prettytime
Pigment

เลเซอร์ PicoPlus หลายความยาวคลื่นตอบสนองกับเม็ดสีแต่ละชนิดต่างกันอย่างไร พร้อมวิธีดูแลหลังทำ

By Dr. Lee1 min read

PicoPlus เป็นเครื่องเลเซอร์ที่คลินิกผิวหนังและศัลยกรรมตกแต่งใช้รักษาเม็ดสีกันอย่างแพร่หลาย คำว่า "พิโค" ในชื่อเครื่องหมายถึงพิโควินาที คือหน่วยเวลาระดับหนึ่งในล้านล้านวินาที แต่จุดเด่นที่แท้จริงของเครื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ความเร็วเพียงอย่างเดียว หัวใจสำคัญคือการมีสี่ความยาวคลื่นในเครื่องเดียว คือ 532nm, 595nm, 660nm และ 1064nm ที่สามารถสลับใช้งานได้ตามต้องการ เนื่องจากเม็ดสีแต่ละชนิดและแต่ละความลึกชอบความยาวคลื่นไม่เหมือนกัน ความสามารถในการเลือกความยาวคลื่นให้เหมาะกับรอยโรคจึงหมายถึงขอบเขตการรักษาที่กว้างขึ้นตามไปด้วย มาดูกันทีละข้อว่าทำไมเครื่องนี้จึงต้องมีความยาวคลื่นหลายแบบ

PicoPlus ต่างจากเลเซอร์อื่นตรงไหน?

เลเซอร์รักษาเม็ดสีแบบเดิมส่วนใหญ่มักตายตัวอยู่ที่ความยาวคลื่นเดียว ทำให้ลบเม็ดสีตื้น ๆ ที่ชั้นหนังกำพร้าได้ดี แต่ทำอะไรกับเม็ดสีที่ฝังลึกในชั้นหนังแท้ไม่ค่อยได้ หรือในทางกลับกัน ถ้าปรับให้เหมาะกับเม็ดสีลึก ก็อาจกลายเป็นการกระตุ้นที่แรงเกินไปสำหรับจุดด่างดำตื้น ๆ

PicoPlus แก้ปัญหานี้ด้วยการติดตั้งความยาวคลื่นหลายแบบไว้ในเครื่องเดียว โดยรวม 532nm, 595nm, 660nm และ 1064nm ไว้ในตัวเครื่องเดียวกัน แล้วเลือกใช้ความยาวคลื่นให้ตรงกับสีและความลึกของรอยโรค เครื่องเดียวจึงรักษาได้ทั้งฝ้า จุดด่างดำ รอยสัก และแผลเป็นจากสิว ก็เพราะโครงสร้างหลายความยาวคลื่นนี้เอง

นอกจากนี้ยังมีทั้งโหมดพิโควินาทีและนาโนวินาทีในเครื่องเดียวกัน แม้ใช้ความยาวคลื่นเดิม แต่ปรับความเร็วในการยิงแสงให้เหมาะกับสถานการณ์ได้ การปรับได้ทั้งสองตัวแปร คือความยาวคลื่นและความเร็ว คือหลักการสำคัญของเลเซอร์พิโควินาทีหลายความยาวคลื่น

สี่ความยาวคลื่นต่างกันอย่างไร?

แสงที่มีความยาวคลื่นสั้นจะถูกดูดซับในชั้นผิวตื้น ส่วนความยาวคลื่นยาวจะทะลุลงไปได้ลึกกว่า คล้ายกับที่สีย้อมแต่ละสีกระจายในน้ำเร็วช้าไม่เท่ากัน เม็ดสีในผิวก็เช่นกัน ความลึกและความแรงของการดูดซับแตกต่างกันไปตามความยาวคลื่นที่ใช้

532nm มีความยาวคลื่นสั้น จึงเหมาะกับเม็ดสีตื้นใกล้ชั้นหนังกำพร้า อย่างฝ้า จุดด่างดำตื้น หรือรอยที่มีสีแดงร่วมด้วย ส่วน 595nm ทะลุลึกกว่า 532nm เล็กน้อย นิยมใช้กับรอยโรคหลอดเลือดหรือบริเวณที่มีเม็ดสีแดงปน 660nm เจาะลึกลงไปถึงชั้นหนังแท้มากขึ้น ตอบสนองดีกับรอยสักสีน้ำเงินหรือเขียวและเม็ดสีที่ฝังลึก ส่วน 1064nm ทะลุลึกที่สุดในสี่ความยาวคลื่นนี้ เหมาะสำหรับเม็ดสีดำหรือน้ำตาลเข้มที่ฝังลึกในชั้นหนังแท้ รวมถึงรอยสักสีดำ

พูดง่าย ๆ คือหลักการของโครงสร้างหลายความยาวคลื่นคือการสลับความยาวคลื่นเป็นขั้นบันได เพื่อให้ความลึกของแสงเข้ากับความลึกของเม็ดสี ตั้งแต่ตื้นไปจนถึงลึก

โหมดพิโควินาทีกับนาโนวินาทีต่างกันอย่างไร?

โหมดพิโควินาทีคือการยิงแสงในเวลาสั้นมาก ทำให้เม็ดสีแตกละเอียดด้วยแรงกระแทกแทนที่จะใช้ความร้อน หลักการนี้เรียกว่าการสลายด้วยกลไกแสง คล้ายกับการตีลูกโป่งน้ำอย่างรวดเร็วจนแตกกระจาย เม็ดสีก็แตกเป็นเสี่ยง ๆ ในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากแทบไม่เกิดความร้อน จึงเชื่อว่าความเสี่ยงที่จะทำร้ายเนื้อเยื่อรอบข้างและเกิดรอยดำหลังเลเซอร์ค่อนข้างต่ำ

โหมดนาโนวินาทีใช้เวลายิงแสงนานกว่า จึงทำงานคล้ายการค่อย ๆ ให้ความร้อนแล้วสลายเม็ดสีมากกว่า มักถูกเลือกใช้เมื่อต้องการเพิ่มความแรงเพื่อดึงผลลัพธ์ในรอยโรคเม็ดสีชนิดไม่ร้ายบางแบบ

แม้ใช้ความยาวคลื่นเดียวกัน แต่โหมดที่ต่างกันก็ทำให้แรงทางกายภาพที่กระทำต่อเม็ดสีมีลักษณะต่างกันไปด้วย เพราะฉะนั้นการกำหนดค่าจึงมักผสมทั้งความยาวคลื่นและโหมดเข้าด้วยกัน โดยดูจากชนิดของรอยโรคและความลึกของเม็ดสีเป็นหลัก

ทำไมเม็ดสีแต่ละชนิดถึงตอบสนองกับความยาวคลื่นไม่เหมือนกัน?

การเข้าใจหลักการนี้ต้องเริ่มจากวิธีที่เม็ดสีดูดซับแสง เมลานินมีคุณสมบัติดูดซับแสงบางความยาวคลื่นได้ดีเป็นพิเศษ เรียกว่าหลักการทำลายด้วยความร้อนแบบเลือกจุด คล้ายกับเสื้อผ้าสีดำที่ดูดซับแสงแดดหน้าร้อนได้มากกว่าจึงร้อนกว่า เม็ดสีก็เช่นกัน เมื่อได้รับแสงในความยาวคลื่นที่ตัวเองดูดซับได้ดี พลังงานจะรวมศูนย์อยู่ที่จุดนั้นโดยเฉพาะ

หมึกสักแต่ละสีก็ดูดซับความยาวคลื่นต่างกันไปอีก หมึกดำมักดูดซับแสงได้ดีในความยาวคลื่นกว้าง จึงตอบสนองดีกับ 1064nm ส่วนหมึกสีน้ำเงินหรือเขียวมักตอบสนองดีกว่ากับความยาวคลื่นที่สั้นลง เพราะฉะนั้นเวลาลบรอยสักหลายสีในเครื่องเดียว หากใช้ความยาวคลื่นเดียวตลอด ผลลัพธ์ของแต่ละสีก็อาจไม่สม่ำเสมอกัน

นี่คือเหตุผลที่ PicoPlus ต้องมีสี่ความยาวคลื่น เนื่องจากเม็ดสีหรือหมึกแต่ละชนิดดูดซับความยาวคลื่นได้ดีไม่เท่ากัน เครื่องจึงต้องสลับความยาวคลื่นให้เหมาะกับแต่ละจุด จึงจะดึงผลลัพธ์ออกมาได้อย่างสม่ำเสมอในทุกเม็ดสี ถ้าใช้ความยาวคลื่นเดียวรับมือทุกเม็ดสี ผลที่ได้ก็จะแรงเกินไปสำหรับเม็ดสีบางชนิด และไม่พอสำหรับอีกบางชนิด

โหมดแฟรกชันแนลกระตุ้นคอลลาเจนได้อย่างไร?

นอกจากโหมดยิงลบเม็ดสีแล้ว PicoPlus ยังมีหัวจ่ายแบบแฟรกชันแนลด้วย โดยใช้เลนส์เรียงตัวถี่ ๆ แยกลำแสงออกเป็นจุดเล็ก ๆ จำนวนมาก สร้างจุดบาดเจ็บระดับจุลภาคบนผิว เนื่องจากกระตุ้นเป็นจุด ๆ ไม่ใช่ทั้งผิวหน้า การฟื้นตัวจึงค่อนข้างเร็วกว่า

เมื่อเกิดการกระตุ้นระดับจุลภาคนี้ กระบวนการฟื้นฟูจะเริ่มขึ้นที่จุดนั้น และมีรายงานว่าในระหว่างนี้เซลล์ที่สร้างคอลลาเจนจะถูกกระตุ้นให้ทำงาน หลักการนี้ต่างจากการสลายเม็ดสีโดยสิ้นเชิง เป็นการสร้างบาดแผลจิ๋ว ๆ เพื่อให้ผิวซ่อมแซมตัวเอง

ด้วยเหตุนี้ PicoPlus จึงไม่ได้ใช้เฉพาะรักษาเม็ดสี แต่ยังใช้ร่วมกับการดูแลแผลเป็นจากสิว รูขุมขนกว้าง หรือผิวขรุขระด้วย การใช้ทั้งโหมดสลายเม็ดสีและโหมดแฟรกชันแนลกระตุ้นคอลลาเจนในเซสชันเดียวกันได้ ก็เป็นอีกจุดเด่นหนึ่งของเครื่องเลเซอร์พิโควินาทีหลายความยาวคลื่นแบบนี้

ขั้นตอนการทำเลเซอร์เป็นอย่างไร?

ก่อนเริ่มทำ แพทย์จะตรวจดูสีและความลึกของรอยโรคก่อนเสมอ เพราะการเลือกความยาวคลื่นและโหมดจะขึ้นอยู่กับผลการตรวจนี้ เครื่อง PicoPlus เครื่องเดียวกันจึงถูกตั้งค่าต่างกันในแต่ละคน

ตัวการทำมักเริ่มจากการทาครีมชาเฉพาะที่ก่อน แล้วยิงเลเซอร์หลายรอบในเวลาสั้น ๆ หากรอยโรคกว้างหรือสีเข้มมาก แพทย์มักแนะนำให้แบ่งทำหลายครั้งแทนที่จะทำครั้งเดียวจบ เนื่องจากการดึงผลลัพธ์แรงเกินไปในครั้งเดียวอาจเพิ่มความเสี่ยงเกิดรอยดำหลังการอักเสบได้

หลังทำเสร็จมักมีรอยแดงและบวมเล็กน้อย ส่วนบริเวณที่มีเม็ดสีมักตกสะเก็ดบาง ๆ แล้วค่อย ๆ หลุดลอกไปตามเวลา ความเร็วในการฟื้นตัวแตกต่างกันไปตามชนิดของรอยโรค การตั้งค่าความยาวคลื่น และสภาพผิวของแต่ละคน

ดูแลผิวหลังทำอย่างไรให้ปลอดภัย?

หลังจากเลเซอร์กระตุ้นจุดเม็ดสีระดับจุลภาคแล้ว เกราะปกป้องผิวจะอ่อนไหวกว่าปกติ วิธีดูแลผิวในช่วงนี้มีผลต่อความเร็วในการฟื้นตัวและความเสี่ยงเกิดรอยดำหลังการอักเสบ

  • ทาครีมกันแดดอย่างเคร่งครัด: บริเวณที่เพิ่งถูกกระตุ้นไวต่อรังสียูวี ทำให้เกิดรอยดำซ้ำได้ง่าย จึงควรทาครีมกันแดดซ้ำอย่างสม่ำเสมอ
  • อย่าแกะสะเก็ดหรือขี้ไคลออกเอง: ถ้าไปแกะบริเวณที่ยังไม่หายดี จะเกิดการอักเสบขึ้นซ้ำที่จุดนั้น และการอักเสบนี้อาจกลายเป็นรอยดำใหม่ได้
  • หลีกเลี่ยงการล้างหน้าแรง ๆ หรือผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว: หากผิวที่กำลังฟื้นตัวได้รับกรดหรือแรงเสียดสีเพิ่มเข้าไป เกราะปกป้องผิวจะยิ่งบางลง ทำให้รอยแดงและความบอบบางอยู่นานขึ้น
  • บำรุงความชุ่มชื้นให้เพียงพอ: เมื่อเกราะปกป้องผิวชุ่มชื้นอยู่เสมอ กิจกรรมของเซลล์ที่จำเป็นต่อการฟื้นฟูจะทำงานได้ราบรื่นกว่า

การดูแลเหล่านี้เป็นหลักการร่วมของเลเซอร์รักษาเม็ดสีทุกชนิด ไม่ว่าจะทำด้วยเครื่องแบบไหน และต้องทำต่อเนื่องไปหลายวันจนถึงหลายสัปดาห์ ผลลัพธ์จึงจะคงที่และมั่นคง

References

Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Pigment

หลักการรักษาสีผิวด้วยเลเซอร์ CureMax บทบาทของแต่ละความยาวคลื่นและระบบพัลส์นาโนวินาที จนถึงการดูแลหลังทำ

CureMax คือเลเซอร์กลุ่ม Nd:YAG ที่ใช้สองความยาวคลื่นร่วมกัน คือ 532 นาโนเมตร และ 1064 นาโนเมตร บทความนี้อธิบายหลักการทำลายเม็ดสีแบบเลือกเฉพาะจุด (selective photothermolysis) และกระบวนการที่พัลส์นาโนวินาทีสลายเม็ดสีผิว พร้อมทั้งบอกว่าเหมาะกับปัญหาสีผิวแบบไหน และควรดูแลตัวเองอย่างไรหลังทำ

By Dr. Lee

Pigment

Hollywood Spectra คาร์บอนพีลโทนนิ่ง หลักการและผลลัพธ์ต่อฝ้า เม็ดสี และรูขุมขน

Hollywood Spectra คือเลเซอร์ Q-switched Nd:YAG ที่ใช้ความยาวคลื่น 1064nm และ 532nm มักใช้ทำคาร์บอนพีลโทนนิ่งด้วยการทาโลชั่นคาร์บอนแล้วยิงเลเซอร์กำลังต่ำซ้ำหลายรอบ บทความนี้อธิบายหลักการที่ส่งผลต่อฝ้า เม็ดสี รูขุมขน และโทนผิว พร้อมตัวเลขจากงานวิจัยจริงทั้งผลลัพธ์และข้อจำกัด

By Dr. Lee

Skincare

การกำจัดขนอ่อนบนใบหน้าไม่ได้แค่เอาขนออก แต่เปลี่ยนโทนผิวให้ดูสว่างขึ้นได้อย่างไร

ขนอ่อนบนใบหน้าคือเส้นขนที่เล็กและมีเม็ดสีน้อย มันกระจายแสงและดักจับเซลล์ผิวที่ตายแล้วกับความมัน ทำให้ผิวดูหมองคล้ำ เมื่อจัดการขนอ่อนออก ผิวจะเรียบขึ้นและสะท้อนแสงสม่ำเสมอ เมกอัพก็ติดทนขึ้นด้วย บทความนี้อธิบายว่าทำไมผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงชั่วคราวจากพื้นผิว ไม่ใช่การทำให้ผิวขาวขึ้นจริง พร้อมวิธีดูแลหลังทำ

By Dr. Kim

Back to articles