หลักการรักษาสีผิวด้วยเลเซอร์ CureMax บทบาทของแต่ละความยาวคลื่นและระบบพัลส์นาโนวินาที จนถึงการดูแลหลังทำ
By Dr. Lee1 min read

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่าเลเซอร์โทนนิ่ง และก็คงเคยผ่านตาชื่อ CureMax มาบ้าง เพราะเป็นเครื่องมือกลุ่ม Nd:YAG (Neodymium ธาตุที่ใส่ในผลึกเพื่อใช้เป็นตัวกลางผลิตแสงเลเซอร์) ที่คลินิกผิวหนังในเกาหลีใช้บ่อยสำหรับดูแลฝ้า จุดด่างดำ และกระตามวัย ชื่ออาจฟังดูเหมือนเทคโนโลยีใหม่ แต่จริง ๆ แล้วหลักการยังคงเป็นการทำลายเม็ดสีแบบเลือกเฉพาะจุด (selective photothermolysis) ซึ่งได้รับการพิสูจน์มานานแล้ว เพียงแต่วิธีจัดการความยาวคลื่นและพัลส์ถูกพัฒนาให้ละเอียดขึ้นเท่านั้นเอง
เลเซอร์ CureMax คืออะไร
CureMax เป็นเลเซอร์รักษาเม็ดสีระบบ Q-switch ที่สลับใช้สองความยาวคลื่นตามสถานการณ์ ได้แก่ 532 นาโนเมตร และ 1064 นาโนเมตร คำว่า Q-switch หมายถึงอุปกรณ์ที่ปล่อยพลังงานเลเซอร์ออกมาพร้อมกันในช่วงเวลาสั้น ๆ มาก ลองนึกภาพความต่างระหว่างการบีบปืนฉีดน้ำเบา ๆ กับการอัดน้ำปริมาณเท่ากันให้พุ่งออกมาแรงในจังหวะเดียว
เหตุผลที่ต้องยิงพลังงานสั้นและแรงคือ ต้องเล็งให้โดนเฉพาะเม็ดสีให้แม่นยำที่สุด ส่วนพลังงานสั้นและแรงนี้จะไปถึงความลึกระดับไหน ความยาวคลื่นเป็นตัวกำหนด นี่จึงเป็นจุดเด่นของ CureMax ที่สามารถจัดการเม็ดสีทั้งชั้นตื้นและชั้นลึกได้ในเครื่องเดียว
เหตุผลที่แยกใช้สองความยาวคลื่น
ความยาวคลื่น 532 นาโนเมตรสั้นกว่า จึงเข้าถึงได้แค่บริเวณใกล้ผิวหนังชั้นบน มักใช้กับกระหรือจุดด่างดำตื้น ๆ ที่อยู่ในชั้นหนังกำพร้า ในทางกลับกัน 1064 นาโนเมตรมีความยาวคลื่นมากกว่า จึงทะลุลึกเข้าไปในชั้นผิวได้มากกว่า จึงเหมาะกับเม็ดสีที่ฝังตัวในชั้นหนังแท้อย่างฝ้า หรือรอยที่มีสีเข้มจนต้องใช้พลังงานสูงกว่า
ลองเปรียบเทียบกับการฉายไฟฉายลงไปในน้ำ แสงความยาวคลื่นสั้นจะกระจายตัวส่วนใหญ่อยู่ใกล้ผิวน้ำ ส่วนแสงความยาวคลื่นยาวจะเดินทางลึกลงไปได้มากกว่า ในเนื้อเยื่อผิวหนังก็เช่นกัน ระยะที่แสงเดินทางได้ขึ้นอยู่กับความยาวคลื่น จึงต้องเลือกความยาวคลื่นให้เหมาะกับความลึกของรอยโรค การที่เครื่องเดียวสามารถแบ่งจัดการเม็ดสีตื้นและลึกได้แบบนี้เอง คือจุดแข็งของเลเซอร์สองความยาวคลื่นอย่าง CureMax
หลักการทำลายเฉพาะเมลานิน
เหตุผลที่เลเซอร์ไม่เผาผิวทั้งหมดแต่เลือกทำลายเฉพาะเม็ดสี มาจากหลักการทำลายเม็ดสีแบบเลือกเฉพาะจุด (selective photothermolysis) ซึ่งอาศัยคุณสมบัติที่เมลานินดูดซับแสงบางความยาวคลื่นได้ดีเป็นพิเศษ
ลองนึกถึงกระจกสีก็เข้าใจง่ายขึ้น กระจกสีแดงจะปล่อยให้แสงสีแดงผ่านไป แต่ดูดซับแสงสีอื่นแล้วเปลี่ยนเป็นความร้อน เมลานินก็คล้ายกัน คือดูดซับแสงในช่วง 532 และ 1064 นาโนเมตรได้มากกว่าเนื้อเยื่อรอบข้างอย่างชัดเจน เมื่อเลเซอร์ยิงผ่านไป อุณหภูมิจึงพุ่งสูงเฉพาะจุดที่มีเมลานิน ส่วนผิวรอบข้างที่ไม่มีเม็ดสีจะแทบไม่เปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ
สิ่งที่สำคัญตรงนี้คือระยะเวลาพัลส์ หากตั้งระยะเวลาพัลส์ให้สั้นกว่าเวลาที่เมลานินใช้ระบายความร้อนออกไป ปฏิกิริยาจะจบลงภายในตัวเมลานินก่อนที่ความร้อนจะกระจายไปยังบริเวณรอบข้าง เหมือนกับการเทน้ำร้อนลงบนก้อนน้ำแข็งในหม้ออย่างรวดเร็ว น้ำแข็งจะละลายเร็ว แต่ตัวหม้อเองไม่ร้อนขึ้นมากนัก
กระบวนการที่พัลส์นาโนวินาทีสลายเม็ดสี
CureMax ใช้ระบบยิงพลังงานเป็นหน่วยนาโนวินาที (หนึ่งในพันล้านวินาที) เมื่อพลังงานแรงระดับนี้กระแทกลงบนเมลานินในเวลาสั้นเพียงเท่านั้น อุณหภูมิภายในเม็ดเมลานินจะพุ่งขึ้นอย่างฉับพลันจนเม็ดสีแตกออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ไม่ใช่แค่ความร้อนเท่านั้นที่ทำงาน แต่ยังมีแรงทางกายภาพคล้ายการระเบิดจิ๋วเกิดขึ้นร่วมด้วย
ลองเทียบกับการค่อย ๆ ละลายก้อนน้ำตาลในน้ำร้อน กับการใช้ค้อนทุบให้แตกละเอียด พัลส์นาโนวินาทีทำงานคล้ายแบบหลังมากกว่า คือทุบก้อนเมลานินให้แตกเป็นชิ้นเล็กจนแทบมองไม่เห็น เศษเม็ดสีที่แตกละเอียดเหล่านี้จะถูกแมคโครฟาจ (macrophage เซลล์ภูมิคุ้มกันที่กลืนกินเศษของเสีย) ในร่างกายกินเข้าไป แล้วค่อย ๆ กำจัดออกทางระบบต่าง ๆ หรือผ่านการไหลเวียนน้ำเหลือง จึงเป็นเหตุผลที่รอยเม็ดสีมักไม่หายทันทีหลังทำ แต่จะค่อย ๆ จางลงในระยะเวลาหลายสัปดาห์
เหมาะกับปัญหาสีผิวแบบไหน
เลเซอร์นาโนวินาทีสองความยาวคลื่นแบบ CureMax ถูกนำมาใช้กับรอยเม็ดสีหลายชนิด เพราะแต่ละรอยโรคมีตำแหน่งและความเข้มของสีต่างกัน จึงต้องปรับทั้งความยาวคลื่นและระดับพลังงานให้เหมาะสมไปพร้อมกัน
- ฝ้า: เป็นเม็ดสีที่กระจายตัวเป็นบริเวณกว้างใกล้รอยต่อระหว่างหนังแท้กับหนังกำพร้า จึงมักใช้พลังงานต่ำและทำหลายครั้งแทนการยิงแรงครั้งเดียว เพราะหากกระตุ้นแรงเกินไปอาจทำให้ฝ้ากลับมาเข้มขึ้นได้
- จุดด่างดำและกระ: เป็นเม็ดสีตื้นใกล้ผิวชั้นบน จึงมักใช้ความยาวคลื่น 532 นาโนเมตรเป็นหลัก เพราะพลังงานสามารถถูกดูดซับได้เต็มที่ตั้งแต่ใกล้ผิว
- กระตามวัย: มักมีสีเข้มและรวมตัวอยู่ในชั้นหนังกำพร้า จึงบางครั้งใช้พลังงานสูงยิงครั้งเดียวเพื่อกระตุ้นปฏิกิริยา เนื่องจากยิ่งเม็ดสีหนาแน่นมากเท่าไร ก็ยิ่งดูดซับพลังงานได้มากขึ้นเท่านั้น
- เม็ดสีในชั้นหนังแท้อย่างปานโอตะ: เป็นเม็ดสีที่ฝังลึกในชั้นหนังแท้ จึงจำเป็นต้องใช้ความยาวคลื่นที่เข้าถึงลึกอย่าง 1064 นาโนเมตร เพราะความยาวคลื่นสั้นแทบไม่สามารถไปถึงรอยโรคได้ตั้งแต่แรก
ต่างจากเลเซอร์รักษาสีผิวแบบอื่นอย่างไร
ปัจจุบันเลเซอร์ที่ยิงพลังงานเป็นหน่วยพิโควินาที (หนึ่งในล้านล้านวินาที) ก็ถูกนำมาใช้รักษาเม็ดสีเช่นกัน เมื่อเทียบกับระบบนาโนวินาทีอย่าง CureMax แล้ว ระบบพิโควินาทีมีระยะเวลาพัลส์ที่สั้นกว่ามาก ส่งผลให้สัดส่วนพลังงานที่กระจายเป็นความร้อนลดลง ขณะที่แรงทางกายภาพที่ทำให้เม็ดสีแตกละเอียดมีสัดส่วนมากขึ้น จึงมีการพูดถึงว่าความร้อนตกค้างในผิวจะน้อยกว่า
แต่นั่นไม่ได้แปลว่าระบบนาโนวินาทีด้อยกว่า เลเซอร์ Q-switch แบบนาโนวินาทีถูกใช้งานมานานและมีข้อมูลสะสมจำนวนมาก และสำหรับเม็ดสีที่เข้มและแน่นหนา พลังงานความร้อนที่มากพอบางครั้งกลับช่วยกระตุ้นปฏิกิริยาได้ดีกว่าด้วยซ้ำ ความเหมาะสมของแต่ละระบบขึ้นอยู่กับชนิด ความเข้ม และสภาพผิวของแต่ละคน ดังนั้นทั้งสองระบบจึงเป็นทางเลือกที่เสริมกันมากกว่าจะแทนที่กันโดยตรง
นอกจากนี้เครื่องที่แบ่งใช้สองความยาวคลื่นแบบ CureMax ยังมีข้อดีตรงที่จัดการเม็ดสีทั้งชั้นตื้นและชั้นลึกได้ในเครื่องเดียว ทำให้ขั้นตอนการรักษายืดหยุ่นมากขึ้น หากผิวมีเม็ดสีปะปนอยู่หลายชั้น แพทย์ก็สามารถสลับความยาวคลื่นเพื่อดูแลทั้งสองระดับความลึกได้ภายในการรักษาครั้งเดียว
การดูแลและฟื้นตัวหลังทำ
หลังทำเสร็จใหม่ ๆ บริเวณที่รักษาอาจมีอาการแดงหรือมีสะเก็ดเล็ก ๆ ขึ้นได้ โดยเฉพาะจุดที่ใช้พลังงานสูง มักมีสะเก็ดสีน้ำตาลอ่อนขึ้นอยู่ไม่กี่วันแล้วค่อย ๆ หลุดลอกไปเอง หากแกะสะเก็ดออกก่อนเวลาอาจทำให้เกิดการระคายเคืองซ้ำในจุดนั้น จึงแนะนำให้ปล่อยให้หลุดลอกไปเองตามธรรมชาติ
หลังทำการป้องกันแสงแดดเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะผิวที่ถูกกระตุ้นด้วยเลเซอร์จะมีเซลล์สร้างเม็ดสีที่ไวต่อสิ่งเร้าเป็นการชั่วคราว หากโดนแสงแดดโดยตรงในช่วงนี้ อาจนำไปสู่ภาวะเม็ดสีเข้มขึ้นหลังการอักเสบ (post-inflammatory hyperpigmentation) ได้ ขึ้นอยู่กับชนิดของรอยโรค บางกรณีต้องทำซ้ำหลายครั้งโดยเว้นระยะห่างกันเป็นสัปดาห์ ไม่ใช่จบในครั้งเดียว ทั้งนี้เพื่อปรับระดับการกระตุ้นให้สอดคล้องกับความเร็วในการฟื้นตัวของผิวที่เม็ดสีค่อย ๆ จางลง
References
Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

เลเซอร์ PicoPlus หลายความยาวคลื่นตอบสนองกับเม็ดสีแต่ละชนิดต่างกันอย่างไร พร้อมวิธีดูแลหลังทำ
PicoPlus คือเลเซอร์ที่สลับใช้งานสองโหมด คือพิโควินาทีและนาโนวินาที ร่วมกับสี่ความยาวคลื่น 532nm, 595nm, 660nm และ 1064nm เนื่องจากเม็ดสีแต่ละชนิดดูดซับความยาวคลื่นได้ดีไม่เท่ากัน การสลับความยาวคลื่นจึงทำให้เครื่องเดียวรับมือรอยเม็ดสีได้หลายแบบ บทความนี้อธิบายหลักการที่เม็ดสีดูดซับแสงแต่ละความยาวคลื่นต่างกันอย่างไร
By Dr. Lee

Hollywood Spectra คาร์บอนพีลโทนนิ่ง หลักการและผลลัพธ์ต่อฝ้า เม็ดสี และรูขุมขน
Hollywood Spectra คือเลเซอร์ Q-switched Nd:YAG ที่ใช้ความยาวคลื่น 1064nm และ 532nm มักใช้ทำคาร์บอนพีลโทนนิ่งด้วยการทาโลชั่นคาร์บอนแล้วยิงเลเซอร์กำลังต่ำซ้ำหลายรอบ บทความนี้อธิบายหลักการที่ส่งผลต่อฝ้า เม็ดสี รูขุมขน และโทนผิว พร้อมตัวเลขจากงานวิจัยจริงทั้งผลลัพธ์และข้อจำกัด
By Dr. Lee

รักษาเซ็บเดิร์มหนังศีรษะอย่างไรดี ตั้งแต่เชื้อ Malassezia แชมพูยา จนถึงการดูแลไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
แม้สระผมแล้วไม่กี่วันรังแค รอยแดง และอาการคันก็กลับมาอีก นี่อาจเป็นเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะ บทความนี้เริ่มจากเชื้อ Malassezia ที่เป็นต้นเหตุ แล้วเรียงลำดับวิธีรักษาตามหลักฐานทางการแพทย์ ตั้งแต่แชมพูต้านเชื้อรา ยาต้านการอักเสบเฉพาะที่ ยารับประทาน ไปจนถึงการขัดผิวหนังศีรษะ พร้อมวิธีดูแลต่อเนื่องเพื่อไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ และหลักฐานจริงของหัตถการฟื้นฟูหนังศีรษะรุ่นใหม่ อธิบายให้เข้าใจง่ายจากงานวิจัยจริง
By Dr. Lee