prettytime
Skincare

เหตุผลที่พิงค์พีลอ่อนโยนต่อผิวแพ้ง่าย และกลไกไอโซฟลาโวนจากรากคุซุกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิว

By Dr. Kim1 min read

เวลาพูดถึงการพีลผิว หลายคนมักนึกถึงภาพผิวหน้าลอกและแดงจัด แต่พิงค์พีลกลับเป็นการพีลที่อ่อนโยนตามชื่อของมันจริง ๆ เพราะแทนที่จะใช้กรดแรง ๆ กลับใช้สารสกัดหมักจากรากคุซุ ซึ่งเป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่ง เป็นส่วนผสมหลัก ด้วยเหตุนี้พิงค์พีลจึงไม่ได้แค่ขจัดเซลล์ผิวที่หมองคล้ำเท่านั้น แต่ยังกระตุ้นให้คอลลาเจนใต้ผิวสร้างขึ้นใหม่ไปพร้อมกันด้วย นี่คือเหตุผลที่คนผิวแพ้ง่ายมักให้ความสนใจเป็นพิเศษ

คำว่าพิงค์ (pink) ในชื่อก็มาจากลักษณะผิวที่แดงอ่อน ๆ หลังทำจริง ซึ่งไม่ใช่ความแสบร้อนแบบพีลกรดแรง แต่เป็นรอยแดงตื้น ๆ ที่เกิดจากการไหลเวียนเลือดที่ดีขึ้นเล็กน้อย หากอยากเข้าใจความแตกต่างนี้ให้ชัดเจน ต้องเริ่มจากดูก่อนว่าส่วนผสมนี้ทำงานในร่างกายอย่างไร

พิงค์พีลทำมาจากส่วนผสมอะไร?

ส่วนผสมหลักของพิงค์พีลคือสารสกัดเข้มข้นจากรากคุซุที่ผ่านการหมัก ในรากคุซุมีสารที่เรียกว่าไอโซฟลาโวน ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่พบในถั่วเหลือง แต่มีปริมาณมากกว่าถั่วเหลืองมากตามที่มีการรายงานไว้

ไอโซฟลาโวนมีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายกับเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง หากเปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เหมือนกุญแจกับแม่กุญแจ เอสโตรเจนคือกุญแจดอกจริงที่ไขรูแม่กุญแจได้พอดี ส่วนไอโซฟลาโวนก็มีรูปร่างใกล้เคียงกันมากพอที่จะสอดเข้าไปไขประตูนั้นได้เช่นกัน

เมื่อไอโซฟลาโวนเข้าจับกับตัวรับเอสโตรเจนบนผิวเซลล์ผิวหนัง เซลล์จะตอบสนองราวกับว่าเอสโตรเจนตัวจริงมาถึง และปฏิกิริยานี้เองที่นำไปสู่การสร้างคอลลาเจนซึ่งจะอธิบายต่อไป

อย่างไรก็ตาม ไอโซฟลาโวนไม่ใช่เอสโตรเจนของจริง เป็นเพียงสารจากพืชที่มีโครงสร้างคล้ายกันเท่านั้น แรงในการไขประตูจึงอ่อนกว่ากุญแจตัวจริง แต่ก็เป็นข้อดีตรงที่ส่งผลต่อร่างกายน้อยกว่า ในขณะที่ยังส่งสัญญาณไปในทิศทางเดียวกันได้ นี่คือจุดเด่นของพิงค์พีล

สิ่งที่ไอโซฟลาโวนทำในผิว

โดยปกติเอสโตรเจนเป็นหนึ่งในฮอร์โมนที่กระตุ้นไฟโบรบลาสต์ ซึ่งเป็นเซลล์ที่ผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิวหนัง ดังนั้นเมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนและระดับเอสโตรเจนลดลง คอลลาเจนในผิวก็มีแนวโน้มลดลงตามไปด้วยตามรายงานที่ผ่านมา

นี่คือจุดที่พิงค์พีลมุ่งเน้น เมื่อไอโซฟลาโวนกระตุ้นตัวรับเอสโตรเจน ไฟโบรบลาสต์จะกลับมาทำงานคึกคักขึ้นอีกครั้ง และสร้างคอลลาเจนกับอีลาสตินขึ้นใหม่

หากเปรียบเทียบ คอลลาเจนก็เหมือนเสาที่ค้ำยันผิวจากด้านล่าง ส่วนอีลาสตินเป็นเหมือนหนังยางที่เชื่อมเสาแต่ละต้นเข้าด้วยกัน เมื่อทั้งเสาและหนังยางกลับมาเต็มพร้อมกัน ผิวก็จะมีความยืดหยุ่นกลับคืนมา และส่งผลให้ดูหย่อนคล้อยน้อยลง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าสัญญาณที่มาจากกลุ่มเอสโตรเจนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างกรดไฮยาลูรอนิก (HA) ซึ่งเป็นตัวกักเก็บความชุ่มชื้นในผิวด้วย ไม่ใช่แค่เสาและหนังยางที่งอกใหม่เท่านั้น แต่ความชุ่มชื้นที่แทรกอยู่ระหว่างนั้นก็เพิ่มขึ้นไปพร้อมกัน จึงมักทำให้รู้สึกว่าผิวชุ่มชื้นขึ้นตามไปด้วย

ข้อแตกต่างจากพีลทั่วไป

การพีลผิวที่คนทั่วไปคุ้นเคย มักใช้สารกลุ่มกรด เช่น AHA (สารขจัดเซลล์ผิวที่ละลายในน้ำ อย่างไกลโคลิกแอซิดหรือแลกติกแอซิด) BHA (สารที่ละลายในน้ำมันได้ด้วย จึงแทรกเข้าไปในรูขุมขนได้ลึก อย่างซาลิไซลิกแอซิด) หรือ TCA (ไตรคลอโรอะซิติกแอซิด กรดแรงที่ลอกผิวชั้นบนออกทางเคมี) เพื่อลอกชั้นเซลล์ผิวที่หมองคล้ำออกบาง ๆ เป็นวิธีที่เน้นปรับผิวชั้นบนให้เรียบเนียนขึ้น

ในทางกลับกัน พิงค์พีลมีสัดส่วนกรดต่ำ และให้สารสกัดหมักจากพืชเป็นตัวหลักในการทำงานแทน แรงในการขจัดเซลล์ผิวจึงเบากว่า แต่ในขณะเดียวกันการระคายเคืองจากการลอกผิวก็น้อยลงตามไปด้วย

พูดง่าย ๆ คือพิงค์พีลให้น้ำหนักกับการเติมเต็มจากภายในมากกว่าการลอกผิวออก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าไม่มีฤทธิ์ขจัดเซลล์ผิวเลย เพราะสารสกัดหมักเองก็มีฤทธิ์ขจัดเซลล์ผิวอ่อน ๆ อยู่ในตัว แม้จะไม่แรง แต่ก็ช่วยให้ผิวรู้สึกเรียบเนียนขึ้นได้เช่นกัน

เหตุผลที่เหมาะกับผิวแพ้ง่าย

ผิวแพ้ง่ายมักมีเกราะป้องกันผิวที่สร้างจากชั้นเซลล์ผิวอ่อนแอลง เมื่อเกราะนี้บางลง ผิวก็จะแดงและแสบง่ายแม้จะเจอสิ่งกระตุ้นเพียงเล็กน้อย

การพีลด้วยกรดแรงเป็นการลอกเกราะป้องกันนี้ออกไปอีกชั้น จึงอาจเป็นภาระต่อผิวแพ้ง่ายได้ ส่วนพิงค์พีลไม่ได้ลอกเซลล์ผิวออกอย่างรุนแรง แต่ทำงานผ่านการดูดซึมสารสกัดหมักที่ผิวชั้นบน จึงเหมือนกับการเติมวัตถุดิบเข้าไปในกำแพงมากกว่าการขูดกำแพงออก

ด้วยเหตุนี้ พิงค์พีลจึงมักถูกแนะนำว่าเป็นการพีลที่ผิวที่มีรอยแดงหรือไวต่อสิ่งกระตุ้นสามารถลองได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นผิวแพ้ง่ายก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีการระคายเคืองเลย จึงยังจำเป็นต้องตรวจสอบสภาพผิวก่อนทำทุกครั้ง

โดยเฉพาะในช่วงที่เกราะป้องกันผิวบางลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น หลังทำหัตถการอื่นมาไม่นาน หรือมีการอักเสบอย่างผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง แม้จะเป็นการพีลที่อ่อนโยนเพียงใดก็อาจรู้สึกระคายเคืองได้ ดังนั้นยิ่งเป็นการพีลที่อ่อนโยน ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสภาพผิวก่อนทำมากขึ้น

ขั้นตอนการทำเป็นอย่างไร?

ขั้นตอนการทำพิงค์พีลค่อนข้างเรียบง่าย เริ่มจากตรวจสภาพผิว ล้างหน้าเพื่อขจัดความมันและสิ่งสกปรก จากนั้นทาสารพิงค์พีลลงบนใบหน้าทั้งหมดหรือเฉพาะจุดที่ต้องการ พร้อมสังเกตปฏิกิริยาของผิว ก่อนปิดท้ายด้วยขั้นตอนปลอบประโลมและเติมความชุ่มชื้น

ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องมีขั้นตอนสะเทินกรดเหมือนการพีลกรดแรง ใช้เวลาทำจึงค่อนข้างสั้น หลังทำเสร็จใหม่ ๆ อาจรู้สึกผิวตึงชุ่มชื้นชั่วคราว ซึ่งอธิบายได้ว่าเกิดจากสารสกัดหมักไปกระตุ้นการจับตัวของความชุ่มชื้นที่ผิวชั้นบน

ช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผล

พิงค์พีลไม่ใช่การพีลที่ให้ผลเปลี่ยนแปลงชัดเจนได้ตั้งแต่ครั้งเดียว แต่เป็นการพีลที่ต้องทำต่อเนื่องหลายครั้งเพื่อเห็นผลค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า ความรู้สึกตึงกระชับหลังทำทันทีเป็นเพียงผลจากความชุ่มชื้นที่เติมเข้าไปชั่วคราวเท่านั้น ส่วนการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นใหม่จริง ๆ นั้นต้องใช้เวลานานกว่านั้น

กระบวนการที่ไฟโบรบลาสต์ถูกกระตุ้นแล้วผลิตคอลลาเจนออกมานั้น เป็นไปตามความเร็วในการฟื้นฟูของร่างกาย จึงไม่จบภายในหนึ่งหรือสองวัน โดยทั่วไปการทำซ้ำประมาณ 3-5 ครั้งตามรอบที่เหมาะสม จะช่วยให้รู้สึกถึงความกระชับและผิวที่เรียบเนียนขึ้นได้ชัดเจนกว่า

การดูแลและข้อควรระวังหลังทำ

หลังทำพิงค์พีล มีข้อควรปฏิบัติบางอย่างที่จะช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้ดีขึ้น

  • เติมความชุ่มชื้นให้มากกว่าปกติ เพราะหลังขจัดเซลล์ผิวใหม่ ๆ เกราะป้องกันผิวจะบางลงชั่วคราว ทำให้ความชุ่มชื้นระเหยออกได้ง่ายขึ้น
  • ทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ เพราะคอลลาเจนที่เพิ่งเริ่มสร้างใหม่และชั้นเซลล์ผิวที่เพิ่งปรับสภาพ อาจไวต่อแสงแดดมากขึ้น
  • หลีกเลี่ยงห้องอบไอน้ำหรือซาวน่าที่ร้อนจัดในวันที่ทำ เพราะความร้อนจะทำให้หลอดเลือดใต้ผิวขยายตัว ส่งผลให้รอยแดงหรือความรู้สึกร้อนวูบวาบอยู่นานขึ้น
  • อาจรู้สึกแดง แห้ง หรือไวต่อสิ่งกระตุ้นชั่วคราว ซึ่งส่วนใหญ่จะค่อย ๆ ดีขึ้นเองตามเวลา

หากดูแลตามนี้และเว้นระยะห่างระหว่างการทำแต่ละครั้งอย่างเหมาะสม ก็จะช่วยสะสมการเปลี่ยนแปลงในผิวไปทีละน้อยโดยไม่ต้องใช้แรงกระตุ้นที่รุนแรง แทนที่จะรีบทำติด ๆ กันหลายครั้ง ควรสังเกตปฏิกิริยาของผิวแล้วปรับระยะเวลาให้เหมาะสมจะปลอดภัยกว่า เพราะแม้จะเป็นการพีลที่อ่อนโยน ผิวก็ยังต้องการเวลาในการฟื้นตัวด้วยตัวเองอยู่ดี

References

Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

หลักการของ FCR Peeling เข็มจิ๋วจากปะการังที่ขจัดความมันและเซลล์ผิวเก่าไปพร้อมกัน วิธีดูแลผิวหลังทำ

FCR Peeling คือการนำผลึกรูปเข็มเล็กจิ๋วที่ได้จากปะการังมาถูลงบนผิวเพื่อขจัดเซลล์ผิวเก่าและความมันส่วนเกินไปพร้อมกัน วิธีนี้ต่างจากการพีลด้วยกรดที่ละลายเซลล์ผิวโดยตรง จึงทำได้ค่อนข้างสบายแม้ในผิวแพ้ง่ายหรือผิวที่มีสิว บทความนี้สรุปหลักการทำงานและวิธีดูแลผิวหลังทำไว้ให้

By Dr. Kim

Skincare

หลักการของมิลค์พีล การผลัดเซลล์ผิวหนังกำพร้าอย่างอ่อนโยนด้วยกรดแลคติกที่ระคายเคืองต่ำ

มิลค์พีลคือการพีลผิวที่ใช้กรดแลคติก ซึ่งเป็นสาร AHA ชนิดหนึ่ง เพื่อขจัดเซลล์ผิวหนังกำพร้าที่สะสมอยู่นาน โมเลกุลของกรดแลคติกมีขนาดใหญ่ จึงไม่แทรกซึมลงผิวอย่างรุนแรง อีกทั้งยังมีคุณสมบัติกักเก็บความชุ่มชื้นในผิว ทำให้ระคายเคืองน้อยแต่ผิวเรียบเนียนขึ้นได้ บทความนี้สรุปหลักการที่มิลค์พีลทำงานอย่างอ่อนโยน

By Dr. Kim

Lifting

หลักการที่เข็ม RF ของ Morpheus8 ส่งความร้อนลึกถึงชั้นหนังแท้เพื่อกระชับผิว พร้อมเกณฑ์การดูแลตัวหลังทำ

Morpheus8 คือเครื่องมือ RF แบบไมโครนีดเดิลที่ใช้เข็มเคลือบฉนวนส่งความร้อนลงไปถึงชั้นลึกของผิว ความร้อนที่ปลายเข็มกระตุ้นไขมันและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันจนเกิดทั้งความกระชับทันทีและการสร้างคอลลาเจนในระยะยาว บทความนี้สรุปหลักการปรับความลึกและเหตุผลที่ฟื้นตัวได้เร็ว

By Dr. Kim

Back to articles