prettytime
Skincare

ทำเลเซอร์แล้วผิวคล้ำกว่าเดิม สาเหตุ PIH และวิธีดูแลหลังเลเซอร์

By Dr. Kim2 min read

ทำเลเซอร์เพื่อลบสีผิวแล้วผิวกลับคล้ำขึ้นกว่าเดิม ใครเจอแบบนี้คงงงและเสียใจไม่น้อย ส่องกระจกทีไรก็เห็นจุดที่เข้มกว่าตอนก่อนทำ แถมยังกังวลว่าจะอยู่ไปตลอดกาลหรือเปล่า

ขอบอกก่อนว่าอย่าเพิ่งตื่นตกใจ สิ่งที่เห็นอยู่นี้ไม่ใช่แผลเป็น แต่เป็นปัญหาเรื่องสีผิว เรียกว่ารอยดำหลังการอักเสบ หรือ PIH (Post-Inflammatory Hyperpigmentation) เกิดจากผิวที่ถูกกระตุ้นผลิตเมลานินมากเกินไป พบบ่อยในคนที่มีเมลานินสูง เช่น คนเอเชียโดยทั่วไป ข่าวดีคือส่วนใหญ่จางได้เองตามเวลา แต่จะจางช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับการดูแล บทความนี้อธิบายตั้งแต่สาเหตุ ชนิดเลเซอร์ที่เสี่ยงมากน้อยต่างกัน ไปจนถึงวิธีดูแลที่ได้ผลจริง

รอยดำบนผิวหน้าหลังทำเลเซอร์

รอยดำหลังการอักเสบไม่ใช่แผลเป็น

PIH คือรอยคล้ำที่เกิดจากเมลานินสะสมผิดปกติใต้ผิว ไม่ใช่แผลเป็นที่เนื้อเยื่อยุบหรือนูน แต่เป็นแค่สีผิวที่เข้มขึ้น พอสีผิวค่อยๆ จางลงตามกลไกธรรมชาติของร่างกาย ผิวก็กลับมาเหมือนเดิมได้ ต่างจากแผลเป็นที่โครงสร้างเนื้อเยื่อเปลี่ยนแปลงถาวร

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็น PIH เหมือนกัน ระยะเวลาฟื้นตัวก็ต่างกันขึ้นอยู่กับความลึกของเมลานิน ถ้าเมลานินอยู่ชั้นหนังกำพร้า (epidermis) ด้านบน มักจางค่อนข้างเร็ว แต่ถ้าการกระตุ้นรุนแรงจนเมลานินหลุดลึกถึงชั้นหนังแท้ (dermis) ร่างกายต้องใช้เวลานานกว่าในการกำจัด บางรายนานเป็นเดือนหรือเกินกว่า 1 ปี นี่คือเหตุผลที่คนเดียวกัน ทำเลเซอร์เดียวกัน แต่ผลลัพธ์ถึงต่างกัน ความเข้มของรอยไม่ใช่ตัวชี้วัดสำคัญ แต่ความลึกของเมลานินต่างหากที่กำหนดเวลาฟื้นตัว

ลองสังเกตด้วยมือ PIH จะมีพื้นผิวเรียบ ถ้าสัมผัสแล้วไม่รู้สึกว่ายุบหรือนูน โอกาสเป็น PIH สูง แต่ถ้าสัมผัสแล้วรู้สึกขรุขระ ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติม

เมลานินในหนังกำพร้าจางได้เร็วกว่า เมลานินที่ลึกถึงหนังแท้ใช้เวลานานกว่า
เมลานินในหนังกำพร้าจางได้เร็วกว่า เมลานินที่ลึกถึงหนังแท้ใช้เวลานานกว่า

ทำไมเลเซอร์ถึงทำให้ผิวคล้ำขึ้น

เหตุผลไม่ซับซ้อน เลเซอร์และพีลลิ่งทำงานโดยใช้ความร้อนหรือการลอกผิวเพื่อกำจัดสีผิว พอกระตุ้นมากเกินไป ผิวจะตีความว่าตัวเองบาดเจ็บแล้วเกิดปฏิกิริยาอักเสบ การอักเสบนี้เองที่ไปกระตุ้นเมลาโนไซต์ซึ่งเป็นเซลล์ผลิตเมลานิน พลังงานที่ตั้งใจใช้ลบสีผิวกลับกลายเป็นแรงกระตุ้นให้ผิวสร้างสีเพิ่มขึ้นแทน

สีผิวเป็นปัจจัยสำคัญมาก ยิ่งผิวมีเมลานินมาก ยิ่งเสี่ยงต่อ PIH ง่าย คนเอเชียจึงพบปัญหานี้บ่อยกว่า ยิ่งมีแสงแดดมาเสริม เมลาโนไซต์ยิ่งทำงานหนักขึ้นอีก ดังนั้นนอกจากความแรงของเลเซอร์แล้ว การป้องกันแสงแดดหลังทำก็สำคัญไม่แพ้กัน คนที่ทำเลเซอร์เดียวกัน ความแรงเท่ากัน แต่ดูแลต่างกัน ผลลัพธ์จึงแตกต่างกันได้มาก

อีกอย่างที่ต้องแยกให้ออกคือสะเก็ดที่หลุดหลังทำเลเซอร์นั้นเป็นเรื่องปกติ แตกต่างจาก PIH ที่ขึ้นมาทีหลัง ถ้าไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นอยู่คืออะไร ควรถามคลินิกที่ทำโดยตรง

การทำเลเซอร์บนใบหน้า การดูแลหลังทำมีผลต่อการเกิดรอยดำ

การรักษาแบบไหนเสี่ยงต่อรอยดำมากกว่า

ความเสี่ยง PIH แตกต่างกันในแต่ละชนิดของเลเซอร์และแต่ละสีผิว มีงานวิจัยรายงานอัตราการเกิดไว้และแนวโน้มค่อนข้างชัดเจน ยิ่งเลเซอร์แรง ลอกผิวมาก และผิวคล้ำ ยิ่งเสี่ยงสูง จึงไม่มีเลเซอร์ตัวไหนที่ "ปลอดภัยสำหรับทุกคน" ต้องดูที่ชนิดเลเซอร์ร่วมกับสภาพผิวของแต่ละคน

เลเซอร์พิโควินาทีแบบไม่ลอกผิวที่ใช้ความแรงต่ำ รายงานอัตราเกิด PIH อยู่ที่ประมาณ 5% ในขณะที่ Q-switched 532nm แบบแรงกว่าพุ่งสูงถึง 20 ถึง 30% เลเซอร์แฟรกชันแบบไม่ลอกผิวอยู่ที่ราว 17% ส่วนเลเซอร์ CO2 แบบลอกผิวในผิวคล้ำรายงานสูงถึงประมาณ 30% โดยเฉพาะในผิวที่ไวต่อแสงมาก อาจพบรอยดำชั่วคราวได้มากกว่า 90% แต่รอยแบบนี้มักจางลงเองตามเวลา สรุปคือยิ่งเลเซอร์แรงและผิวคล้ำ ยิ่งต้องระวัง และหมอต้องปรับความแรงกับระยะห่างให้เหมาะสม

อัตราการเกิดรอยดำแยกตามชนิดเลเซอร์และสีผิว เลเซอร์พิโควินาทีต่ำสุด เลเซอร์ CO2 แบบลอกผิวและผิวคล้ำสูงสุด
อัตราการเกิดรอยดำแยกตามชนิดเลเซอร์และสีผิว เลเซอร์พิโควินาทีต่ำสุด เลเซอร์ CO2 แบบลอกผิวและผิวคล้ำสูงสุด

เวลาและการกันแดดคือครึ่งหนึ่งของการรักษา

การจัดการ PIH ครึ่งหนึ่งคือการรอและการกันแดด ถ้าเมลานินอยู่ชั้นหนังกำพร้า มักจางภายในไม่กี่สัปดาห์ถึง 3 เดือน แต่ถ้าลึกถึงหนังแท้ อาจต้องรอ 6 ถึง 14 เดือน การรีบทำเลเซอร์เพิ่มโดยไม่รอให้ผิวฟื้น มักแค่เพิ่มการกระตุ้นให้ PIH แย่ลง

แสงแดดคือศัตรูหลัก แสงแดดกระตุ้นเมลาโนไซต์ให้ผลิตเมลานินเพิ่ม รอยที่กำลังจางอยู่อาจกลับมาเข้มขึ้นอีกครั้งเพราะแดดแค่ครั้งเดียว ดังนั้นหลังทำเลเซอร์ต้องทาครีมกันแดดทุกวัน ซ้ำทุก 2 ถึง 3 ชั่วโมง และหมั่นใช้หมวกหรือร่มเพิ่มเติม แม้แต่ในร่มยังมีแสงจากหน้าต่างหรือหน้าจอที่ต้องระวัง

การกันแดดสม่ำเสมอหรือไม่มีผลต่อเวลาฟื้นตัวหลายเดือน ส่วน vitamin C หรือ niacinamide ช่วยลดสีผิวได้ แต่ไม่มีอะไรแทนการกันแดดได้ ถ้าไม่กันแดด ยาทาตัวไหนก็ไม่มีประโยชน์

เวลาที่รอยดำจาง รอยในหนังกำพร้าใช้ไม่กี่สัปดาห์ถึง 3 เดือน รอยในหนังแท้ใช้ 6 ถึง 14 เดือน
เวลาที่รอยดำจาง รอยในหนังกำพร้าใช้ไม่กี่สัปดาห์ถึง 3 เดือน รอยในหนังแท้ใช้ 6 ถึง 14 เดือน

ยาทาช่วยเร่งการฟื้นตัว

ระหว่างรอ มียาทาที่ช่วยเร่งการจางลงของรอยดำได้ ส่วนใหญ่ออกฤทธิ์โดยยับยั้งไทโรซิเนส (tyrosinase) ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญในการสร้างเมลานิน ตัวอย่างได้แก่ hydroquinone, azelaic acid, tranexamic acid, kojic acid, arbutin, niacinamide และ retinoid ที่ช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิว แต่ละตัวมีความแรงและความระคายเคืองต่างกัน ควรเลือกให้เหมาะกับสภาพผิว

มีงานวิจัยที่ค่อนข้างน่าเชื่อถือรองรับหลายตัว azelaic acid 15% ทาต่อเนื่อง 16 สัปดาห์ พบว่ามากกว่า 50% ของผู้ใช้มีรอยดำหายไป นอกจากนี้ azelaic acid 20% มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ hydroquinone 4% แต่ระคายเคืองน้อยกว่า ส่วน tranexamic acid แบบทาก็เริ่มเห็นผลใน 4 ถึง 8 สัปดาห์ ทุกตัวต้องใช้ควบคู่กับการกันแดด และต้องทาต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ถึง 3 เดือนถึงจะเห็นผล ตารางด้านล่างสรุปตัวเลือกที่ใช้บ่อย

ส่วนผสมการออกฤทธิ์หมายเหตุ
hydroquinoneยับยั้งการสร้างเมลานิน มาตรฐานการเปรียบเทียบยาตามใบสั่งแพทย์ ใช้นานต้องปรึกษาหมอ
azelaic acidยับยั้งไทโรซิเนส ต้านการอักเสบระคายเคืองน้อย ใช้ได้ในหญิงตั้งครรภ์
tranexamic acidยับยั้งการกระตุ้นเมลาโนไซต์แบบทา ระคายเคืองน้อย
retinoidเร่งการผลัดเซลล์ผิวระคายเคืองช่วงแรก ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์

หลักฐานประสิทธิภาพของยาทา azelaic acid 15% ทา 16 สัปดาห์ รอยดำหายมากกว่า 50% ใกล้เคียงกับ hydroquinone
หลักฐานประสิทธิภาพของยาทา azelaic acid 15% ทา 16 สัปดาห์ รอยดำหายมากกว่า 50% ใกล้เคียงกับ hydroquinone

การรีบทำเลเซอร์ซ้ำคือสิ่งที่อันตรายที่สุด

สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงมากที่สุดเมื่อเกิด PIH คือการรีบทำเลเซอร์ซ้ำทันที การทำเลเซอร์บนผิวที่ยังระคายเคืองอยู่จะยิ่งกระตุ้นให้ PIH แย่ลง ควรให้ผิวสงบลงก่อน แล้วค่อยควบคุมด้วยการกันแดดและยาทา จากนั้นค่อยตัดสินใจขั้นต่อไป เลเซอร์โทนนิ่งความแรงต่ำแบบทำหลายครั้งก็ใช้ได้ แต่ต้องรอให้รอยดำสงบก่อนเช่นกัน

การป้องกันง่ายกว่าการรักษามาก หลีกเลี่ยงแสงแดดก่อนและหลังทำ ถ้าผิวไหม้แดดอยู่ควรเลื่อนเลเซอร์ออกไปก่อน ถ้ากินยาที่ทำให้ผิวไวต่อแสงอยู่ต้องแจ้งหมอ ทางฝั่งหมอก็ต้องปรับความแรงให้เหมาะกับสีผิว และถ้าเป็นบริเวณใหม่ที่ไม่เคยทำ ควรทดสอบจุดเล็กๆ ก่อน

อย่าไปซื้อยาฟอกผิวเข้มข้นมาทาเองตามที่เห็นในอินเทอร์เน็ต hydroquinone ความเข้มข้นสูงที่ทาเองโดยไม่มีหมอดูแล อาจทำให้ผิวระคายเคืองและเข้มขึ้นอีก ควรปรึกษาหมอก่อนเลือกตัวยาและระยะเวลาการใช้ รอยดำหลังการอักเสบส่วนใหญ่จางได้ ไม่ต้องตื่นตระหนก ดูแลด้วยการกันแดดสม่ำเสมอและยาทาที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว ค่อยๆ รอเวลา คือวิธีที่เร็วที่สุด

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

รอยสิวสีน้ำตาลที่ไม่ยอมจาง: สาเหตุของ PIH และวิธีดูแลที่ได้ผลจริง

รอยสีน้ำตาลที่หลงเหลือหลังสิวหายคือ PIH ซึ่งไม่ใช่แผลเป็น แต่เป็นปัญหาเรื่องเม็ดสี บทความนี้อธิบายว่าทำไม melanin จึงสะสมในบริเวณนั้น เหตุใดผลลัพธ์จึงแตกต่างกันตามประเภทผิว ส่วนผสมใดที่ผ่านการพิสูจน์ทางคลินิก และทำไมเลเซอร์ถึงอาจทำให้อาการแย่ลงได้

By Dr. Lee

Skincare

กระแดด กระเนื้อที่โทนนิ่งจัดการไม่ได้ ผลของ Reepot 532nm กับการทำความเย็นล่วงหน้า

Reepot คือเลเซอร์เม็ดสีของ Classys ที่ใช้คลื่น 532nm ดูดซับเมลานินสูงกว่า 1064nm ถึง 11 เท่า มีระบบ VSLS ทำความเย็นล่วงหน้าเพื่อลด PIH กระแดดและกระเนื้อบนใบหน้าจางเฉลี่ย 72% ใน 2 ครั้งจากการศึกษา 20 คน บทความนี้อธิบายกลไก สะเก็ด ผลข้างเคียง และความแตกต่างจากโทนนิ่งกับ IPL ตรงไปตรงมาไม่เกินจริง

By Dr. Lee

Diet

วีโกวีกับเม้าน์จาโร ผลข้างเคียงต่างกันอย่างไร, คลื่นไส้จนถึงตับอ่อนอักเสบ ระวังเรื่องอะไรบ้าง

เปรียบเทียบผลข้างเคียงของวีโกวีและเม้าน์จาโรด้วยตัวเลขจากการทดลองทางคลินิกจริง ตั้งแต่คลื่นไส้และท้องเสียที่พบบ่อย ไปจนถึงอัตราการหยุดยา นิ่วในถุงน้ำดี ตับอ่อนอักเสบ พร้อมวิธีลดผลข้างเคียงและกลุ่มที่ไม่ควรใช้

By Dr. Kim

Back to articles