prettytime
Pigment

เกณฑ์แยกรอยแดงจากสิวว่าเป็นเส้นเลือดขยายหรือรอยดำ พร้อมหลักการทำงานของเลเซอร์

By Dr. Kim1 min read

หลังสิวยุบลง ผิวมักทิ้งร่องรอยไว้สองแบบ แบบแรกคือรอยแดง แบบที่สองคือรอยสีน้ำตาลหรือน้ำตาลเข้ม รอยแดงนั้นส่วนใหญ่ไม่ใช่เม็ดสีเลย แต่เป็นเส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ ในผิวที่ขยายตัวจนมองทะลุออกมาเห็น แต่หลายคนมักเหมารวมว่าเป็นรอยดำเหมือนกันหมด แล้วทาแต่ผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่งจนเสียเวลาเปล่า เพราะต้นเหตุต่างกัน วิธีดูแลจึงต้องต่างกันด้วย บทความนี้จึงรวบรวมเกณฑ์แยกรอยทั้งสองแบบและหลักการที่อยู่เบื้องหลัง

ทำไมรอยแดงจากสิวถึงเกิดขึ้น

เมื่อการอักเสบของสิวรุนแรง เส้นเลือดในบริเวณนั้นจะขยายตัว เป็นปฏิกิริยาที่ร่างกายเพิ่มการไหลเวียนเลือดเพื่อลำเลียงเม็ดเลือดขาวและสารอาหารไปต่อสู้กับการอักเสบ ระหว่างนี้เส้นเลือดฝอยจะขยายกว้างขึ้น และบางครั้งยังมีเส้นเลือดใหม่งอกขึ้นมาด้วย

แม้การอักเสบจะสงบลงแล้ว เส้นเลือดที่ขยายตัวเหล่านี้ก็ไม่กลับสู่ขนาดเดิมทันที เพราะผนังหลอดเลือดถูกสารอักเสบกระตุ้นจนคงสภาพขยายอยู่ได้นานหลายวันจนถึงหลายสัปดาห์ เส้นเลือดที่มองทะลุชั้นผิวออกมานี่เองที่ทำให้รอยดูเป็นสีแดง

พูดง่าย ๆ คือรอยแดงไม่ใช่เม็ดสีใหม่ที่เพิ่งเกิด แต่คือเส้นเลือดที่ขยายตัวและมองทะลุชั้นผิวบาง ๆ ออกมา ยิ่งผิวบางเท่าไหร่ หรือการอักเสบยิ่งลึกเท่าไหร่ รอยก็มักอยู่นานและเข้มขึ้นเท่านั้น

ความแตกต่างระหว่างเส้นเลือดขยายกับรอยดำ

รอยดำเกิดจากกลไกที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เมื่อบริเวณที่อักเสบหนักถูกกระตุ้น เซลล์เมลาโนไซต์ (เซลล์สร้างเม็ดสีผิว) จะผลิตเมลานินออกมามากเกินไป เม็ดสีนี้สะสมอยู่ที่ชั้นหนังกำพร้าหรือหนังแท้ ทำให้เห็นเป็นสีน้ำตาลหรือน้ำตาลเข้ม

รอยเส้นเลือดขยายมีต้นเหตุจากหลอดเลือด เมื่อเวลาผ่านไปหลอดเลือดหดกลับสู่ขนาดปกติ รอยก็จางลงเองตามธรรมชาติ แต่รอยดำนั้นเป็นเม็ดเมลานินที่สร้างเสร็จแล้วและสะสมอยู่ในผิว ต่อให้หลอดเลือดยุบตัว รอยดำก็ไม่หายไปพร้อมกัน กว่าเม็ดสีจะจางลงต้องอาศัยกระบวนการผลัดเซลล์ผิว (turnover ที่เซลล์ผิวถูกแทนที่ด้วยเซลล์ใหม่) พาเม็ดสีออกไปพร้อมขี้ไคลเก่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายรอบ

รอยทั้งสองแบบจึงต่างกันตั้งแต่โทนสี รอยเส้นเลือดขยายออกโทนแดงจัด ส่วนรอยดำออกโทนน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้ม บางครั้งทั้งสองแบบก็ซ้อนทับกันอยู่ในจุดเดียว ทำให้แค่มองด้วยตาเปล่าอาจฟันธงยาก

โดยเฉพาะคนผิวขาวจะเห็นรอยแดงชัดกว่า ส่วนคนผิวคล้ำจะสังเกตรอยดำได้ชัดกว่าโดยเปรียบเทียบ นั่นหมายความว่ารอยแบบเดียวกันอาจดูต่างกันไปตามโทนผิวเดิมของแต่ละคน

เหตุผลที่กดแล้วแยกออกได้

วิธีง่ายที่สุดในการแยกรอยทั้งสองแบบคือใช้นิ้วมือหรือแผ่นแก้วใสกดเบา ๆ ลงบนรอย เทคนิคนี้เรียกว่า diascopy หรือการกดตรวจดูปฏิกิริยาของหลอดเลือด

รอยเส้นเลือดขยายเมื่อถูกกดจะซีดลงหรือกลายเป็นสีขาวทันที เพราะเลือดในหลอดเลือดถูกแรงกดดันออกไป พอปล่อยมือเลือดจะไหลกลับเข้ามาเต็มหลอดเลือดอีกครั้ง รอยแดงก็กลับมาเหมือนเดิม คล้ายกับการกดลูกโป่งที่บรรจุน้ำ จุดที่ถูกกดจะแบนลงชั่วขณะ

ส่วนรอยดำแทบไม่เปลี่ยนสีเลยแม้จะกด เพราะเม็ดสีถูกยึดอยู่ในเซลล์เรียบร้อยแล้ว แรงกดไม่สามารถทำให้เม็ดสีเคลื่อนที่หรือจางลงได้

หากอยากลองเช็กด้วยตัวเอง ให้ใช้นิ้วกดค้างไว้สักสองสามวินาทีแล้วปล่อย สังเกตว่าสีเปลี่ยนไหม ถ้าสีจางลงชัดเจนแล้วกลับมาเร็ว มีแนวโน้มเป็นรอยเส้นเลือดขยาย แต่ถ้าสียังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ก็เข้าข่ายรอยดำมากกว่า

เหตุผลที่รอยดำจางช้า

เมลานินเมื่อถูกสร้างขึ้นแล้วจะเคลื่อนที่ไปพร้อมกับเซลล์ผิว เม็ดสีที่สร้างจากชั้นล่างสุดของหนังกำพร้าจะฝังอยู่ในเซลล์นั้นจนกว่าเซลล์จะถูกดันขึ้นไปด้านบนและหลุดออกเป็นขี้ไคลในที่สุด

รอบการผลัดเซลล์นี้มักช้าลงเมื่ออายุมากขึ้น เพราะความเร็วในการสร้างเซลล์ใหม่และดันเซลล์ขึ้นด้านบนช้าลงกว่าตอนวัยหนุ่มสาว ดังนั้นรอยดำที่มีลักษณะเหมือนกัน แต่ในคนต่างวัยอาจใช้เวลาจางลงไม่เท่ากัน

นอกจากนี้หากเม็ดสีลงลึกไปถึงชั้นหนังแท้ (ชั้นที่ลึกกว่าหนังกำพร้า) การฟื้นตัวจะช้ากว่ามาก เพราะหนังแท้ไม่ได้มีโครงสร้างที่ผลัดเซลล์เร็วเหมือนหนังกำพร้า เม็ดสีที่สะสมอยู่ในชั้นนี้จึงต้องใช้เวลานานกว่าจะจางลงเอง หรือบางครั้งก็หลงเหลืออยู่บาง ๆ ต่อไปอีกนาน

บริเวณที่ถูกบีบสิวหรือแกะด้วยมือ มักมีการอักเสบที่ลงลึกกว่าปกติ เม็ดสีจึงมีโอกาสลงไปถึงหนังแท้ได้ง่ายขึ้น นี่คือเหตุผลที่สิวจุดเดียวกัน แต่ถ้าถูกบีบหรือแกะ รอยมักจะติดอยู่นานกว่า

หลักการที่เลเซอร์หลอดเลือดออกฤทธิ์กับรอยแดง

เลเซอร์หลอดเลือดที่ใช้รักษารอยเส้นเลือดขยายส่วนใหญ่ ใช้แสงความยาวคลื่นเฉพาะที่ถูกดูดซับอย่างเลือกสรรโดยฮีโมโกลบิน (โปรตีนสีแดงในเลือดที่ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจน) หลักการนี้เรียกว่า selective photothermolysis หรือการทำลายด้วยความร้อนแบบเลือกเป้าหมาย

เมื่อแสงเลเซอร์ถูกฮีโมโกลบินในเส้นเลือดที่ขยายตัวดูดซับไว้ ความร้อนจะเกิดขึ้นเฉพาะจุดนั้น เนื้อเยื่อปกติโดยรอบแทบไม่ได้รับผลกระทบ มีเพียงผนังหลอดเลือดที่เป็นปัญหาเท่านั้นที่ได้รับความร้อนจนค่อย ๆ หดตัวแคบลงหรือปิดไป คล้ายกับการใส่ฟิลเตอร์ที่ตอบสนองเฉพาะสีหนึ่งเดียว แล้วกรองเอาเฉพาะสีนั้นออกมา

เมื่อหลอดเลือดแคบลง สีแดงที่เคยส่องออกมาจะลดลง รอยก็จางลงตามไปด้วย แต่เลเซอร์ชนิดนี้แทบไม่มีผลกับรอยดำ เพราะรอยดำต้องอาศัยเครื่องที่ปล่อยความยาวคลื่นอีกแบบ ซึ่งตอบสนองกับเมลานินแทนที่จะเป็นฮีโมโกลบิน

การกันแดดส่งผลต่อรอยทั้งสองแบบอย่างไร

รังสียูวีทำให้รอยทั้งสองแบบแย่ลงได้ แต่ด้วยกลไกที่ต่างกัน

  • สำหรับรอยเส้นเลือดขยาย: รังสียูวีกระตุ้นการอักเสบในผิวขึ้นอีกครั้ง ทำให้เส้นเลือดที่ขยายอยู่แล้วยิ่งขยายตัวมากขึ้น ความร้อนสะสมทำให้หลอดเลือดยุบตัวยากขึ้นและรอยแดงคงอยู่นานขึ้น
  • สำหรับรอยดำ: รังสียูวีกระตุ้นเซลล์เมลาโนไซต์โดยตรงให้ผลิตเม็ดสีเพิ่มขึ้น ยิ่งโดนแดดมาก เม็ดสีก็ยิ่งซ้อนทับขึ้นบนรอยดำเดิม
  • การดูแลร่วม: ทั้งสองกรณีแนะนำให้ทาครีมกันแดดทุกวัน เพราะเป็นวิธีพื้นฐานที่สุดที่ไม่ทำให้การฟื้นตัวสะดุด รังสียูวีทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นให้ปฏิกิริยากลับมาทำงานซ้ำ การกันแดดจึงช่วยตัดวงจรนี้ออกไป

พูดง่าย ๆ คือไม่ว่ารอยแดงหรือรอยดำ ตราบใดที่รอยยังหลงเหลืออยู่ การกันแดดควรเป็นขั้นตอนแรกของการดูแลเสมอ

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยในการดูแลรอยแดงคืออะไร

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือการทาผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่งลงบนรอยแดง เพราะสารไวท์เทนนิ่งออกฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีของเซลล์เมลาโนไซต์ แต่รอยแดงมีต้นเหตุจากหลอดเลือดไม่ใช่เม็ดสี จึงแทบไม่มีจุดให้สารเหล่านี้ออกฤทธิ์เลย

อีกความเข้าใจผิดคือคิดว่ารอยทั้งสองแบบจางลงด้วยความเร็วเท่ากันเสมอ รอยเส้นเลือดขยายขึ้นอยู่กับความเร็วที่หลอดเลือดหดตัว ส่วนรอยดำขึ้นอยู่กับรอบการผลัดเซลล์ ในผิวของคนคนเดียวกัน รอยแต่ละแบบจึงอาจหายไปในเวลาที่ต่างกันได้

ความเข้าใจผิดที่สามคือการเอามือไปสัมผัสหรือแกะรอยที่หลงเหลืออยู่ การกระตุ้นทางกายภาพแบบนี้กลับทำให้เกิดการอักเสบซ้ำ เส้นเลือดขยายตัวมากขึ้น หรือกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเพิ่ม ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อรอยทั้งสองแบบเลย

หากแยกต้นเหตุของรอยทั้งสองแบบได้ชัดเจน ก็ช่วยลดเวลาที่เสียไปกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ตรงจุดได้มาก และหากตัดสินใจเองได้ยาก การไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อตรวจด้วยตาเปล่าและทำ diascopy ก่อนจะช่วยยืนยันลักษณะของรอย แล้วค่อยวางแนวทางดูแลต่อไปได้แม่นยำขึ้น

References

Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Pigment

เลเซอร์ PicoPlus หลายความยาวคลื่นตอบสนองกับเม็ดสีแต่ละชนิดต่างกันอย่างไร พร้อมวิธีดูแลหลังทำ

PicoPlus คือเลเซอร์ที่สลับใช้งานสองโหมด คือพิโควินาทีและนาโนวินาที ร่วมกับสี่ความยาวคลื่น 532nm, 595nm, 660nm และ 1064nm เนื่องจากเม็ดสีแต่ละชนิดดูดซับความยาวคลื่นได้ดีไม่เท่ากัน การสลับความยาวคลื่นจึงทำให้เครื่องเดียวรับมือรอยเม็ดสีได้หลายแบบ บทความนี้อธิบายหลักการที่เม็ดสีดูดซับแสงแต่ละความยาวคลื่นต่างกันอย่างไร

By Dr. Lee

Pigment

ริลเมลาโนซิสลามถึงคอ นึกว่าฝ้าแต่จริงๆ สาเหตุและการรักษาต่างกันตรงไหน?

ริลเมลาโนซิสคือโรคผิวหนังอักเสบจากการสัมผัสที่ทำให้เกิดสีผิวคล้ำ เกิดจากส่วนผสมในเครื่องสำอางและน้ำหอมกระตุ้นผิวซ้ำๆ แม้หน้าตาจะคล้ายฝ้าแต่สาเหตุและวิธีรักษาต่างกันโดยสิ้นเชิง บทความนี้สรุปกระบวนการที่เม็ดสีรั่วลงชั้นหนังแท้ เหตุผลที่การหลีกเลี่ยงสารต้นเหตุคือหัวใจของการรักษา ไปจนถึงแนวทางเลเซอร์

By Dr. Kim

Skincare

รอยสิวสีน้ำตาลที่ไม่ยอมจาง: สาเหตุของ PIH และวิธีดูแลที่ได้ผลจริง

รอยสีน้ำตาลที่หลงเหลือหลังสิวหายคือ PIH ซึ่งไม่ใช่แผลเป็น แต่เป็นปัญหาเรื่องเม็ดสี บทความนี้อธิบายว่าทำไม melanin จึงสะสมในบริเวณนั้น เหตุใดผลลัพธ์จึงแตกต่างกันตามประเภทผิว ส่วนผสมใดที่ผ่านการพิสูจน์ทางคลินิก และทำไมเลเซอร์ถึงอาจทำให้อาการแย่ลงได้

By Dr. Lee

Back to articles