Onda Lifting: คลื่นไมโครเวฟละลายไขมันคาง กระชับเส้นกรามในครั้งเดียว
By Dr. Lee2 min read

คนไข้หลายคนมาปรึกษาด้วยปัญหาเดียวกัน น้ำหนักไม่ได้เพิ่ม แต่มองจากด้านข้างแล้วเส้นกรามกับลำคอดูไม่ชัด พอก้มหัวก็เห็นคางสองชั้นชัดเจน หลายคนลองออกกำลังกายและควบคุมอาหารมาระยะหนึ่ง น้ำหนักลงได้ส่วนอื่น แต่ไขมันใต้คางยังเหนียวแน่นอยู่เหมือนเดิม ใครอยากได้หน้าเรียวแบบ V-shape ก็รู้ดีว่าตรงนี้แหละที่ขัดขวางอยู่
เรื่องนี้มีคำอธิบาย บริเวณใต้คางเป็นจุดที่ผิวบอบบางและยืดหย่อนง่าย ด้านล่างของผิวมีชั้นไขมันรองรับอยู่ ทำให้แค่กระชับผิวอย่างเดียวยังไม่พอ จำเป็นต้องจัดการทั้งไขมันและความหย่อนคล้อยพร้อมกัน Onda Lifting คือหนึ่งในทางเลือกที่ตอบโจทย์นี้โดยตรง
หลักการของ Onda Lifting คือการใช้คลื่นไมโครเวฟ ซึ่งเป็นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ส่งผ่านผิวหนังลงไปอุ่นชั้นไขมันโดยตรง โดยไม่ต้องใช้เข็มหรือการผ่าตัด เรียกได้ว่าลดไขมันและกระชับผิวในขั้นตอนเดียว
แต่เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่ จึงมีข้อจำกัดที่ต้องพูดถึงตรงๆ บทความนี้อธิบายกลไกการทำงาน ข้อมูลจากงานวิจัยทางคลินิก ความแตกต่างจาก Thermage และ HIFU พร้อมระบุว่าใครเหมาะหรือไม่เหมาะกับการทำ Onda Lifting

Onda Lifting คืออะไร?
Onda Lifting เป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาโดยบริษัท DEKA จากอิตาลี ใช้คลื่นไมโครเวฟในการรักษา คลื่นไมโครเวฟเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดเดียวกับที่ใช้ในเตาอบไมโครเวฟที่บ้าน แต่สำหรับการแพทย์นั้นควบคุมความเข้มและความลึกอย่างแม่นยำ เพื่อส่งพลังงานไปยังชั้นเนื้อเยื่อที่ต้องการโดยเฉพาะ ต่างจากเตาอบบ้านที่อุ่นทุกอย่างไม่เลือก เครื่องมือแพทย์ชนิดนี้คำนวณว่าจะให้ความร้อนที่ชั้นไหน ปริมาณเท่าใด
เป้าหมายของ Onda Lifting ไม่ใช่ผิวหนังชั้นบน แต่คือชั้นไขมันใต้ผิวหนัง เมื่อคลื่นไมโครเวฟถึงชั้นไขมัน จะเกิดความร้อนขึ้นภายใน เซลล์ไขมันที่ถูกความร้อนจะค่อยๆ ลดลง ขณะเดียวกันความร้อนยังกระตุ้นชั้นหนังแท้ให้สร้างคอลลาเจนด้วย จึงได้ผลสองอย่างพร้อมกัน ทั้งลดไขมันและกระชับผิว ซึ่งสำคัญมาก เพราะถ้าลดไขมันอย่างเดียวโดยไม่กระชับผิว ผิวอาจดูหย่อนลงกว่าเดิมได้
การทำ Onda Lifting ไม่ต้องใช้เข็ม ไม่มีแผล แพทย์จะเลื่อน handpiece ไปตามผิวหนังบริเวณที่ต้องการ ความร้อนจะถูกส่งลึกลงไปในขณะที่ระบบระบายความร้อนบนผิวช่วยปกป้องชั้นบน ในไทยนิยมใช้กับบริเวณใต้คาง เส้นกราม และแก้มที่หย่อนคล้อย
ความรู้สึกระหว่างทำ handpiece จะเคลื่อนไปบนผิวอย่างช้าๆ รู้สึกร้อนอุ่นแผ่กระจายในบริเวณนั้น เพราะมีระบบระบายความร้อนที่ผิว จึงไม่รู้สึกแสบร้อนรุนแรง แต่เป็นความร้อนที่ซึมลึก ส่วนใหญ่ไม่ต้องยาชา และสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ทันทีหลังทำ
สิ่งที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจคือ Onda Lifting ยังเป็นเทคโนโลยีใหม่ งานวิจัยทางคลินิกยังไม่มากเท่า Thermage หรือ HIFU ที่ใช้กันมานานกว่า หลักการทำงานชัดเจน แต่ขนาดการศึกษาในมนุษย์ยังจำกัด และงานวิจัยหลายชิ้นมาจากบริบทที่ใกล้ชิดกับผู้ผลิต ทุกครั้งที่ปรึกษาคนไข้ก็พูดเรื่องนี้ตรงๆ เพราะรู้ข้อจำกัดทำให้ความคาดหวังสอดคล้องกับผลลัพธ์ที่เป็นไปได้จริง

ทำไมคลื่นไมโครเวฟถึงโฟกัสที่ไขมันได้?
จากกราฟด้านบน พลังงานที่ส่งไปประมาณ 80% ถูกดูดซับโดยชั้นไขมันใต้ผิวหนัง อีก 20% กระจายไปยังเนื้อเยื่อโดยรอบ แปลว่าพลังงานส่วนใหญ่ไปรวมกันที่เป้าหมายหลัก อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 80% นี้มาจากข้อมูลเทคนิคของผู้ผลิตและงานวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้อง ยังต้องการการยืนยันจากงานวิจัยอิสระขนาดใหญ่เพิ่มเติม
พื้นฐานของความเลือกจำเพาะนี้อยู่ที่ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า dielectric heating คือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสั่นโมเลกุลในเนื้อเยื่ออย่างรวดเร็ว เกิดความร้อนจากแรงเสียดทาน เนื้อเยื่อแต่ละชนิดตอบสนองต่อคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต่างกัน ชั้นไขมันมีคุณสมบัติดูดซับคลื่นไมโครเวฟได้ดีเป็นพิเศษ พลังงานเดียวกันจึงสร้างความร้อนในชั้นไขมันได้มากกว่าเนื้อเยื่ออื่น ไม่ใช่การอุ่นผิวหนังไปทั่ว แต่พลังงานถูกนำทางให้ไปรวมกันที่ไขมัน
เรื่องความลึกก็สำคัญ คลื่นไมโครเวฟผ่านผิวหนังลงไปถึงระดับที่ไขมันใต้ผิวหนังอยู่ ในขณะที่ระบบระบายความร้อนบนผิวช่วยปกป้องชั้นบน ความร้อนจึงเกิดขึ้นเข้มข้นในชั้นลึก ผิวได้รับการปกป้องในขณะที่ชั้นไขมันด้านล่างถูกให้ความร้อนอย่างมีเป้าหมาย
หลักการฟังดูสมบูรณ์แบบ แต่หลักการที่ดีไม่ได้รับประกันผลลัพธ์เสมอไป คุณสมบัติทางกายภาพของคลื่นไมโครเวฟรวมกับการควบคุมความลึกของเครื่องสร้างความเลือกจำเพาะต่อไขมัน แต่ปริมาณไขมันและสภาพผิวของแต่ละคนต่างกัน ผลลัพธ์จึงมีความแปรปรวน นอกจากนี้ตัวเลขสำคัญอย่างอัตราการดูดซับยังพึ่งพาข้อมูลจากผู้ผลิตเป็นหลัก การประเมินหลักฐานต้องคำนึงถึงจุดนี้ด้วย

คางสองชั้นดีขึ้นได้แค่ไหน?
มีงานวิจัยที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงจริงของความหย่อนคล้อยในบริเวณคาง กราฟด้านบนใช้มาตราส่วน SMSLG วัดระดับความหย่อนคล้อยจาก 0 ถึง 4 คะแนนยิ่งน้อยยิ่งดี ก่อนทำคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 3.6 หลังจาก 12 สัปดาห์ลดลงเหลือ 2.3 คิดเป็นการปรับปรุงประมาณ 36% ตัวเลขนี้บ่งชี้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจน
แต่ต้องพูดถึงข้อจำกัดอย่างตรงไปตรงมา นี่เป็นการศึกษาขนาดเล็กมากที่มีผู้เข้าร่วมเพียง 10 คน (Zappia et al., Lasers Med Sci 2025;40(1):28) ผลจาก 10 คนบอกทิศทางได้บ้าง แต่ไม่สามารถสรุปว่าทุกคนจะได้ผลเหมือนกัน กลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กมีโอกาสที่ผลดีจะเกิดจากความบังเอิญ และงานวิจัยระยะต้นมักดำเนินการในบริบทที่ใกล้ชิดกับผู้ผลิต ซึ่งต้องคำนึงถึงเมื่อตีความผล
ค่าเฉลี่ยก็เป็นกับดักได้ ที่คะแนนลดจาก 3.6 เป็น 2.3 นั้นเป็นค่าเฉลี่ย บางคนอาจดีขึ้นมากกว่า บางคนอาจแทบไม่เปลี่ยน งานวิจัยนี้ทำการรักษา 2 ครั้งแล้วติดตามผลที่ 12 สัปดาห์ ผลจากการทำครั้งเดียวหรือผลในระยะยาวยังไม่มีข้อมูลจากงานวิจัยนี้
ลักษณะของมาตราส่วนก็ต้องเข้าใจ SMSLG เป็นการประเมินด้วยสายตาของแพทย์ มีความเป็นอัตวิสัยอยู่บ้าง ผู้ประเมินต่างกันอาจให้คะแนนต่างกัน 1-2 ระดับสำหรับบริเวณเดียวกัน จึงแปลงตัวเลขเป็นขนาดหรือปริมาตรที่ลดลงตรงๆ ไม่ได้ ถือเป็นการปรับปรุงที่วัดได้ในมาตราวัดนั้น ไม่มากไม่น้อย
กราฟนี้จึงเป็นสัญญาณของความเป็นไปได้ มีหลักฐานว่าคลื่นไมโครเวฟสามารถลดความหย่อนคล้อยของคางสองชั้นได้ แต่ฐานหลักฐานยังเล็ก ต้องการงานวิจัยอิสระขนาดใหญ่กว่านี้จึงจะมั่นใจในขนาดของผลได้มากขึ้น ในคลินิกจึงบอกคนไข้เสมอว่าควรคาดหวังการปรับปรุงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน

คนไข้พึงพอใจมากน้อยแค่ไหน?
นอกจากการวัดทางคลินิก ความรู้สึกของคนไข้เองก็สำคัญ มีงานวิจัยที่สำรวจความพึงพอใจโดยตรง พบว่าในกลุ่มที่ทำ Onda Lifting บริเวณใต้คาง ประมาณ 70% ระบุว่าพอใจหรือพอใจมาก (Salsi & Fusco, J Cosmet Dermatol 2022;21:5657) นับเป็นสัญญาณที่ดีว่าคนไข้ส่วนใหญ่รู้สึกว่าได้ผลจริง
งานวิจัยนี้มีกลุ่มตัวอย่างใหญ่กว่าการศึกษาก่อนหน้า มี 47 คนเข้าร่วมและได้รับการรักษา 6 ครั้ง ขนาดตัวอย่างที่มากขึ้นทำให้ข้อมูลน่าเชื่อถือมากขึ้น แต่ยังไม่ควรตีความว่า 70% นี้คืออัตราความสำเร็จ อีก 30% ไม่ได้รับผลที่น่าพึงพอใจ ไม่มีการรักษาใดที่ทุกคนพอใจ Onda Lifting ก็เช่นกัน
ธรรมชาติของข้อมูลความพึงพอใจต้องเข้าใจด้วย นี่คือการประเมินแบบอัตวิสัยของคนไข้ ไม่ใช่การวัดเชิงปริมาณ ความพึงพอใจขึ้นอยู่กับความคาดหวังของแต่ละคน การที่ทำถึง 6 ครั้งก็น่าจะทำให้มีแนวโน้มประเมินเชิงบวกมากขึ้น เพราะลงทุนเวลาและความพยายามไปมากแล้ว ความพึงพอใจจากการทำครั้งเดียวหรือสองครั้งอาจต่างออกไป
ที่ข้อมูลเชิงวัตถุวิสัยและเชิงอัตวิสัยชี้ไปในทิศทางเดียวกันถือเป็นเรื่องน่าพอใจ คะแนนความหย่อนคล้อยลดลงในการวัดทางคลินิก และส่วนใหญ่ของผู้รับการรักษารู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในทางบวก ทั้งสองตัวชี้วัดชี้ไปในทิศทางเดียวกัน แต่ทั้งสองงานวิจัยมีกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กและใช้การรักษาหลายครั้ง ซึ่งเป็นข้อจำกัดร่วมกัน
ในคลินิกจึงไม่นำตัวเลขนี้ไปบอกคนไข้อย่างตรงๆ ว่าจะพอใจ 70% ข้อมูลมีความหมาย แต่ยังมาจากงานวิจัยขนาดเล็กที่มีการประเมินแบบอัตวิสัย Onda Lifting อยู่ในช่วงที่กำลังสะสมหลักฐานทีละชิ้น จึงต้องบอกคนไข้ทั้งความเป็นไปได้และข้อจำกัดไปพร้อมกัน

ต่างจาก Thermage และ HIFU อย่างไร?
คำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดในคลินิกคือ Onda Lifting ต่างจาก Thermage และ HIFU อย่างไร ทั้งสามไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีแผล และช่วยกระชับรูปหน้าได้ แต่ใช้พลังงานต่างชนิดและโฟกัสที่ชั้นเนื้อเยื่อต่างกัน
Thermage (เทอร์มาจ) ใช้คลื่นวิทยุ (RF) ส่งพลังงานความร้อนไปยังชั้นหนังแท้อย่างกว้างและสม่ำเสมอ เพื่อหดตัวคอลลาเจนและกระตุ้นการสร้างใหม่ เน้นเรื่องความยืดหยุ่นและความตึงกระชับของผิวเป็นหลัก เหมาะกับคนที่ต้องการปรับปรุงความยืดหยุ่นโดยรวมมากกว่าจะลดไขมัน
HIFU อย่าง Ultherapy (อัลเทอร่า) หรือ Ultraformer III ที่นิยมในคลินิกไทยทั่วไป ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงรวมโฟกัสเป็นจุด เจาะลึกไปถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเนื้อเยื่อที่ลึกกว่า เป็นชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ดึงในการผ่าตัดยกกระชับใบหน้า HIFU จึงให้ผลลิฟติ้งจากฐานลึกกว่า
Onda Lifting ใช้คลื่นไมโครเวฟโฟกัสที่ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง อยู่ระหว่างชั้นที่ Thermage และ HIFU โฟกัส จุดแข็งจึงอยู่ที่บริเวณที่มีทั้งไขมันและความหย่อนพร้อมกัน เช่น ใต้คาง หรือแก้มที่หย่อนตัว ซึ่งแค่กระชับผิวอย่างเดียวไม่เพียงพอ
ทั้งสามไม่ได้แข่งกัน แต่มีจุดเด่นต่างกัน ถ้าเป้าหมายหลักคือความยืดหยุ่นของผิว Thermage ตอบโจทย์กว่า ถ้าหย่อนคล้อยลึกและต้องการลิฟติ้งจริงจัง HIFU เหมาะกว่า ถ้ามีปัญหาทั้งไขมันและความหย่อนพร้อมกัน Onda Lifting เป็นอีกทางเลือกที่น่าพิจารณา ยังไม่มีงานวิจัยที่ออกแบบมาดีเพื่อเปรียบเทียบทั้งสามโดยตรง จึงยังบอกไม่ได้ว่าอันไหนดีกว่าอันไหนอย่างเด็ดขาด การประเมินสภาพผิวและปัญหาที่แท้จริงของแต่ละคนสำคัญกว่าการเลือกตามชื่อเครื่อง

ใครเหมาะ ใครไม่เหมาะ และต้องระวังอะไร?
ผู้ที่ได้ประโยชน์จาก Onda Lifting มากที่สุดคือคนที่มีปัญหาทั้งไขมันและความหย่อนพร้อมกัน เช่น คางสองชั้น เส้นกรามที่ไม่ชัด หรือแก้มที่หย่อนลง โดยเฉพาะไขมันใต้คางที่ลดยากแม้จะควบคุมอาหารและออกกำลังกายมาแล้ว หรือคนที่ผิวเริ่มหย่อนทำให้เส้นรูปหน้าเลือนราง เพราะวิธีนี้จัดการทั้งไขมันและความหย่อนไปในขั้นตอนเดียว
ไม่แนะนำสำหรับคนผอมมาก เพราะถ้าไขมันน้อยก็ไม่มีอะไรให้รักษา Onda Lifting ทำงานโดยการลดไขมัน ถ้าไม่มีไขมันเพียงพอก็คาดหวังผลได้น้อย กรณีนี้การรักษาที่เน้นการกระตุ้นคอลลาเจนอาจเหมาะกว่า ก่อนตัดสินใจจึงต้องประเมินก่อนว่าบริเวณนั้นมีไขมันพอที่จะรักษาหรือไม่
การทำ Onda Lifting ไม่ยุ่งยาก ไม่มีเข็ม ไม่มีแผล เลื่อน handpiece บนผิวและให้ความร้อนบริเวณที่กำหนด แต่ละบริเวณใช้เวลาประมาณ 10 นาทีต่อครั้ง โดยทั่วไปต้องทำหลายครั้งเพื่อให้ได้ผล งานวิจัยที่อ้างถึงก่อนหน้าทำ 2-6 ครั้ง Onda Lifting ไม่ใช่การรักษาครั้งเดียวจบ แต่เป็นการสะสมผลทีละนิด ต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน
อาการข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดคือผิวแดงชั่วคราวหลังทำ ซึ่งเกิดจากความร้อนและมักหายไปเองตามเวลา นอกจากนี้อาจมีบวมหรือช้ำ และพบน้อยกว่าคือแผลไหม้ ตุ่มน้ำ ก้อนแข็งชั่วคราว หรือการเปลี่ยนแปลงของสีผิว ส่วนใหญ่หายได้เอง แต่ถ้าอาการนานหรือรุนแรงควรแจ้งแพทย์ที่ทำให้ทราบ
บางคนตกใจเมื่อรู้สึกมีก้อนแข็งในบริเวณที่ทำ นี่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการฟื้นตัวของชั้นไขมันที่ถูกให้ความร้อน โดยทั่วไปจะค่อยๆ นุ่มลงเอง แต่ถ้ามีอาการเจ็บหรือลักษณะเปลี่ยนไปควรให้แพทย์ตรวจ หลังทำใหม่ๆ ควรหลีกเลี่ยงการกดนวดบริเวณนั้นแรงๆ
กรณีที่ไม่ควรทำ ได้แก่ ผู้ตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีการติดเชื้อในบริเวณที่จะทำ เนื่องจาก Onda Lifting ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ผู้ที่มีโลหะฝังในร่างกายหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างเครื่องกระตุ้นหัวใจ ต้องแจ้งแพทย์และพิจารณาอย่างระมัดระวัง
สุดท้ายเรื่องความคาดหวัง Onda Lifting เป็นทางเลือกที่มีประโยชน์สำหรับปัญหาไขมันและความหย่อนพร้อมกัน แต่ยังเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่และยังขาดหลักฐานทางคลินิกขนาดใหญ่ ตั้งเป้าหมายเป็นการปรับปรุงอย่างค่อยเป็นค่อยไปจะสมจริงกว่า การเปลี่ยนแปลงแบบทันตาเห็นไม่ใช่สิ่งที่ควรรับปากได้
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

InMode ยกกระชับหน้า: Forma กับ FX คลื่น RF แบบไม่ใช้เข็มทำได้ถึงไหน
ทำความรู้จัก InMode Forma และ FX อย่างตรงไปตรงมา, คลื่น RF แบบไม่รุกรานทำงานอย่างไรในชั้นผิวและชั้นไขมัน มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับแค่ไหน และต่างจากเทอร์มาจหรืออุลเธอราอย่างไร พร้อมข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ
By Dr. Lee

Juveacell สกินบูสเตอร์ ECM จากหนังแท้มนุษย์ ต่างจาก Rituo และ Cellderm อย่างไร?
Juveacell คือสกินบูสเตอร์ ECM จากเนื้อเยื่อมนุษย์ที่ VAIM พัฒนาขึ้น บทความนี้อธิบายกลไกการทำงาน ความแตกต่างด้านความเข้มข้นและปริมาณเมื่อเทียบกับ Rituo และ Cellderm พร้อมข้อมูลจากงานวิจัยว่าผลลัพธ์จะปรากฏให้เห็นเมื่อไหร่
By Dr. Kim

Belotero Revive: HA ผสมกลีเซอรอลฟื้นผิวได้นานแค่ไหน และต่างจาก Skinvive อย่างไร
Belotero Revive คือสกินบูสเตอร์สูตร CPM ที่ผสม HA กับกลีเซอรอล วิเคราะห์กลไกการทำงาน ระยะเวลาที่ผลด้านความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นคงอยู่จากข้อมูลคลินิก ความแตกต่างจาก Skinvive ข้อบ่งชี้ และข้อควรระวัง จากมุมมองแพทย์ในห้องตรวจ
By Dr. Kim