prettytime
Skincare

nevus of Ota แต่กำเนิด ลบเม็ดสีชั้นหนังแท้สีน้ำเงินรอบตาและโหนกแก้มด้วยเลเซอร์ 1064nm กี่ครั้งและโอกาสเป็นซ้ำ

By Dr. Kim2 min read

หากมีสีคล้ำอมน้ำเงินกระจายอยู่รอบดวงตาหรือบริเวณโหนกแก้มข้างใดข้างหนึ่ง นั่นอาจไม่ใช่ฝ้าหรือกระ แต่เป็น nevus of Ota ก็ได้ ยิ่งถ้ามีมาตั้งแต่เกิดหรือเริ่มเข้มขึ้นตอนวัยรุ่นก็ยิ่งเป็นไปได้สูง nevus of Ota เป็นความผิดปกติของเม็ดสีที่ฝังตัวอยู่ลึกในชั้นหนังแท้ ไม่ใช่ที่ผิวชั้นบน จึงแทบไม่จางลงด้วยครีมทาบำรุงให้ผิวขาว

ด้วยเหตุนี้การรักษามาตรฐานของ nevus of Ota จึงไม่ใช่ครีมหรือยากิน แต่เป็นเลเซอร์ วิธีคือใช้เลเซอร์ Q-switched Nd:YAG ความยาวคลื่น 1064nm ที่ลงลึกถึงเม็ดสีในชั้นหนังแท้ ยิงให้ก้อนเม็ดสีแตกเป็นชิ้นเล็ก แล้วปล่อยให้ร่างกายค่อยๆ กำจัดออกไป โดยแบ่งทำหลายครั้ง หลายคนคงสงสัยว่าต้องยิงกี่ครั้งถึงจะดีขึ้นแค่ไหน มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำหรือเกิดผลข้างเคียงเรื่องเม็ดสีไหม รวมถึงวิธีแยกจาก ABNOM ที่หน้าตาคล้ายกัน เราจะไล่ดูทีละข้อด้านล่างนี้

nevus of Ota ขึ้นเป็นเม็ดสีชั้นหนังแท้โทนน้ำเงินรอบดวงตาและโหนกแก้มข้างเดียว

nevus of Ota เป็นความผิดปกติของเม็ดสีแบบไหน?

nevus of Ota คือภาวะที่เซลล์เม็ดสีไปฝังตัวอยู่ในชั้นหนังแท้ เรียกว่า dermal melanocytosis ปกติเซลล์เม็ดสีควรเลื่อนขึ้นไปที่ชั้นหนังกำพร้า แต่ในระหว่างการเจริญของทารกกลับค้างอยู่ในชั้นหนังแท้ เมื่อเม็ดสีอยู่ลึก แสงที่ผ่านเข้าไปจะทำให้เห็นเป็นโทนสีน้ำเงิน เม็ดสีเดียวกันจึงดูออกน้ำเงินหรือเทาอมฟ้ามากกว่าจะเป็นสีน้ำตาล

การกระจายตัวก็มีลักษณะเฉพาะ จะปรากฏตามแนวเส้นประสาท trigeminal แขนงที่หนึ่งและสองซึ่งรับความรู้สึกของใบหน้า คือรอบตา หน้าผาก โหนกแก้ม และสันจมูก โดยมักเกิดที่ใบหน้าเพียงข้างเดียว พบในผู้หญิงมากกว่า อัตราส่วนหญิงต่อชายราว 5 ต่อ 1 ส่วนใหญ่มีมาตั้งแต่เกิด แต่ก็อาจเด่นชัดขึ้นในช่วงที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง เช่น วัยรุ่นหรือตอนตั้งครรภ์

นอกจากนี้ยังส่งผลถึงดวงตาได้ด้วย ผู้ป่วย nevus of Ota ราว 2 ใน 3 จะมีเม็ดสีที่ตาขาวหรือ sclera ร่วมด้วย บริเวณนี้จัดการด้วยเลเซอร์ได้ยาก จึงควรติดตามอาการร่วมกับจักษุแพทย์เพื่อความปลอดภัย ภายนอกอาจดูสับสนกับฝ้าหรือกระได้ง่าย แต่ความลึกและการกระจายของเม็ดสีต่างกัน แนวทางการรักษาจึงต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้นก่อนเริ่มรักษา การแยกให้ชัดว่าเม็ดสีอยู่ลึกระดับไหนจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญ

แยก nevus of Ota กับ ABNOM ได้อย่างไร?

สิ่งที่มักสับสนกับ nevus of Ota คือ ABNOM ทั้งคู่มีเม็ดสีอยู่ในชั้นหนังแท้จึงเห็นเป็นสีอมน้ำเงินและรักษาด้วยเลเซอร์ 1064nm เหมือนกัน แต่ต่างกันที่ช่วงเวลาที่เกิดและการกระจายตัว

ข้อเปรียบเทียบnevus of OtaABNOM
ช่วงที่เกิดแต่กำเนิดหรือวัยรุ่นเกิดภายหลังตอนโต
การกระจายซ้ายขวาข้างเดียวสองข้างสมมาตร
ตำแหน่งหลักรอบตา หน้าผาก โหนกแก้ม สันจมูกโหนกแก้มสองข้าง
ลามที่ตาขาวอาจมีได้ไม่มี
ความลึกเม็ดสีชั้นหนังแท้ชั้นหนังแท้

ความต่างที่ใหญ่ที่สุดคือความสมมาตรซ้ายขวา nevus of Ota มักเกิดที่ใบหน้าข้างเดียว ในขณะที่ ABNOM จะขึ้นที่โหนกแก้มทั้งสองข้างอย่างสมมาตรหลังเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ นอกจากนี้ nevus of Ota มักมีเม็ดสีที่ตาขาวร่วมด้วย แต่ ABNOM จะไม่ลามไปที่ sclera หรือเยื่อบุในช่องปาก

ช่วงเวลาที่เกิดก็ช่วยแยกได้ nevus of Ota มีมาตั้งแต่เกิดหรือเข้มขึ้นตอนวัยรุ่น ส่วน ABNOM ส่วนใหญ่เพิ่งเกิดใหม่ในวัยผู้ใหญ่หลังอายุ 20 ปี บางคนมีทั้งสองอย่างอยู่บนใบหน้าเดียวกัน จึงควรดูทั้งช่วงเวลาและการกระจายของเม็ดสีประกอบกันก่อนวางแผนการรักษา แทนที่จะวินิจฉัยเองแล้วรีบยิงเลเซอร์แรงๆ รัวๆ การแยกให้ชัดก่อนว่าเป็นเม็ดสีชนิดใดจะปลอดภัยกว่า

เครื่องเลเซอร์ Q-switched Nd:YAG 1064nm ที่ใช้รักษาเม็ดสีชั้นหนังแท้ของ nevus of Ota

ทำไมต้องยิงเลเซอร์ 1064nm หลายครั้งแบบแบ่งทำ?

เม็ดสีของ nevus of Ota อยู่ลึกในชั้นหนังแท้ ครีมทาให้ผิวขาวหรือยากินจึงเข้าไม่ถึงความลึกระดับนั้นและได้ผลน้อย การจะกำจัดเม็ดสีในชั้นหนังแท้ต้องใช้วิธีที่ลงลึกไปถึงและทำลายเม็ดสีโดยตรง และเลเซอร์คือสิ่งที่ทำหน้าที่นี้ได้

นี่คือเหตุผลที่เลือกใช้ความยาวคลื่น 1064nm ยิ่งความยาวคลื่นยาว ยิ่งเข้าลึก แสง 1064nm จึงผ่านชั้นหนังกำพร้าลงไปถึงเซลล์เม็ดสีในชั้นหนังแท้ ขณะเดียวกันเมลานินที่ผิวชั้นบนก็ดูดซับแสงนี้น้อยกว่า จึงเลือกทำลายเฉพาะเม็ดสีชั้นลึกได้โดยรบกวนผิวหน้าน้อย ส่วนระบบ Q-switched จะปล่อยแสงแรงในเสี้ยววินาทีที่สั้นมาก ใช้แรงที่ใกล้เคียงคลื่นแรงดันมากกว่าความร้อนเพื่อทุบก้อนเม็ดสีให้แตกละเอียด

ที่ต้องทำมากกว่าครั้งเดียวก็มีเหตุผล เซลล์ภูมิคุ้มกันในผิวจะค่อยๆ เก็บกินเม็ดสีที่แตกละเอียดแล้วลำเลียงออกทางน้ำเหลือง กระบวนการทำความสะอาดนี้ใช้เวลา อีกทั้งเซลล์เม็ดสีในชั้นหนังแท้ก็ยังสร้างเม็ดสีต่อเนื่องแม้ในช่วงเว้นระหว่างการรักษา จึงต้องแบ่งทำหลายครั้งห่างกันหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน สีถึงจะจางลงเป็นขั้นๆ ต่างจากกระที่ผิวชั้นบนซึ่งหลุดออกไปพร้อมขี้ไคล การรักษาเม็ดสีชั้นหนังแท้จึงเป็นแบบค่อยๆ ลดทีละนิดซ้ำๆ แบบนี้

จำนวนครั้งและระดับการดีขึ้นของการรักษา nevus of Ota ด้วยเลเซอร์ 1064nm
จำนวนครั้งและระดับการดีขึ้นของการรักษา nevus of Ota ด้วยเลเซอร์ 1064nm

ต้องยิงเลเซอร์กี่ครั้ง แล้วดีขึ้นมากแค่ไหน?

จำนวนครั้งและผลลัพธ์มีงานวิจัยยืนยันไว้ระดับหนึ่ง ในงานวิจัยที่รักษา nevus of Ota 50 คนด้วยเลเซอร์ Q-switched Nd:YAG 1064nm พบว่าภายใน 1 ปีทำเฉลี่ย 6 ครั้ง และผู้ป่วย 66% ดีขึ้นเกิน 60% ส่วนที่เหลือก็จางลงอยู่ในช่วง 30% ถึง 60% จึงไม่มีใครที่ไม่เห็นผลเลย

หัวใจสำคัญคือต้องใจเย็น เม็ดสีในชั้นหนังแท้อยู่ลึกและแน่น จึงไม่หายในหนึ่งหรือสองครั้ง แต่ค่อยๆ จางลงตลอดหลายครั้ง งานวิจัยหลายชิ้นพบว่ายิ่งรักษามากครั้งผลยิ่งดี และยิ่งเริ่มรักษาตั้งแต่อายุน้อยยิ่งตอบสนองดี ดังนั้นการรีบวินิจฉัยให้แม่นและเริ่มรักษาแต่เนิ่นๆ จึงได้เปรียบกว่าปล่อยทิ้งไว้นาน

ควรตั้งความคาดหวังให้สอดคล้องกับความจริง เพราะสีจะจางลงทีละนิดในแต่ละครั้ง แทนที่จะยอมแพ้เพราะทำหนึ่งสองครั้งแล้วเปลี่ยนแปลงไม่มาก ควรเข้าใจตั้งแต่ต้นว่าเป็นกระบวนการที่ต้องทำหลายครั้ง ถ้าทำสม่ำเสมอโดยเว้นระยะหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน เมื่อเวลาผ่านไปจะเห็นเม็ดสีจางลงอย่างชัดเจน เพราะเป็นการรักษาที่ให้ความพึงพอใจสูงเมื่อทำครบจำนวนครั้ง การวางแผนแบบใจเย็นระยะยาวจึงดีกว่า

ผลข้างเคียงเรื่องเม็ดสีและการเป็นซ้ำของเลเซอร์รักษา nevus of Ota กับความต่างจากเลเซอร์ picosecond
ผลข้างเคียงเรื่องเม็ดสีและการเป็นซ้ำของเลเซอร์รักษา nevus of Ota กับความต่างจากเลเซอร์ picosecond

จะมีเม็ดสีเพิ่มขึ้นหรือกลับมาเป็นซ้ำไหม?

ระหว่างที่เลเซอร์ทุบเม็ดสีชั้นลึก อาจเกิดผลข้างเคียงที่เม็ดสีเข้มขึ้นชั่วคราว เรียกว่า PIH หรือรอยดำหลังการอักเสบ แต่ส่วนใหญ่เป็นเพียงชั่วคราว ในงานวิจัย 50 คนที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ เกิดรอยดำแบบนี้ 10% แต่ก็จางลงภายใน 2 เดือนด้วยการกันแดดและดูแลเรื่องผิวขาว ในทางกลับกันก็อาจเกิดภาวะเม็ดสีจางที่ผิวขาวลงชั่วคราวได้ จึงควรตั้งพลังงานแบบระมัดระวังและเว้นระยะให้พอเพื่อความปลอดภัย

ช่วงหลังมีเลเซอร์ picosecond เข้ามาเสริม ทำให้ทางเลือกกว้างขึ้น ในงานวิจัยที่แบ่งผู้ป่วย nevus of Ota ออกเป็นสองกลุ่มเพื่อเทียบระหว่างเลเซอร์ Q-switched กับเลเซอร์ picosecond ฝั่ง picosecond ใช้จำนวนครั้งเฉลี่ยน้อยกว่าเล็กน้อย และเกิดผลข้างเคียงอย่างรอยดำและเม็ดสีจางน้อยกว่าด้วย หลักการคือเลเซอร์ชนิดนี้ทุบเม็ดสีให้ละเอียดกว่าในเสี้ยววินาทีที่สั้นมาก จึงลดการระคายเคืองรอบข้าง แต่ทั้งสองวิธีก็เป็นการรักษามาตรฐานที่ได้ผลกับ nevus of Ota เลือกให้เหมาะกับสถานการณ์ได้

การกลับมาเป็นซ้ำถือว่าพบได้น้อย ในงานวิจัยที่ติดตามผู้ป่วยกว่า 800 คนเป็นเวลานาน พบว่าหลังรักษามีการเป็นซ้ำไม่ถึง 1% แต่มีรายงานว่านานๆ ครั้งเม็ดสีอาจกลับขึ้นมาใหม่เมื่อเวลาผ่านไป จึงควรกันแดดอย่างสม่ำเสมอแม้รักษาเสร็จแล้ว และหากมีการเปลี่ยนแปลงก็ควรกลับมาพบแพทย์อีกครั้ง

แล้วควรวางแนวทางอย่างไรดี?

nevus of Ota ดูคล้ายฝ้าหรือกระ แต่เป็นความผิดปกติของเม็ดสีคนละแบบโดยสิ้นเชิง เพราะเม็ดสีอยู่ลึกในชั้นหนังแท้ การทาและกินจึงมีข้อจำกัด และการรักษาหลักคือการยิงเลเซอร์ Q-switched Nd:YAG 1064nm แบ่งทำหลายครั้ง และอาจพิจารณาใช้เลเซอร์ picosecond ร่วมด้วยได้ตามความจำเป็น

หัวข้อใจความ
การรักษามาตรฐานเลเซอร์ Q-switched 1064nm
จำนวนครั้งแบ่งทำหลายครั้ง
เลเซอร์ picosecondครั้งและผลข้างเคียงน้อยกว่าเล็กน้อย
การเป็นซ้ำพบได้น้อย
การดูแลหลังทำกันแดด

ก่อนเริ่ม สิ่งแรกคือแยกให้ชัดว่าเป็นฝ้าหรือ nevus of Ota หรือมี ABNOM ปนอยู่ด้วย ส่วนเมื่อเริ่มรักษาแล้ว เพราะเม็ดสีในชั้นหนังแท้อยู่ลึกและแน่น จึงต้องอดทนติดตามกระบวนการที่ค่อยๆ จางลงตลอดหลายครั้ง ระหว่างนั้นเม็ดสีอาจเข้มขึ้นชั่วคราว จึงควรเดินหน้าอย่างสม่ำเสมอด้วยระยะห่างและพลังงานที่ปลอดภัยมากกว่าจะเน้นความแรง ซึ่งสุดท้ายกลับเป็นทางที่เร็วกว่า

การดูแลหลังรักษาเสร็จก็สำคัญ แสงแดดเป็นสาเหตุใหญ่ที่สุดที่กระตุ้นเม็ดสีให้กลับมา จึงควรกันแดดอย่างเคร่งครัดทั้งระหว่างและหลังการรักษา nevus of Ota จะให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจที่สุดเมื่อสามสิ่งนี้ประกอบกัน คือการวินิจฉัยที่แม่นยำ การยิงเลเซอร์หลายครั้งอย่างอดทน และการดูแลหลังทำอย่างพิถีพิถัน หากเข้าใจตั้งแต่ต้นว่าเป็นการรักษาที่ใช้เวลา ก็จะไม่หวั่นไหวระหว่างทางและเดินไปจนจบได้

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

ปาน Hori (ABNOM) ทำไมครีมไม่ช่วย และต้องเลเซอร์กี่ครั้ง

ABNOM หรือปาน Hori คือรอยสีเทาอมฟ้าที่ขึ้นบนแก้มและโหนกแก้มทั้งสองข้าง เม็ดสีฝังในชั้นหนังแท้ชั้นลึก ต่างจากฝ้าที่อยู่ชั้นหนังกำพร้า ครีมและยากินจึงเข้าไม่ถึง การรักษาหลักคือเลเซอร์ Q-switched Nd:YAG 1064nm ซึ่งต้องทำหลายครั้ง โดยมีค่ามัธยฐานอยู่ที่ 11 ครั้ง บทความนี้อธิบายความแตกต่างจากฝ้า จำนวนครั้งที่ต้องทำ ความเสี่ยงรอยดำหลังเลเซอร์ และการวางแผนเมื่อมีฝ้าร่วมด้วย

By Dr. Lee

Skincare

กระแดดและกระเนื้อที่โทนนิ่งจัดการไม่ได้ ผลของ Reepot 532nm กับการทำความเย็นล่วงหน้า

Reepot คือเลเซอร์เม็ดสีของ Classys ที่ใช้คลื่น 532nm ดูดซับเมลานินสูงกว่า 1064nm ถึง 11 เท่า มีระบบ VSLS ทำความเย็นล่วงหน้าเพื่อลด PIH ส่วนกระแดดและกระเนื้อบนใบหน้าจางเฉลี่ย 72% ใน 2 ครั้งจากการศึกษา 20 คน บทความนี้อธิบายกลไก สะเก็ด ผลข้างเคียง และความแตกต่างจากโทนนิ่งกับ IPL ตรงไปตรงมาไม่เกินจริง

By Dr. Lee

Pigment

ปานสีกาแฟใส่นม เลเซอร์ลบออกได้จริงไหม ต่างจากไฝและฝ้าอย่างไร ทำไมกลับมาซ้ำบ่อย

ปานสีน้ำตาลอ่อนคล้ายกาแฟใส่นมที่ขึ้นเป็นปื้นขอบชัดตามแก้มหรือแขน อาจไม่ใช่ฝ้าหรือไฝ แต่เป็นปานคาเฟ่โอเลต์ (cafe-au-lait) เม็ดสีชนิดนี้อยู่ตื้นในชั้นหนังกำพร้าเลเซอร์จึงเข้าถึงง่าย แต่ก็กลับมาเป็นซ้ำได้บ่อยเช่นกัน มาดูกันว่าต่างจากไฝหรือฝ้าอย่างไร ทำไมถ้ามีหลายจุดต้องตรวจให้แน่ใจก่อน เลเซอร์ช่วยให้จางลงได้แค่ไหน และดูแลไม่ให้กลับมาซ้ำอย่างไร

By Dr. Kim

Back to articles