เรตินอลผลข้างเคียงและช่วงปรับผิว ผิวลอกเป็นขุยปกติไหม
By Dr. Kim2 min read

retinol เป็นส่วนผสมต้านริ้วรอยที่มีหลักฐานสนับสนุนมากที่สุดในบรรดาส่วนผสมบำรุงผิวทั้งหมด มีงานวิจัยสะสมกว่า 40 ปี และสามารถจัดการปัญหาผิวได้หลายอย่างในครั้งเดียว ทั้งริ้วรอย ความกระชับ รูขุมขน จุดด่างดำ และสิว จึงถูกเรียกว่า "พื้นฐานของ anti-aging" มาโดยตลอด
แต่หลายคนเลื่อนการเริ่มใช้ออกไปเรื่อยๆ เพราะกลัวว่าจะระคายเคือง โดยเฉพาะช่วงแรกที่ผิวอาจลอกหรือแดงเล็กน้อย ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นปฏิกิริยาปกติของผิวที่กำลังปรับตัว ถ้าเริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไปก็ผ่านได้สบายมาก ไม่ต้องกลัว retinol ทำงานยังไง ต่างจาก retinaldehyde กับ tretinoin ยังไง ประสิทธิภาพอยู่ระดับไหน และเริ่มใช้ยังไงไม่ให้แพ้ เราสรุปจากงานวิจัยจริงมาให้เลย

เรตินอลทำงานในผิวอย่างไร
retinol เป็นอนุพันธ์ของวิตามิน A เมื่อทาลงผิวจะผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลง 2 ขั้น จาก retinol ไป retinal แล้วค่อยเป็น retinoic acid ซึ่งเป็นรูปแบบที่ออกฤทธิ์ได้จริง จากนั้น retinoic acid จะไปจับกับ receptor ในเซลล์ผิว แล้วกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหมือนกดสวิตช์ยีน ดังนั้น retinol ไม่ได้ออกฤทธิ์โดยตรง แต่ต้องผ่านการแปลงในผิวก่อน
ผลที่ได้มี 3 อย่างหลักๆ คือ 1) กระตุ้นยีนที่สร้างคอลลาเจน ขณะเดียวกันยับยั้งเอนไซม์ที่ทำลายคอลลาเจน ช่วยให้ผิวกระชับขึ้น 2) เร่งการหมุนเวียนเซลล์ผิว ทำให้ผิวเรียบขึ้นและลอกเซลล์ตายออก 3) ทำให้ชั้นผิวหนาขึ้นเล็กน้อย และลดการสะสมของเม็ดสี ผิวจึงสม่ำเสมอขึ้น
ที่สำคัญ นี่คือเหตุผลที่ retinol อ่อนโยนกว่า tretinoin ที่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ เพราะ tretinoin เป็นรูปแบบที่ออกฤทธิ์ได้เลย แต่ retinol ต้องผ่านการเปลี่ยน 2 ขั้น จึงออกฤทธิ์ช้ากว่า ระคายเคืองน้อยกว่า แต่ก็เห็นผลช้ากว่าเช่นกัน ดีตรงที่ใช้ได้นานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องความระคายเคืองสูง

เรตินัลและเตรทติโนอินแรงกว่าเรตินอลแค่ไหน
retinoid มีหลายระดับความแรง คิดเหมือนบันได ยิ่งใกล้รูปแบบ active ยิ่งแรงและเร็ว แต่ก็ระคายเคืองมากขึ้นตาม เรียงจากอ่อนไปแรง ได้แก่ retinyl ester, retinol, retinal (retinaldehyde), และ tretinoin ที่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์
retinol ต้องผ่านการเปลี่ยน 2 ขั้นก่อนถึง tretinoin ประสิทธิภาพจึงอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 20 ของ tretinoin แต่ก็อ่อนโยนกว่าและเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น retinaldehyde ต้องผ่านแค่ขั้นเดียว จึงออกฤทธิ์เร็วกว่า retinol แต่ยังนับว่าอ่อนโยนอยู่ ส่วน tretinoin แรงที่สุด เห็นผลชัดที่สุด แต่ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์
ถ้าเพิ่งเริ่ม แนะนำให้เริ่มจากตัวอ่อนก่อนแล้วค่อยๆ เพิ่มระดับตามที่ผิวรับได้ ไม่ใช่ยิ่งแรงยิ่งดีเสมอไป งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า retinol 0.3% ให้ผลใกล้เคียงกับ 1% ดังนั้นความสม่ำเสมอในการใช้สำคัญกว่าตัวเลขความเข้มข้น หยุดใช้เพราะระคายเคืองคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด ระดับที่ผิวรับได้และใช้ได้สม่ำเสมอดีกว่าระดับสูงที่ทนไม่ไหว

การเปลี่ยนแปลงที่ยืนยันแล้วตั้งแต่ริ้วรอยจนถึงสิว
ดูตัวเลขแล้วน่าเชื่อถือมาก งานวิจัย double-blind ที่ใช้ retinol 0.4% กับผิวสูงอายุเป็นเวลา 24 สัปดาห์ พบว่าคะแนนริ้วรอยเล็กๆ ดีขึ้นอย่างชัดเจน และการตรวจเนื้อเยื่อก็ยืนยันว่าคอลลาเจนเพิ่มขึ้นจริง ไม่ใช่ข้อมูลจากโฆษณา แต่เปรียบเทียบกับยาหลอกในสภาพควบคุม
บางตัวชี้วัดเห็นผลเร็วกว่าที่คิด งานวิจัยที่ใช้ retinol รูปแบบ complex เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าความกระชับเพิ่มขึ้นประมาณ 64% ความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้นประมาณ 20% และการสูญเสียน้ำลดลงประมาณ 38% มีการปรับปรุงหลายด้านพร้อมกัน ทั้งรูขุมขน ผิวพรรณ และความสม่ำเสมอของสีผิว บางอย่างเริ่มเห็นตั้งแต่สัปดาห์แรกแล้ว
นอกจากนี้ retinol ยังช่วยลดจุดด่างดำและสิวได้ด้วย เพราะช่วยปลดปล่อยรูขุมขนที่อุดตันและยับยั้งการเกิดสิวใหม่ สิ่งที่น่าสนใจคือ retinol ส่วนผสมเดียวช่วยได้หลายเรื่องพร้อมกัน ทั้งริ้วรอย ความกระชับ รูขุมขน จุดด่างดำ และสิว ทำให้ routine ง่ายขึ้นได้มาก แค่ต้องจำไว้ว่าผลส่วนใหญ่ต้องรอ 12 สัปดาห์ถึง 6 เดือน ความสม่ำเสมอคือกุญแจสำคัญ

ช่วงปรับผิวระยะแรกนานแค่ไหน
ช่วงแรกที่ใช้ retinol ผิวอาจลอก แดงเล็กน้อย หรือรู้สึกตึงบ้าง สิ่งนี้เรียกว่า retinization ซึ่งไม่ใช่ผลข้างเคียงแต่เป็นกระบวนการปกติที่ผิวกำลังปรับตัวกับการหมุนเวียนเซลล์ที่เร็วขึ้น ส่วนใหญ่จะหายภายใน 2-4 สัปดาห์ แต่ถ้าแสบร้อนมาก บวม หรือแย่ลงเรื่อยๆ หลายสัปดาห์ ให้หยุดใช้และปรึกษาแพทย์
วิธีผ่านช่วงนี้ให้ง่ายคือเริ่มช้าๆ ใช้ความเข้มข้นต่ำ (0.025-0.1%) ช่วง 2-4 สัปดาห์แรกทาเฉพาะตอนกลางคืน สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง พอผิวปรับตัวได้แล้วค่อยเพิ่มเป็น 4 ครั้งต่อสัปดาห์ แล้วทุกคืน ล้างหน้าเสร็จเช็ดน้ำให้แห้งสนิทก่อน ใช้แค่เท่าเมล็ดถั่วเขียว ทาบางๆ และเว้นบริเวณรอบดวงตาไว้ก่อน
ถ้ากังวลเรื่องระคายเคือง ให้ใช้มอยส์เจอไรเซอร์ช่วย ทามอยส์เจอไรเซอร์ก่อนและหลัง retinol หรือผสม retinol กับมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อลดความเข้มข้น retinol ควรทาเฉพาะตอนกลางคืนเพราะอ่อนไหวต่อแสง ตอนเช้าต้องทาครีมกันแดดเสมอ แค่ปฏิบัติตามลำดับนี้ส่วนใหญ่ก็ผ่านช่วงปรับตัวได้สบาย

ส่วนผสมที่ใช้ร่วมได้และที่ควรแยกใช้
การรู้จักส่วนผสมที่เข้ากันได้ช่วยลดระคายเคืองได้มาก ส่วนผสมที่เข้ากันดีกับ retinol ได้แก่ hyaluronic acid, niacinamide, และ ceramide ทั้งหมดช่วยปกป้องผิวกั้นและเพิ่มความชุ่มชื้น ลดความระคายเคืองจาก retinol ดังนั้น routine ที่เน้นมอยส์เจอไรเซอร์ดีๆ ก่อนแล้วค่อยเสริม retinol จะทนได้ดีกว่ามาก
ส่วนบางตัวควรแยกเวลากัน โดยเฉพาะช่วงแรกที่ยังปรับตัว เช่น AHA, BHA ที่เป็นตัว exfoliate แรงๆ และ benzoyl peroxide ถ้าใช้พร้อมกับ retinol อาจระคายเคืองซ้อน วิตามิน C ให้ใช้ตอนเช้า retinol ตอนกลางคืน แยกกันแบบนี้ได้ประโยชน์ทั้งคู่โดยไม่ระคายเคือง พอผิวชินแล้วค่อยลองใช้ด้วยกัน แต่ช่วงแรกแยกไว้ก่อนปลอดภัยกว่า
สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้อีกอย่างคือ ถ้ากำลังตั้งครรภ์หรือวางแผนจะมีลูก แนะนำให้หยุด retinol ไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย แม้ว่า retinol ทาแล้วจะดูดซึมเข้าร่างกายน้อยมาก แต่เพื่อความระมัดระวังในช่วงนี้ควรเว้นไว้ก่อน ใช้ส่วนผสมที่มีความปลอดภัยที่ยืนยันแล้วแทน เช่น azelaic acid, วิตามิน C, หรือ niacinamide แค่จุดนี้จุดเดียวที่ต้องระวัง นอกนั้น retinol เป็นส่วนผสมที่ใช้ได้ยาวๆ อย่างสบายใจ

เรตินอลเหมาะกับใคร และควรคาดหวังอะไร
retinol เหมาะกับคนที่อยากดูแลผิวแบบครบวงจร ทั้งริ้วรอย ความกระชับ รูขุมขน และโทนสีผิว เริ่มใช้ตั้งแต่เริ่มเป็นห่วงเรื่องริ้วรอยจะดีมาก หรือถ้าปัญหาหลักคือสิวและรูขุมขนกว้างก็ช่วยได้เช่นกัน ข้อดีคือส่วนผสมตัวเดียวช่วยได้หลายเรื่อง routine จึงง่ายขึ้น
กุญแจสู่ความสำเร็จมีสองอย่างคือความอดทนและความสม่ำเสมอ ผ่านช่วงปรับตัวสองสามสัปดาห์แรกด้วยความเข้มข้นต่ำๆ ทาทุกคืน และไม่ลืมกันแดดตอนเช้า แค่สามอย่างนี้ส่วนใหญ่ก็ปรับตัวได้ดีและเห็นผลชัด อย่าใจร้อน ให้เดินไปตามจังหวะของผิวตัวเอง
ตั้งความคาดหวังให้ตรงกับความเป็นจริง แต่ก็มองในแง่ดีได้เต็มที่ ไม่ได้เปลี่ยนแบบทันตาเห็นภายในเดือนเดียว แต่ใช้ต่อเนื่องหลายเดือนจะรู้สึกได้เองว่าผิวเนียนขึ้น ริ้วรอยเล็กๆ จางลง และผิวกระชับขึ้น ถ่ายรูปเก็บไว้ระหว่างทางจะช่วยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงชัดขึ้นมาก retinol มีหลักฐานรองรับมากที่สุดในบรรดาส่วนผสมต้านริ้วรอย เริ่มช้าๆ ใช้ยาวๆ คือการลงทุนกับผิวที่คุ้มค่าที่สุด ลองเริ่มจากความเข้มข้นต่ำคืนนี้ได้เลย
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

เข็มผิวขาวกลูตาไธโอน ผลลัพธ์และผลข้างเคียง แบบกินต่างจากแบบฉีดอย่างไร
การฉีดผิวขาวเข้าเส้นด้วยกลูตาไธโอนทำให้ผิวสว่างขึ้นได้จริงไหม แบบกิน ทา และฉีดเข้าเส้น แต่ละรูปแบบมีหลักฐานรองรับแค่ไหน และถ้าจะฉีดต้องระวังอะไรบ้างเพื่อความปลอดภัย รวมข้อมูลตรงไปตรงมาโดยไม่บิดเบือน
By Dr. Lee

วิธีดูแลผิววัย 20 ครีมกันแดดและวิธีใช้ retinol
วัย 20 ผิวยังดูแข็งแรง แต่ความสามารถในการสร้างคอลลาเจนเริ่มชะลอตัวลงอย่างช้า ๆ ตั้งแต่ช่วงนี้แล้ว พฤติกรรมพื้นฐานอย่างการล้างหน้า การให้ความชุ่มชื้น และการกันแดด ส่งผลต่อสภาพผิวในอนาคตมากกว่าที่คิด บทความนี้สรุปหลักการว่าควรเริ่มใช้ retinol และ niacinamide เมื่อไหร่และอย่างไร
By Dr. Kim

ไทเทเนียม ลิฟติ้ง ผลลัพธ์และข้อจำกัด ต่างจาก Ulthera และ Thermage อย่างไร
ไทเทเนียม ลิฟติ้ง คืออะไร เลเซอร์ 3 ความยาวคลื่นยกกระชับผิวได้อย่างไร และผลลัพธ์ที่แท้จริงมีขีดจำกัดแค่ไหน ข้อมูลจากงานวิจัยจริง พร้อมระบุอย่างชัดเจนว่าหลักฐานส่วนใหญ่มาจากกลุ่มเลเซอร์ Near-infrared ไม่ใช่การศึกษาเฉพาะไทเทเนียมโดยตรง
By Dr. Lee