prettytime
Pigment

หลักการที่เม็ดสีสลายเมื่อเลเซอร์ลบรอยสักคิ้วกึ่งถาวรที่ผิดพลาด จำนวนครั้งที่ต้องทำ และการดูแลไม่ให้สีเปลี่ยน

By Dr. Kim1 min read

หลายคนอยากลบรอยสักคิ้วกึ่งถาวรที่รูปทรงออกมาไม่ถูกใจ หรือสีที่เปลี่ยนเป็นแดงหรือฟ้าเมื่อเวลาผ่านไป แม้จะแต่งหน้าปิดได้ แต่พอต้องกังวลกับรูปทรงคิ้วทุกวัน สุดท้ายก็มักหันมาหาวิธีลบด้วยเลเซอร์

แต่พอลองศึกษาดูจริงๆ ก็ยังมีคำถามค้างอยู่ในใจ เพราะกังวลว่าเลเซอร์ลบรอยสักจะกำจัดเม็ดสีได้หมดจดจริงหรือไม่ และระหว่างลบสีจะยิ่งดูแปลกไปกว่าเดิมหรือเปล่า บทความนี้จะไล่อธิบายตั้งแต่หลักการที่เม็ดสีใต้ผิวหนังแตกตัวและถูกลำเลียงออกไป ไปจนถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาสีเปลี่ยนระหว่างทาง

เม็ดสีของรอยสักคิ้วกึ่งถาวรฝังอยู่ที่ชั้นไหนของผิวหนัง

การสักคิ้วกึ่งถาวรใช้เข็มที่เล็กมากแทงเม็ดสีเข้าไปที่ชั้นตื้นของหนังแท้ ซึ่งอยู่ใต้ชั้นหนังกำพร้าลงไปอีกชั้น หนังแท้เป็นชั้นที่สองที่รองรับผิวหนังอยู่ เมื่อเม็ดสีเข้าไปถึงชั้นนี้แล้ว จะไม่หลุดออกไปเองตามธรรมชาติเหมือนขี้ไคลที่ลอกออกจากชั้นหนังกำพร้า

อนุภาคเม็ดสีเล็กจนตาเปล่ามองไม่เห็น แต่ยังใหญ่เกินกว่าที่เซลล์ภูมิคุ้มกันในร่างกายจะกลืนกินไปได้ทั้งชิ้น ด้วยเหตุนี้เม็ดสีที่ฝังตัวแล้วจึงไม่ถูกร่างกายกำจัดออกเอง และฝังอยู่ในตำแหน่งเดิมไปอีกนาน นี่คือเหตุผลที่รอยสักกึ่งถาวรอยู่ได้นาน 1 ถึง 3 ปี และเป็นเหตุผลเดียวกันที่ทำให้ลบออกได้ยาก

เลเซอร์สลายอนุภาคเม็ดสีเหล่านี้ด้วยหลักการอะไร

เลเซอร์ที่ใช้ลบรอยสักจะยิงพลังงานแสงที่แรงมากลงไปที่อนุภาคเม็ดสีในเวลาสั้นๆ เพราะแสงเข้าไปทั้งเร็วและแรง อุณหภูมิภายในอนุภาคเม็ดสีจึงพุ่งขึ้นทันที ทำให้อนุภาคขยายตัวอย่างรวดเร็วแล้วแตกออก คล้ายกับการเทน้ำเย็นลงบนหม้อที่ร้อนจัด แล้วแก้วก็แตกร้าวทันทีนั่นเอง

วิธีการทำลายวัตถุด้วยความร้อนและแรงกระแทกฉับพลันแบบนี้เรียกว่า photomechanical destruction (กระบวนการที่พลังงานแสงแรงของเลเซอร์สร้างคลื่นแรงดันฉับพลันเพื่อสลายอนุภาคให้แตกเป็นชิ้นเล็ก) ตัวอย่างที่ใช้กันมากคือเลเซอร์คิวสวิตช์ (Q-switched laser) ที่ยิงในหน่วยนาโนวินาที และเลเซอร์พิโควินาที (picosecond laser) ที่ยิงเร็วกว่านั้นอีกมาก ยิ่งระยะเวลายิงสั้นเท่าไร ความร้อนก็ยิ่งกระจายไปยังเนื้อเยื่อรอบข้างน้อยลง และสลายอนุภาคได้ละเอียดขึ้น ปัจจุบันจึงนิยมใช้เลเซอร์พิโควินาทีมากขึ้น

นอกจากนี้ แสงเลเซอร์แต่ละความยาวคลื่นยังตอบสนองกับสีต่างกันด้วย เม็ดสีดำหรือน้ำตาลเข้มตอบสนองได้ดีในช่วงความยาวคลื่นกว้าง ในขณะที่เม็ดสีแดงหรือเหลืองจะตอบสนองเฉพาะบางความยาวคลื่นเท่านั้น ดังนั้นก่อนทำหัตถการจึงต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่าสีคิ้วที่สักไว้อยู่ในกลุ่มไหน แล้วเลือกความยาวคลื่นที่เหมาะสม จึงจะได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ

เม็ดสีที่ถูกสลายแล้วถูกลำเลียงออกจากร่างกายอย่างไร

เมื่ออนุภาคถูกเลเซอร์สลายให้เล็กลงแล้ว ขนาดของมันจะเล็กพอที่เซลล์ภูมิคุ้มกันในร่างกายจะจัดการได้ ตัวการสำคัญตรงนี้คือแมคโครฟาจ (macrophage เซลล์ภูมิคุ้มกันที่กลืนกินสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย) แมคโครฟาจทำหน้าที่เหมือนพนักงานทำความสะอาดที่กลืนสิ่งแปลกปลอมเข้าไปทั้งชิ้นตามชื่อของมัน

หลังจากแมคโครฟาจกลืนเศษเม็ดสีที่แตกแล้ว จะเคลื่อนที่ผ่านท่อน้ำเหลือง (lymphatic vessel ท่อที่ลำเลียงของเสียและเซลล์ภูมิคุ้มกันไปทั่วร่างกาย) ซึ่งเป็นทางผ่านของของเสียในร่างกาย ผ่านกระบวนการนี้เศษเม็ดสีจะถูกลำเลียงเข้าไปลึกในร่างกายและค่อยๆ หายไป นอกจากนี้ยังมีเม็ดสีบางส่วนที่ถูกดันขึ้นมาทางผิวหนังด้านบนและหลุดออกไปพร้อมขี้ไคล เรียกว่า transepidermal elimination (เส้นทางที่เศษเม็ดสีถูกดันออกทางผิวหนังเหมือนขี้ไคล)

กล่าวโดยสรุปแล้ว เม็ดสีไม่ได้หายไปในครั้งเดียว แต่จะจางลงทีละน้อยจากการที่ทุกครั้งที่ยิงเลเซอร์ อนุภาคจะถูกสลายให้เล็กลงอีกนิดและถูกลำเลียงออกไปทีละส่วนซ้ำไปเรื่อยๆ

ทำไมรอยสักคิ้วถึงอาจกลายเป็นสีดำเข้มขึ้นกว่าเดิมได้

ประเด็นที่ต้องระวังเป็นพิเศษในการสักคิ้วกึ่งถาวรคือการเปลี่ยนสี เม็ดสีที่ใช้สักคิ้วส่วนใหญ่มักมีส่วนผสมของเหล็กออกไซด์ (iron oxide สารประกอบออกไซด์ที่มีธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบ นิยมใช้ในเม็ดสีกลุ่มน้ำตาลและแดง) เหล็กออกไซด์เดิมทีจับตัวอยู่กับออกซิเจนจึงมีสีน้ำตาลหรือน้ำตาลอมแดง

แต่เมื่อพลังงานแรงของเลเซอร์กระทบกับเหล็กออกไซด์นี้ อาจเกิดปฏิกิริยารีดักชัน (reduction reaction ปฏิกิริยาเคมีที่ออกซิเจนหลุดออกจากเหล็กออกไซด์แล้วเปลี่ยนเป็นสีดำ) ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่ดึงออกซิเจนออกไป เมื่อออกซิเจนหลุดออกแล้ว ธาตุเหล็กที่เหลือจะไม่เป็นสีน้ำตาลเหมือนเดิม แต่กลายเป็นสีดำหรือเทาอมฟ้าแทน คล้ายกับตะปูขึ้นสนิมที่พอถูกเผาไฟก็เปลี่ยนเป็นสีดำทันทีนั่นเอง

ปฏิกิริยานี้ไม่ได้เกิดขึ้นทุกครั้งที่ยิงเลเซอร์ แต่เป็นความเสี่ยงที่มีรายงานพบในรอยสักที่ผสมเหล็กออกไซด์หรือไทเทเนียมไดออกไซด์ (สีขาวที่มักผสมอยู่ในเม็ดสีกลุ่มสีส้มอ่อนและเบจ) เม็ดสีที่กลายเป็นสีดำแล้วอาจลบออกยากกว่าเดิมด้วยซ้ำ ดังนั้นการรู้ความเป็นไปได้นี้ไว้ล่วงหน้าก่อนทำหัตถการจึงสำคัญมาก

ทำไมต้องทดสอบก่อนทำหัตถการทุกครั้ง

ด้วยเหตุนี้ การลบรอยสักคิ้วกึ่งถาวรจึงมักไม่ยิงเลเซอร์ทั่วทั้งคิ้วทันที แต่จะทำ test spot (ขั้นตอนยิงเลเซอร์ทดลองบนพื้นที่เล็กๆ ก่อนเพื่อดูปฏิกิริยาของเม็ดสี) บนจุดเล็กๆ ที่ไม่ค่อยเห็นเด่นชัดก่อน

การทดสอบนี้ช่วยให้ตรวจสอบได้ก่อนว่าเม็ดสีจะจางลงตามที่คาดไว้ หรือจะมีปฏิกิริยากลายเป็นสีดำ ถ้าพบว่าเกิดสีดำขึ้น จะต้องปรับความยาวคลื่นหรือความแรงให้ต่างออกไป หรือพิจารณาวิธีลบแบบอื่นแทน หากข้ามขั้นตอนนี้แล้วเข้าสู่การทำเต็มพื้นที่ทันที อาจพบปัญหาสีเปลี่ยนที่ไม่ต้องการในภายหลัง ซึ่งแก้ไขคืนได้ยาก

ต้องทำกี่ครั้งรอยสักจึงจะจางหมด

การลบรอยสักกึ่งถาวรมักไม่จบในครั้งเดียว แต่ต้องทำ 3 ถึง 10 ครั้งขึ้นไป ปัจจัยที่มีผลต่อจำนวนครั้งและระยะห่างระหว่างการรักษามีดังนี้

  • ความลึกและความหนาแน่นของเม็ดสี: การสักคิ้วกึ่งถาวรมักฝังเม็ดสีตื้นกว่ารอยสักทั่วไป แต่ในกรณีที่ช่างสักมีความชำนาญน้อย เม็ดสีอาจถูกฝังซ้อนกันหลายชั้นหรือจับตัวกันหนาแน่น พื้นที่แบบนี้เลเซอร์จะจัดการเม็ดสีได้จำกัดในแต่ละครั้ง จึงต้องทำหลายครั้งขึ้น
  • ชนิดและสีของเม็ดสี: เม็ดสีดำตอบสนองกับความยาวคลื่นได้หลากหลายจึงลบออกได้ค่อนข้างง่าย ในขณะที่เม็ดสีที่ผสมสีส้มอ่อนหรือขาวจะตอบสนองกับความยาวคลื่นได้จำกัด จึงใช้เวลาลบนานกว่า
  • ระยะห่างระหว่างการรักษา: โดยทั่วไปเว้นระยะห่าง 6 ถึง 8 สัปดาห์ เพราะแมคโครฟาจต้องใช้เวลาประมาณนี้ในการลำเลียงเม็ดสีที่แตกออกและให้ผิวหนังฟื้นตัว หากเว้นระยะสั้นเกินไป จะยิ่งสะสมการระคายเคืองโดยที่เม็ดสียังระบายออกไม่เพียงพอ
  • ปฏิกิริยาของผิวและการอักเสบ: หากรีบทำครั้งถัดไปในขณะที่ผิวยังบวมหรือระคายเคืองจากครั้งก่อน จะทำให้ฟื้นตัวช้าลงและอาจขัดขวางกระบวนการระบายเม็ดสีออก จึงต้องปรับระยะห่างตามสภาพผิวที่แท้จริง

โดยรวมแล้ว เม็ดสีที่จางและฝังตื้นอาจลบหมดได้ใน 3 ถึง 4 ครั้ง แต่มีรายงานว่าเม็ดสีที่เข้มและฝังลึกอาจต้องทำถึง 8 ถึง 10 ครั้งขึ้นไป การค่อยๆ สังเกตความจางลงในแต่ละครั้งจึงปลอดภัยกว่าการพยายามลบให้หมดในครั้งเดียว

หลังทำหัตถการต้องระวังอะไรบ้าง

บริเวณที่ทำเลเซอร์จะบวมอยู่ประมาณ 2 ถึง 3 วัน จากนั้นจะตกสะเก็ดและหลุดออกเองภายใน 7 ถึง 14 วัน ไม่ควรแกะสะเก็ดออกเองแต่ต้องรอให้หลุดตามธรรมชาติ เพราะหากแกะออกก่อนเวลา ผิวใหม่ที่กำลังก่อตัวอยู่ข้างใต้จะเสียหาย และอาจนำไปสู่รอยแผลเป็นหรือรอยดำได้

ในช่วงพักฟื้นต้องป้องกันแสงแดดอย่างเคร่งครัด เพราะผิวบริเวณคิ้วที่กำลังฟื้นตัวใหม่ยังไวต่อการระคายเคือง หากโดนแสงแดดโดยตรงอาจทำให้เม็ดสีกลับเข้มขึ้นแทนที่จะจางลง นอกจากนี้ในระหว่างกระบวนการลบรอยสัก คิ้วอาจดูเข้มขึ้นหรือแดงขึ้นชั่วคราวในบางช่วง ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่พบได้ทั่วไปในขั้นตอนที่เม็ดสีกำลังถูกระบายออก

ที่สำคัญที่สุดคือ รอยสักที่ผสมเม็ดสีกลุ่มเหล็กออกไซด์มีความเสี่ยงที่จะเปลี่ยนสีได้ ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ลบรอยสักคิ้วกึ่งถาวรมาก่อน เพื่อดูผลการทดสอบร่วมกันและวางแผนจำนวนครั้งอย่างปลอดภัย

References

Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Pigment

Hollywood Spectra คาร์บอนพีลโทนนิ่ง หลักการและผลลัพธ์ต่อฝ้า เม็ดสี และรูขุมขน

Hollywood Spectra คือเลเซอร์ Q-switched Nd:YAG ที่ใช้ความยาวคลื่น 1064nm และ 532nm มักใช้ทำคาร์บอนพีลโทนนิ่งด้วยการทาโลชั่นคาร์บอนแล้วยิงเลเซอร์กำลังต่ำซ้ำหลายรอบ บทความนี้อธิบายหลักการที่ส่งผลต่อฝ้า เม็ดสี รูขุมขน และโทนผิว พร้อมตัวเลขจากงานวิจัยจริงทั้งผลลัพธ์และข้อจำกัด

By Dr. Lee

Pigment

เลเซอร์ Excel V จัดการเส้นเลือดฝอยแดงและจุดด่างดำน้ำตาลด้วยเครื่องเดียว หลักการและจำนวนครั้งที่ต้องรู้

เลเซอร์ Excel V ใช้แสงสองความยาวคลื่นที่ต่างกัน เพื่อดูดซับเข้าไปในเส้นเลือดและเม็ดสีแยกจากกันอย่างเจาะจง อธิบายง่าย ๆ ว่าทำไมปัญหาผิวแดงและจุดด่างดำถึงดูแลได้ด้วยเครื่องเดียวกัน พร้อมวิธีการรักษาจริง

By Dr. Kim

Diet

หลักการคาร์บอกซีเทอราพี ฉีดคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือดและลดไขมัน พร้อมจำนวนครั้งและตำแหน่งที่ใช้

คาร์บอกซีเทอราพีคือหัตถการที่ฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทางการแพทย์ปริมาณเล็กน้อยเข้าใต้ผิวหนัง เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ช่วยสลายไขมัน และปรับผิวเซลลูไลท์ให้เรียบเนียนขึ้น บทความนี้อธิบายหลักการว่าทำไมคาร์บอนไดออกไซด์ถึงทำให้หลอดเลือดขยายตัว ออกซิเจนที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อเซลล์ไขมันอย่างไร และแนวทางการรักษาแตกต่างกันอย่างไรตามตำแหน่งและจำนวนครั้ง

By Dr. Kim

Back to articles