เหตุผลที่ Shurink และ InMode ควบคู่กันดีกว่าแยกทำทีละตัว พร้อมลำดับและเงื่อนไขที่ควรรู้
By Dr. Lee2 min read

เมื่ออายุมากขึ้น ผิวหน้าหย่อนคล้อยเป็นเรื่องที่กังวลอยู่แล้ว แต่รูขุมขนที่กว้างขึ้นและผิวที่หยาบกร้านก็เป็นอีกเรื่องที่กวนใจไม่แพ้กัน พอไปคลินิก หลายคนมักได้ยินว่าไม่ควรทำ Shurink อย่างเดียว แต่ควรทำ InMode ควบคู่ไปด้วย หลายคนคงสงสัยว่าทำไมต้องทำสองอย่างพร้อมกัน แทนที่จะจบด้วยตัวเดียว และเหตุผลนั้นน่าเชื่อถือจริงหรือไม่
คำแนะนำให้ทำสองเครื่องพร้อมกันอาจฟังดูเหมือนกลยุทธ์เพิ่มยอดขายก็ได้ แต่พอลองแกะดูความลึกในผิวที่แต่ละเครื่องเข้าไปทำงานจริง ๆ ก็จะเข้าใจได้ว่าทำไมสูตรผสมนี้ถึงเกิดขึ้น
Shurink ใช้คลื่นอัลตราซาวด์จัดการกับชั้นผิวที่ลึก ส่วน InMode ใช้คลื่นความถี่วิทยุจัดการตั้งแต่ชั้นตื้นไปจนถึงชั้นไขมัน เมื่อระดับความลึกที่แต่ละเครื่องดูแลต่างกัน การทำแค่ตัวเดียวจึงอาจมีบางชั้นที่หลุดรอดไป บทความนี้จะอธิบายทีละขั้นตอน ทั้งเหตุผลของการทำควบคู่กัน ลำดับการทำจริง และระยะห่างระหว่างครั้ง
คลื่นอัลตราซาวด์ของ Shurink เจาะลึกเข้าไปในผิวถึงไหน?
Shurink ใช้เทคโนโลยี HIFU (High-Intensity Focused Ultrasound หรือคลื่นอัลตราซาวด์รวมจุดความเข้มสูง) หลักการคือรวมลำคลื่นอัลตราซาวด์หลายเส้นให้โฟกัสไปที่จุดเดียวในผิว เพื่อสร้างความร้อนสูงขึ้นทันทีเฉพาะจุดนั้น คล้ายกับตอนเอาแว่นขยายไปรวมแสงแดดไว้ที่จุดเดียว จุดนั้นจะร้อนขึ้นมาเฉพาะที่
จุดที่ความร้อนนี้ไปถึงคือชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นพังผืดที่อยู่ระหว่างผิวหนังกับกล้ามเนื้อ ทำหน้าที่พยุงโครงหน้าเอาไว้ เปรียบเหมือนชั้นในที่คอยรั้งไม่ให้ใบหน้าหย่อนคล้อย เมื่อความร้อนไปกระตุ้นให้เกิดความเสียหายเล็ก ๆ ที่ชั้นลึกนี้ ไม่ใช่ที่ผิวชั้นบน ร่างกายจะซ่อมแซมตัวเองด้วยการสร้างโปรตีนคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ คอลลาเจนเปรียบเหมือนเสาที่ค้ำยันผิวจากด้านใน เมื่อเสาต้นใหม่ตั้งขึ้น บริเวณที่เคยหย่อนคล้อยก็จะค่อย ๆ ถูกดึงกลับขึ้นมา ด้วยเหตุนี้ Shurink จึงมักให้ผลลัพธ์ที่ค่อย ๆ ดีขึ้นในช่วง 2 ถึง 6 เดือน มากกว่าจะเห็นผลทันทีหลังทำ
จุดสำคัญคือคลื่นอัลตราซาวด์จะผ่านชั้นระหว่างกลางไปเฉย ๆ เหมือนกับตอนที่เลนส์รวมแสงไว้ที่จุดเดียว ส่วนอื่นของเลนส์ที่แสงผ่านจะไม่ร้อนขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นการทำ Shurink เพียงอย่างเดียวจะกระตุ้นชั้น SMAS ได้ก็จริง แต่ชั้นหนังแท้และหนังกำพร้าที่อยู่ด้านบนจะได้รับการกระตุ้นค่อนข้างน้อย พูดง่าย ๆ ว่า Shurink คือการสร้างเสาค้ำโครงหน้าขึ้นใหม่ ไม่ใช่วิธีที่จะช่วยจัดการผิวสาก รูขุมขน หรือพื้นผิวไปพร้อมกัน
ทำไมคลื่นความถี่วิทยุของ InMode ถึงทำงานในชั้นที่ตื้นกว่า?
InMode ใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุ (RF) แทนที่จะรวมพลังงานไว้ที่จุดเดียวแบบอัลตราซาวด์ RF จะปล่อยกระแสไฟฟ้าไหลระหว่างขั้วไฟฟ้าสองข้าง สร้างความร้อนขึ้นทั่วเนื้อเยื่อตลอดเส้นทางที่กระแสไหลผ่าน คล้ายกับหลักการของแผ่นทำความร้อนไฟฟ้าที่อุ่นทั่วทั้งผืน
ด้วยเหตุนี้ระดับความลึกที่ InMode เข้าไปทำงานจึงตื้นกว่า Shurink เป้าหมายหลักคือชั้นหนังแท้และชั้นไขมันตื้น ๆ ที่อยู่ใต้ลงไป หนังแท้เป็นชั้นที่รวมเส้นใยคอลลาเจนและเส้นใยยืดหยุ่นเอาไว้ เมื่อได้รับความร้อน คอลลาเจนจะถูกกระตุ้นให้ทำงาน ผิวสากและรูขุมขนก็จะเรียบเนียนขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น เอนไซม์ MMP ซึ่งทำหน้าที่ตัดทำลายคอลลาเจนจะทำงานมากขึ้น ทำให้เสาค้ำผิวค่อย ๆ อ่อนแรงลง การกระตุ้นด้วยความร้อนจึงเหมือนย้อนกระบวนการนี้กลับ เติมคอลลาเจนใหม่เข้าไปแทน นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าความร้อนที่ชั้นไขมันตื้นช่วยให้ขนาดเซลล์ไขมันเล็กลงด้วย เครื่อง InMode บางรุ่นยังเสริมแรงกลไกขนาดจิ๋วเข้ากับคลื่น RF เพื่อส่งความร้อนไปยังชั้นตื้นได้แม่นยำขึ้น
พูดง่าย ๆ InMode มีบทบาทในการปรับพื้นผิวและวอลลุ่มที่ใกล้ผิวหน้ามากกว่า
ทำ Shurink และ InMode ควบคู่กันจะเกิดผลเสริมฤทธิ์จริงหรือ?
Shurink สร้างเสาค้ำในชั้นลึก ส่วน InMode ปรับพื้นผิวและวอลลุ่มในชั้นตื้น เมื่อชั้นที่แต่ละเครื่องดูแลไม่ทับซ้อนกัน จึงมีเหตุผลว่าการทำควบคู่กันจะช่วยกระตุ้นชั้นที่เครื่องใดเครื่องหนึ่งเพียงอย่างเดียวเข้าไม่ถึง
คลินิกจำนวนมากเลือกทำสองเครื่องควบคู่กันด้วยเหตุผลดังนี้
- หลายคนกังวลทั้งเรื่องหย่อนคล้อยและผิวสากไปพร้อมกัน การทำ Shurink อย่างเดียวอาจทำให้โครงหน้าดีขึ้น แต่รูขุมขนหรือผิวสากอาจไม่เปลี่ยนไปมากนัก
- ช่วงเวลาที่คอลลาเจนแต่ละชั้นถูกสร้างขึ้นไม่เท่ากัน กระบวนการฟื้นฟูจึงต่อเนื่องกันเป็นช่วงเวลาที่ต่างกัน มีรายงานว่าเมื่อชั้นลึกกับชั้นตื้นฟื้นฟูด้วยความเร็วต่างกัน ผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นานขึ้น
- ผลลดไขมันของ InMode ช่วยให้เส้นโครงหน้าที่ Shurink ยกขึ้นมาดูชัดเจนขึ้น เพราะเนื้อที่หย่อนต้องลดลงก่อน ผลของการยกกระชับถึงจะสังเกตเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยขนาดใหญ่ที่เปรียบเทียบผลเสริมฤทธิ์ของการทำสองเครื่องควบคู่กันโดยตรงยังมีไม่มากนัก การเข้าใจว่านี่คือสูตรผสมที่มีเหตุผลรองรับในเชิงหลักการจะแม่นยำกว่า
ควรทำเครื่องไหนก่อนกันแน่?
แต่ละคลินิกมีลำดับที่แตกต่างกันเล็กน้อย แต่วิธีที่พบได้บ่อยคือทำ RF อย่าง InMode ก่อน แล้วค่อยทำอัลตราซาวด์ Shurink ทีหลัง คำอธิบายคือเมื่อ RF ทำให้เนื้อเยื่ออุ่นและนุ่มขึ้นก่อน พลังงานอัลตราซาวด์ที่ตามมาจะกระจายไปถึงชั้นลึกได้สม่ำเสมอขึ้น
ในทางกลับกัน บางคลินิกก็เลือกทำ Shurink ก่อน แล้วค่อยทำ InMode ทีหลัง ด้วยเหตุผลว่าการกระตุ้นชั้นลึกก่อน แล้วค่อยปรับพื้นผิวทีหลัง เป็นลำดับที่เป็นธรรมชาติมากกว่า ทั้งสองวิธีต่างก็ใช้กันอยู่ในทางคลินิก ยังไม่มีข้อสรุปว่าวิธีไหนดีกว่าอย่างชัดเจน ลำดับจะขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแพทย์และสภาพผิวของแต่ละคน
ควรทำกี่ครั้ง ห่างกันเท่าไหร่?
การสร้างคอลลาเจนใหม่และการเข้าที่ต้องใช้เวลา ดังนั้นแทนที่จะทำสองเครื่องพร้อมกันในวันเดียวแล้วจบ มักแนะนำให้แบ่งทำห่างกัน 2 ถึง 4 สัปดาห์ เหตุผลของการวางแผนแบบนี้มีดังนี้
- การกระตุ้นครั้งต่อไปในช่วงที่เนื้อเยื่อกำลังฟื้นตัวจะช่วยให้ปฏิกิริยาของเซลล์ต่อเนื่องกันไป
- หากให้ความร้อนกระตุ้นมากเกินไปในครั้งเดียว อาการบวมหรือผิวไวต่อการสัมผัสอาจซ้อนทับกัน การเว้นระยะจึงช่วยลดภาระในการฟื้นตัว
- ความเร็วในการสร้างคอลลาเจนของแต่ละคนไม่เท่ากัน การดูอาการก่อนแล้วค่อยปรับช่วงเวลาของครั้งถัดไปจึงทำได้
โดยทั่วไป Shurink มักทำห่างกัน 6 เดือนถึง 1 ปี ส่วน InMode จะทำถี่กว่า ห่างกัน 2 ถึง 4 สัปดาห์ แบ่งทำ 3 ถึง 5 ครั้ง จำนวนครั้งและระยะห่างที่แน่นอนควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลตามสภาพผิวและเป้าหมายของแต่ละคน
ทำไมความหนาของผิวและปริมาณไขมันถึงทำให้การวางแผนต่างกัน?
แม้จะเป็น Shurink เดียวกัน InMode เดียวกัน แต่ก็ไม่ได้ใช้ระดับความแรงและจำนวนครั้งเท่ากันในทุกคน เพราะความหนาของผิวและปริมาณไขมันบนใบหน้าของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
บริเวณที่ผิวบางและกระดูกยื่นชัด หากความร้อนเข้าลึกเกินความจำเป็น อาจเสี่ยงไปถึงบริเวณใกล้เส้นประสาทหรือเส้นเลือด ในทางกลับกัน บริเวณที่มีไขมันหนาอย่างแก้ม ถ้ายิงด้วยความแรงเท่ากัน ความร้อนอาจส่งไปไม่ถึงเพียงพอ ทำให้ผลลัพธ์อ่อนกว่าที่ควร ด้วยเหตุนี้แพทย์ที่มีประสบการณ์จึงปรับความลึกของอัลตราซาวด์ Shurink และความแรงของ RF InMode แยกกันไปตามแต่ละบริเวณ
บริเวณแนวกรามที่อยู่ใกล้กระดูกจะใช้หัวปรับ (cartridge) ความลึกตื้นกว่า ส่วนบริเวณที่มีเนื้อหนาอย่างแก้มจะใช้ความลึกที่มากกว่า การออกแบบให้แตกต่างกันไปตามบริเวณแบบนี้เท่านั้นที่จะช่วยให้ได้ทั้งผลลัพธ์และความปลอดภัยไปพร้อมกัน ขั้นตอนการวัดความหนาของผิวและตรวจดูการกระจายตัวของไขมันด้วยตาในระหว่างปรึกษาจึงเป็นขั้นตอนที่ขาดไม่ได้
ใครเหมาะกับการทำควบคู่กัน?
- เหมาะกับคนที่กังวลทั้งเรื่องหย่อนคล้อยและรูขุมขนหรือผิวสากไปพร้อมกัน เพราะ Shurink เพียงอย่างเดียวจัดการกับพื้นผิวได้ยาก
- เหมาะกับคนที่มีวอลลุ่มบนใบหน้าและอยากเห็นผลของการปรับโครงหน้าชัดเจนขึ้น เพราะผลลดไขมันของ InMode จะช่วยได้
- เหมาะกับคนที่มีเวลาเผื่อสำหรับตารางทำ 3 ถึง 5 ครั้งที่การทำควบคู่กันต้องใช้ เพราะยิ่งทำควบคู่กัน ยิ่งต้องคำนึงถึงจำนวนครั้งที่ต้องไปคลินิกและระยะเวลาฟื้นตัวด้วย
ในทางกลับกัน หากหย่อนคล้อยรุนแรงมาก หรือผิวบางและไวต่อการสัมผัสมาก การปรึกษาแพทย์เพื่อจัดลำดับความสำคัญก่อนจะปลอดภัยกว่าการทำสองเครื่องพร้อมกันในคราวเดียว
ความเจ็บปวดและการฟื้นตัวต่างกันอย่างไร?
Shurink ใช้พลังงานอัลตราซาวด์รวมไปที่ชั้นลึกในทันที จึงมักมีรายงานว่ารู้สึกเจ็บแปลบระหว่างทำ ส่วน InMode เน้นความร้อนที่ผิวชั้นตื้น จึงมักมีรายงานว่ารู้สึกแสบร้อนน้อยกว่า หากทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน อาการบวมหรือหน้าแดงอาจอยู่นานขึ้นอีก 1 ถึง 2 วัน จึงควรเผื่อเวลาก่อนมีนัดสำคัญ ในบางกรณีอาจมีรายงานอาการชาชั่วคราวหรือหย่อนคล้อยชั่วคราว การแจ้งประวัติสุขภาพและยาที่กำลังใช้อยู่ให้แพทย์ทราบก่อนทำจึงเป็นเรื่องสำคัญเพื่อความปลอดภัย
References
Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

ทำไมไฮฟู (HIFU) ถึงเล็งความร้อนไปที่ชั้นพังผืดลึกใต้ผิว ไม่ใช่แค่ผิวหน้าเท่านั้น
อธิบายเหตุผลที่การยกกระชับด้วยไฮฟู (HIFU) เล็งเป้าไปที่ชั้นพังผืด SMAS ไม่ใช่ผิวหนังชั้นนอก โดยเริ่มจากหลักการที่คลื่นอัลตราซาวด์รวมพลังงานไปที่จุดเดียว พร้อมแยกอธิบายสองช่วง คือความรู้สึกกระชับทันทีหลังทำ กับคอลลาเจนที่ค่อย ๆ สร้างขึ้นในช่วง 4 สัปดาห์ถึง 6 เดือนถัดมา
By Dr. Lee

หลักการที่ Density RF ใช้คลื่นวิทยุ 2 โหมด กระชับผิวทันทีพร้อมกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ และต้องทำกี่ครั้ง
Density RF เป็นหัตถการยกกระชับที่ใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง 2 โหมดที่ทำงานต่างกันร่วมกัน เพื่อให้ได้ทั้งความกระชับที่รู้สึกได้ทันทีหลังทำ และคอลลาเจนใหม่ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในช่วง 4 ถึง 12 สัปดาห์ถัดมา บทความนี้อธิบายว่าทำไมต้องใช้ 2 โหมดร่วมกัน ความร้อนทำงานในชั้นผิวตามลำดับอย่างไร และทำไมถึงต้องแบ่งทำหลายครั้ง โดยเน้นอธิบายจากหลักการทำงานจริง
By Dr. Kim

หลักการฉีดฟิลเลอร์จมูกให้สันจมูกและปลายจมูกโด่งขึ้น พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยเพื่อหลีกเลี่ยงหลอดเลือดอุดตันและการตาบอด
อธิบายหลักการที่ฟิลเลอร์จมูกช่วยเสริมสันจมูกและปลายจมูกให้โด่งขึ้น ส่วนประกอบกรดไฮยาลูโรนิกและวิธีการฉีด เหตุผลที่จมูกเป็นบริเวณที่เสี่ยงหลอดเลือดอุดตันและตาบอดสูงเป็นพิเศษ มาตรฐานการฉีดอย่างปลอดภัยและวิธีสลายกลับด้วย hyaluronidase ไปจนถึงเปรียบเทียบว่าฟิลเลอร์ทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้เมื่อเทียบกับการทำศัลยกรรมจมูก
By Dr. Lee