื้นผิวในวงกว้างดูแลพื้นผิวในวงกว้าง

ระดับความหนาแน่นคอลลาเจนหลังฉีดโครงสร้างหนังแท้ จากการทดลองในสัตว์พบว่าความหนาแน่นคอลลาเจน Type 1 เพิ่มจากประมาณ 53 ที่ 1 เดือน เป็นประมาณ 73 ที่ 6 เดือน (Nguyen 2024, การทดลองในสัตว์)
ระดับความหนาแน่นคอลลาเจนหลังฉีดโครงสร้างหนังแท้ จากการทดลองในสัตว์พบว่าความหนาแน่นคอลลาเจน Type 1 เพิ่มจากประมาณ 53 ที่ 1 เดือน เป็นประมาณ 73 ที่ 6 เดือน (Nguyen 2024, การทดลองในสัตว์)

คาดหวังผลอะไรได้บ้าง

ผลลัพธ์ของ Juveacell มาจากการเสริมรากฐานผิวจากภายใน โครงสร้างที่วางลงในชั้นหนังแท้ไม่ได้แค่ครองพื้นที่ แต่เซลล์ผิวของเราจะค่อยๆ ซึมเข้าไปและสร้างเนื้อเยื่อขึ้นใหม่บนโครงนั้น

ในระหว่างกระบวนการนี้ คอลลาเจนจะเพิ่มขึ้น จากกราฟข้างต้น การทดลองในสัตว์ที่สังเกตการเปลี่ยนแปลงหลังฉีดโครงสร้างหนังแท้ พบว่าความหนาแน่นคอลลาเจน Type 1 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากประมาณ 53 ที่ 1 เดือน เป็นประมาณ 73 ที่ 6 เดือน เมื่อคอลลาเจนเพิ่มขึ้น ผิวจะเปลี่ยนแปลงดังนี้ ก่อนอื่น ผิวจะดึงน้ำไว้ได้ดีขึ้น ชุ่มชื้นจากภายใน ตามมาด้วยพื้นผิวที่เรียบขึ้นและรูขุมขนดูเล็กลง ความยืดหยุ่นดีขึ้นทำให้ริ้วรอยตื้นจางลง และใต้ตาที่บางและหมองก็ดูสว่างขึ้นจากฐานผิวที่หนาขึ้น โดยรวมไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนใส่อะไรเพิ่มเข้าไป แต่เป็นความเปล่งปลั่งเรียบๆ ราวกับผิวเองแข็งแรงขึ้น สิ่งหนึ่งที่ต้องจำไว้คือ Juveacell ไม่ใช่ฟิลเลอร์ที่เติมปริมาตรทันทีหลังฉีด แต่เป็นการค่อยๆ เสริมรากฐานในช่วงหลายเดือน จึงไม่เหมาะสำหรับการแก้ริ้วรอยลึกหรือผิวหย่อนทันที แต่เหมาะกับการยกระดับพื้นผิวและความยืดหยุ่นโดยรวมในระยะยาว

ระยะเวลาที่ผลลัพธ์ปรากฏ, จากการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ของ Rituo ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ความชุ่มชื้นดีขึ้นที่สัปดาห์ที่ 8, รูขุมขนที่สัปดาห์ที่ 12, ความยืดหยุ่นและความหนาแน่นพัฒนาต่อเนื่องถึงสัปดาห์ที่ 20 (Lee 2026, n=20, 24 สัปดาห์)
ระยะเวลาที่ผลลัพธ์ปรากฏ, จากการทดลองทางคลินิกในมนุษย์ของ Rituo ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ความชุ่มชื้นดีขึ้นที่สัปดาห์ที่ 8, รูขุมขนที่สัปดาห์ที่ 12, ความยืดหยุ่นและความหนาแน่นพัฒนาต่อเนื่องถึงสัปดาห์ที่ 20 (Lee 2026, n=20, 24 สัปดาห์)

ผลจะปรากฏเมื่อไหร่

การรู้ว่าผลลัพธ์จะมาเมื่อไหร่ช่วยให้ตั้งความคาดหวังได้ถูกต้อง สำหรับ Juveacell ที่ไม่ได้เติมทันทีแต่ค่อยๆ เสริมรากฐานนั้น ยิ่งต้องรู้ไว้

การทดลองในมนุษย์ของผลิตภัณฑ์กลุ่มเดียวกันช่วยให้เห็นภาพรวมได้ การทดลองที่แบ่งใบหน้าซ้าย-ขวา ข้างหนึ่งฉีดโครงสร้างหนังแท้ อีกข้างฉีดไฮยาลูโรนิก แอซิดทั่วไป ติดตามผู้เข้าร่วม 20 คนนาน 24 สัปดาห์ พบว่าตามกราฟข้างต้น ผลไม่ได้มาพร้อมกัน ความชุ่มชื้นเริ่มดีขึ้นก่อนที่สัปดาห์ที่ 8 ตามด้วยรูขุมขนที่สัปดาห์ที่ 12 ส่วนความยืดหยุ่นและความหนาแน่นพัฒนาดีขึ้นกว่าฝั่ง HA อย่างต่อเนื่องถึงสัปดาห์ที่ 20 เรียกได้ว่าค่อยๆ วางรากฐานจากความชุ่มชื้น สู่พื้นผิว แล้วถึงความยืดหยุ่น จึงควรรอสองสามเดือนแล้วเทียบรูปในมุมเดิมเพื่อดูความเปลี่ยนแปลง มากกว่าคาดหวังผลในไม่กี่วัน หากต้องการให้ผลอยู่นาน การฉีดหลายครั้งเพื่อสะสมรากฐานดีกว่าฉีดครั้งเดียว และการดูแลตัวเองระหว่างครั้งอย่างกันแดดและเพิ่มความชุ่มชื้นช่วยให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานขึ้น ข้อมูลนี้ใช้ Rituo ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ไม่ใช่ Juveacell โดยตรง จึงมองว่าแนวโน้มใกล้เคียงกัน แต่ผลที่ชัดเจนขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

ความแตกต่างด้านปริมาณหลักฐาน, ในกลุ่ม ECM เดียวกัน มีเพียง Rituo ที่มีการทดลองในมนุษย์ 1 การศึกษา (n=20) ส่วน Juveacell และ Cellderm ยังไม่มีการทดลองเฉพาะผลิตภัณฑ์
ความแตกต่างด้านปริมาณหลักฐาน, ในกลุ่ม ECM เดียวกัน มีเพียง Rituo ที่มีการทดลองในมนุษย์ 1 การศึกษา (n=20) ส่วน Juveacell และ Cellderm ยังไม่มีการทดลองเฉพาะผลิตภัณฑ์

หลักฐานและผลข้างเคียงเป็นอย่างไร

พูดเรื่องผลแล้วต้องพูดเรื่องหลักฐานด้วย ตามกราฟข้างต้น ในกลุ่ม ECM เดียวกัน มีเพียง Rituo ที่มีการทดลองในมนุษย์หนึ่งการศึกษา ส่วน Juveacell และ Cellderm ยังไม่มีการทดลองเฉพาะผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ดังนั้นหลักฐานที่ใช้ประเมินผล Juveacell ตอนนี้จึงอ้างอิงจากการทดลองของ Rituo ซึ่งอยู่กลุ่มเดียวกัน แนวทาง ECM มีฐานหลักฐานรองรับ แต่ตัวเลขเฉพาะของ Juveacell ยังอยู่ในระหว่างสะสม

ผลข้างเคียงโดยทั่วไปไม่รุนแรง ที่พบบ่อยคือรอยแดง บวม ช้ำ และรู้สึกเสียวบริเวณที่ฉีด ส่วนใหญ่หายเองในไม่กี่วัน อาจเกิดก้อนเล็กๆ หรือติดเชื้อบริเวณที่ฉีดได้บ้างในบางราย และในทางทฤษฎีมีความเสี่ยงหลอดเลือดอุดตันหากฉีดใกล้หลอดเลือดโดยไม่ตั้งใจ สิ่งที่ต้องรู้คือ ฟิลเลอร์ไฮยาลูโรนิก แอซิดนั้นหากเกิดปัญหาสามารถสลายด้วยยาได้ แต่ Juveacell ไม่มีวิธีย้อนกลับ จึงควรเริ่มต้นด้วยปริมาณน้อยเพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะสูตร 8% ที่เข้มข้นควรใช้ด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ ท้ายที่สุดแล้ว ความพึงพอใจขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้ฉีดในการปรับปริมาณและความเข้มข้นให้เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละคน

ขั้นตอนการรับการรักษาด้วย Juveacell สกินบูสเตอร์

ใครเหมาะกับ Juveacell

แล้ว Juveacell เหมาะกับใคร โดยรวมเหมาะกับคนที่พื้นผิวเริ่มหยาบ ผิวเสียความยืดหยุ่น และเริ่มมีริ้วรอยตื้นๆ รวมถึงคนที่ไม่ได้ต้องการปริมาตรทันที แต่อยากค่อยๆ เสริมรากฐานผิวอย่างเป็นธรรมชาติในระยะยาว เหมาะกับคนที่ต้องการยกระดับสภาพผิวจากภายใน ไม่ใช่แค่ปกปิดด้วยเครื่องสำอาง

ในทางกลับกัน หากต้องการแก้ริ้วรอยลึกหรือผิวหย่อนมากในครั้งเดียว การฉีด Juveacell อย่างเดียวไม่เพียงพอ ในกรณีนั้น การทำ lifting หรือการเสริมปริมาตรด้วยฟิลเลอร์จะเหมาะกว่า และ Juveacell อาจเป็นตัวเสริมพื้นผิวและความยืดหยุ่นเพิ่มเติมได้ มีบางกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ผู้ที่มีประวัติแพ้ส่วนประกอบจากมนุษย์ ผู้ที่มีการอักเสบหรือติดเชื้อบริเวณที่จะฉีด และผู้ที่มีโรคภูมิต้านทานตัวเอง สรุปได้ว่า Juveacell ไม่ใช่การรักษาที่ให้ผลเปลี่ยนแปลงทันตาในครั้งเดียว แต่ในฐานะของเหลวเข้มข้นของกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้ Juveacell เหมาะสำหรับการค่อยๆ วางรากฐานผิวอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดมาจากการเลือกใช้ให้ตรงบริเวณ เป้าหมาย และประสบการณ์ของผู้ทำหัตถการ

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

Cellredm เติม ECM จริงสู่ชั้นผิว, สกินบูสเตอร์รุ่นใหม่ที่ไม่ได้แค่กระตุ้นคอลลาเจน

Cellredm คือสกินบูสเตอร์ที่นำโครงสร้าง ECM จากเนื้อเยื่อมนุษย์เติมตรงสู่ชั้นผิว ไม่ใช่แค่กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนเองแล้วรอ อธิบายส่วนประกอบ หลักฐานจากการศึกษา ADM ในมนุษย์ และความแตกต่างจาก Re2O อย่างตรงไปตรงมาในมุมมองของแพทย์

By Dr. Lee

Skincare

Re2O ECM สกินบูสเตอร์ เติมโครงสร้างหนังแท้โดยตรง ต่างจากบูสเตอร์แบบกระตุ้นอย่างไร

Re2O คือสกินบูสเตอร์ที่ฉีด ECM จากเนื้อเยื่อมนุษย์เข้าชั้นหนังแท้โดยตรง ไม่ต้องรอให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง บทความนี้วิเคราะห์ส่วนประกอบ ผลการทดลองทางคลินิกเปรียบซ้าย-ขวา และสิ่งที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ จากมุมมองแพทย์

By Dr. Kim

Filler

หลักการที่ฟิลเลอร์แคลเซียม Radiesse เติมวอลุ่มพร้อมกระตุ้นคอลลาเจน และอยู่ได้นานแค่ไหน

Radiesse เป็นฟิลเลอร์ที่อนุภาคแคลเซียมเติมวอลุ่มได้ทันที พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปพร้อมกัน บทความนี้อธิบายหลักการว่าทำไมอนุภาคถึงสร้างวอลุ่มได้ และนำไปสู่การกระตุ้นคอลลาเจนอย่างไร รวมถึงเหตุผลที่นำมาเจือจางใช้เป็นสกินบูสเตอร์ และระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ได้นาน

By Dr. Lee

Back to articles