prettytime
Filler

หลักการที่ฟิลเลอร์มิดเฟซเติมเต็มแก้มที่ยุบตัว สาเหตุที่แก้มยุบลงตามวัย และวิธีฟื้นวอลุ่มให้เป็นธรรมชาติ

By Dr. Kim1 min read

เวลาส่องกระจกแล้วสังเกตว่าบริเวณใต้ตาลงมาถึงใต้โหนกแก้มดูยุบตัวผิดปกติ จุดนั้นเรียกว่ามิดเฟซ หรือแก้มส่วนบน เป็นบริเวณตรงกลางใบหน้าที่อยู่ระหว่างใต้ตาและโหนกแก้ม เมื่อจุดนี้ยุบลง ใบหน้าทั้งใบจะดูมีเงา ดูเหนื่อยล้า และดูแก่กว่าอายุจริง

หลายคนเข้าใจว่าปัญหานี้เป็นแค่เรื่องผิวหย่อนคล้อย จึงมองหาแต่หัตถการยกกระชับเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง มิดเฟซเป็นบริเวณที่ทั้งหย่อนคล้อยและยุบตัวเกิดขึ้นพร้อมกัน จึงต้องมีวิธีเข้าไปเติมปริมาตรที่หายไปโดยเฉพาะ เพราะแรงดึงยกอย่างเดียวไม่สามารถคืนปริมาตรที่สูญเสียไปได้ บทความนี้จะไล่เรียงทีละขั้นว่าทำไมบริเวณนี้ถึงยุบตัวง่ายเป็นพิเศษ และฟิลเลอร์เข้าไปเติมเต็มจุดนั้นได้อย่างไร

ทำไมแก้มถึงยุบตัวลึกลง?

ใต้ผิวบริเวณมิดเฟซมีก้อนไขมันที่เรียกว่า malar fat pad หรือชั้นไขมันใต้ผิวบริเวณโหนกแก้ม ทำหน้าที่สร้างวอลุ่มนุ่ม ๆ ให้กับใบหน้า แต่เมื่ออายุมากขึ้น ชั้นไขมันนี้จะมีปริมาตรลดลงเรื่อย ๆ

เซลล์ไขมันทั่วร่างกายเปลี่ยนแปลงทั้งขนาดและจำนวนไปตามวัย ใบหน้าก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น โดยเฉพาะชั้นไขมันตื้นที่ทอดจากใต้ตาไปถึงโหนกแก้มมักบางลงก่อนบริเวณอื่น จุดที่เคยอวบอิ่มตอนวัยสาวจึงค่อย ๆ ดูยุบลงเมื่อเวลาผ่านไป

นอกจากนี้กระดูกก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน กระดูกโหนกแก้มและกระดูกขากรรไกรบนจะค่อย ๆ ถูกดูดซึมที่ผิวจนปริมาตรลดลงตามวัย เท่ากับว่าโครงสร้างกระดูกที่เคยรองรับใบหน้าเล็กลงไปด้วย เมื่อทั้งไขมันและกระดูกลดลงพร้อมกัน ผิวหนังที่คลุมอยู่ด้านบนจึงขาดโครงสร้างรองรับและยุบตัวลงให้เห็นชัดเจน

ความจริงที่ว่าเอ็นยึดและกระดูกที่พยุงใบหน้าก็เปลี่ยนไปด้วย

ใต้ผิวหนังบนใบหน้ามีเอ็นยึด หรือ ligament ซึ่งเป็นโครงสร้างคล้ายเชือกใยเหนียวที่เชื่อมผิวหนังเข้ากับกระดูกอยู่หลายจุด บริเวณโหนกแก้มก็มีเอ็นยึดชนิดนี้เช่นกัน ทำหน้าที่ยึดชั้นไขมันและผิวหนังไม่ให้เลื่อนหลุดจากตำแหน่งเดิม

แต่เอ็นยึดนี้ก็ค่อย ๆ ยืดตัวและหย่อนลงตามกาลเวลา คล้ายกับยางที่ใช้มานานจนหมดความยืดหยุ่นและหลวมลง เมื่อเอ็นยึดหย่อนตัว ชั้นไขมันที่เคยอยู่ตำแหน่งสูงก็จะไหลลงมาต่ำลงตามแรงโน้มถ่วง

สรุปแล้วสาเหตุที่มิดเฟซดูยุบตัวไม่ได้มาจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลรวมของสามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นพร้อมกัน คือไขมันลดลง กระดูกถูกดูดซึม และเอ็นยึดหย่อนตัว ดังนั้นเวลาดูแลบริเวณนี้ การพิจารณาทั้งปริมาตรและแรงพยุงไปพร้อมกัน แทนที่จะมองแค่ปัจจัยเดียว จึงให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติกว่า

หลักการที่ฟิลเลอร์เติมเต็มแก้มที่ยุบตัว

ฟิลเลอร์สำหรับมิดเฟซส่วนใหญ่ทำจากกรดไฮยาลูโรนิก (HA) ซึ่งเป็นสารประเภทพอลิแซคคาไรด์ที่มีอยู่ในผิวหนังและข้อต่อตามธรรมชาติ มีคุณสมบัติจับน้ำได้ดี วิธีการคือฉีด HA เข้าไปในตำแหน่งที่ชั้นไขมันเคยอยู่ หรือในชั้นที่ลึกกว่านั้น เพื่อทดแทนปริมาตรที่หายไป

ความลึกในการฉีดขึ้นอยู่กับเป้าหมาย หากวางฟิลเลอร์ไว้เหนือเยื่อหุ้มกระดูก (periosteum) ซึ่งเป็นเยื่อบาง ๆ ที่หุ้มกระดูกอยู่ ก็จะช่วยเสริมโครงสร้างพื้นฐานที่กระดูกสูญเสียไปจากการดูดซึม แต่ถ้าวางในชั้นที่ตื้นกว่านั้น บริเวณที่เคยเป็นชั้นไขมัน ก็จะได้วอลุ่มที่มีเนื้อสัมผัสใกล้เคียงเนื้อแก้มนุ่ม ๆ ตามธรรมชาติ

ด้วยเหตุนี้แพทย์จึงต้องประเมินสภาพใบหน้าของผู้ป่วยแต่ละคนก่อนตัดสินใจว่าจะฉีดชั้นไหนในปริมาณเท่าไร หากกระดูกถูกดูดซึมไปมาก มักเน้นฉีดในชั้นลึกเป็นหลัก แต่ถ้าเป็นแค่ชั้นไขมันที่บางลง ก็อาจพิจารณาฉีดในชั้นตื้นร่วมด้วย นี่คือเหตุผลที่แม้จะเป็นบริเวณเดียวกัน แต่วิธีเข้าถึงกลับต่างกันไปตามสาเหตุ

อีกจุดสำคัญคือปริมาณที่ฉีดในแต่ละครั้ง หากฉีดปริมาณมากเกินไปเมื่อเทียบกับระดับที่ยุบตัว ใบหน้าอาจดูบวมผิดปกติหรือดูนูนแบบไม่เป็นธรรมชาติ จึงมักแนะนำให้เริ่มฉีดเพียงบางส่วนของปริมาณที่ต้องการก่อน แล้วค่อยประเมินผลและเพิ่มเติมในภายหลัง เพื่อให้เนื้อเยื่อมีเวลาปรับตัวเข้ากับฟิลเลอร์ไปพร้อมกัน

การเติมวอลุ่มช่วยให้ผิวหย่อนคล้อยดีขึ้นได้อย่างไร?

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่ามิดเฟซเป็นบริเวณที่ทั้งยุบตัวและหย่อนคล้อยเกิดขึ้นพร้อมกัน แต่ที่น่าสนใจคือแค่การเติมวอลุ่มกลับช่วยให้อาการหย่อนคล้อยดีขึ้นไปด้วยในหลายกรณี เหตุผลจะเข้าใจง่ายขึ้นเมื่อมองที่โครงสร้าง

เมื่อฉีดฟิลเลอร์เข้าไปในชั้นลึก ผิวหนังและไขมันที่คลุมอยู่ด้านบนจะถูกดันขึ้นตามปริมาตรของฟิลเลอร์ที่เติมเข้าไป คล้ายกับการกางเต็นท์ เมื่อปักเสาตั้งขึ้น ผ้าใบด้านบนก็จะตึงขึ้นตามไปด้วย ในที่นี้ฟิลเลอร์ทำหน้าที่เหมือนเสาที่พยุงจากด้านล่าง ทำให้เนื้อเยื่อที่เคยหย่อนคล้อยค่อย ๆ ยกกลับขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งเดิมอย่างเป็นธรรมชาติ

วิธีนี้ต่างจากการใช้ไหมร้อยหรือหัตถการดึงกระชับที่ดึงยกเนื้อเยื่อโดยตรง แต่เป็นการสร้างฐานรองรับขึ้นใหม่จากด้านล่าง เพื่อให้เนื้อเยื่อด้านบนกลับเข้าที่ได้เอง ด้วยเหตุนี้ แม้ในกรณีที่ร่องแก้ม (nasolabial fold) ดูลึก หรือขอบเขตใต้ตาชัดเจนเกินไป เมื่อเติมวอลุ่มมิดเฟซแล้ว ก็มักเห็นได้ว่าขอบเขตเหล่านั้นดูนุ่มนวลขึ้น

ตำแหน่งและความลึกในการฉีดสร้างความแตกต่างด้านความปลอดภัยและผลลัพธ์อย่างไร?

มิดเฟซให้ผลลัพธ์ที่ดี แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นบริเวณที่ต้องระมัดระวังในเชิงกายวิภาคเป็นพิเศษ เพราะมีหลอดเลือดหลักที่ส่งเลือดไปเลี้ยงใบหน้าพาดผ่านบริเวณนี้ และใต้ตายังมีรูเล็ก ๆ ที่เส้นประสาทลอดผ่าน เรียกว่า infraorbital foramen อีกด้วย

หากฟิลเลอร์เข้าไปในหลอดเลือดโดยไม่ตั้งใจ อาจทำให้หลอดเลือดอุดตันและนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อยแต่รุนแรง เช่น ผิวหนังตายเฉพาะที่ หรือปัญหาการมองเห็น ด้วยเหตุนี้ บริเวณนี้จึงจำเป็นต้องได้รับการฉีดจากแพทย์ที่เข้าใจโครงสร้างกายวิภาคอย่างแม่นยำ และเลือกฉีดในชั้นและมุมที่ปลอดภัย หลีกเลี่ยงตำแหน่งหลอดเลือด

ข้อดีอีกอย่างของฟิลเลอร์ HA คือหากเกิดปัญหาขึ้น สามารถสลายคืนได้ด้วยไฮยาลูโรนิเดส (hyaluronidase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ฉีดเข้าไปย่อยสลายส่วนประกอบของฟิลเลอร์ เมื่อเทียบกับฟิลเลอร์ชนิดอื่นที่สลายคืนไม่ได้ จุดนี้ทำให้ HA เป็นตัวเลือกที่ค่อนข้างอุ่นใจแม้สำหรับผู้ที่ลองฉีดเป็นครั้งแรก

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ในการปรึกษาก่อนทำหัตถการ แพทย์มักสอบถามเรื่องโรคหลอดเลือดหรือการใช้ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เพราะข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้แพทย์ปรับความเร็วและวิธีการฉีดให้ระมัดระวังมากขึ้น การทำหัตถการที่ปลอดภัยเริ่มต้นจากการแบ่งปันข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนเสมอ

เกณฑ์การเลือกเพื่อให้ได้วอลุ่มที่เป็นธรรมชาติ

แม้จะเป็นฟิลเลอร์มิดเฟซเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ที่แต่ละคนรู้สึกกลับไม่เหมือนกัน เพราะโครงสร้างใบหน้าและวิธีการฉีดของแต่ละคนแตกต่างกัน ปัจจัยต่อไปนี้ล้วนมีส่วนร่วมกันในการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ

  • รูปทรงโครงกระดูกใบหน้า: หากโหนกแก้มกว้างและเป็นเหลี่ยม หรือแคบและเรียวยาว แม้ฉีดปริมาณเท่ากันก็ให้ความรู้สึกที่ต่างกัน เพราะโครงกระดูกเป็นตัวกำหนดทิศทางของวอลุ่ม
  • ระดับการฝ่อของไขมันและการดูดซึมของกระดูก: ความรุนแรงของทั้งสองปัจจัยนี้กำหนดปริมาณและความลึกของฟิลเลอร์ที่จำเป็น เพราะเมื่อสาเหตุต่างกัน ชั้นที่ต้องเติมก็ต่างกันด้วย
  • คุณสมบัติของฟิลเลอร์แต่ละตัว: แต่ละผลิตภัณฑ์คงรูปได้แน่นแค่ไหน หรือกระจายตัวนุ่มนวลแค่ไหนไม่เท่ากัน เพราะถ้าใช้เพื่อพยุงโครงสร้างกับใช้เพื่อเติมเนื้อสัมผัสนุ่ม ๆ ต้องใช้คุณสมบัติที่ต่างกัน
  • ประสบการณ์ด้านกายวิภาคของแพทย์: แพทย์ที่รู้ตำแหน่งหลอดเลือดและชั้นต่าง ๆ อย่างแม่นยำ จะสร้างผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและเป็นธรรมชาติกว่าแม้ใช้ปริมาณเท่ากัน เพราะความสมบูรณ์ของผลลัพธ์มักขึ้นอยู่กับฝีมือแพทย์มากกว่าตัวผลิตภัณฑ์

เพราะทั้งสี่ปัจจัยนี้เชื่อมโยงกันอยู่ การให้แพทย์ตรวจประเมินสภาพใบหน้าของตัวเองอย่างละเอียดในขั้นตอนปรึกษา แล้วกำหนดตำแหน่งและปริมาณที่เหมาะสม จึงเป็นทางลัดที่สุดที่จะได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ

References

Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Filler

ฟิลเลอร์ขมับเติมเต็มวอลุ่มที่หายไป เปลี่ยนหน้าตาบริเวณตาและโหนกแก้ม พร้อมระยะเวลาที่อยู่ได้นาน

ขมับเป็นจุดที่ไขมันและกระดูกลดลงไปพร้อมกันตามวัย ทำให้ยุบตัวได้ง่าย เมื่อจุดนี้ยุบลง สมดุลของเส้นข้างใบหน้าก็เสียไปด้วย จนหน้าตาโดยรวมดูเปลี่ยนไปทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรที่อื่นเลย บทความนี้สรุปหลักการที่ฟิลเลอร์เติมเต็มพื้นที่ตรงนี้ และเหตุผลที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการฉีดจุดนี้

By Dr. Kim

Filler

หลักการเติมฟิลเลอร์โหนกแก้มเพื่อฟื้นมิดเฟซที่ยุบ ลดร่องแก้มและผิวหย่อนคล้อย พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยของหลอดเลือด

หากโหนกแก้มและแก้มยุบ ทำไมใบหน้าถึงหย่อนคล้อยและดูแก่ลง บทความนี้อธิบายหลักการที่การเติมฟิลเลอร์โหนกแก้มฟื้นวอลุ่มมิดเฟซ ช่วยให้ร่องแก้มและผิวหย่อนคล้อยดีขึ้นไปพร้อมกัน ตั้งแต่ความหนืดยืดหยุ่นและความแน่นของฟิลเลอร์ HA สำหรับเติมวอลุ่ม วิธีหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือดด้วยแคนนูลาและชั้นที่ฉีด ไปจนถึงการสลายคืนด้วยไฮยาลูโรนิเดสและระยะเวลาที่อยู่ได้ พร้อมตัวเลขจากงานวิจัยจริง

By Dr. Kim

Skincare

ริมฝีปากบางลงและมีริ้วรอยแนวตั้ง ลิปจูรัน หลักการฟื้นฟูผิวริมฝีปาก จำนวนครั้ง และการดูแลหลังทำ

ลิปจูรันคือหัตถการที่ฉีดสาร Polynucleotide (PN) เข้าสู่เนื้อเยื่อริมฝีปากโดยตรง เพื่อฟื้นฟูผิวสัมผัสและความชุ่มชื้น บทความนี้สรุปหลักการทำงานว่าต่างจากฟิลเลอร์ที่เน้นเพิ่มปริมาตรอย่างไร ริ้วรอยแนวตั้งจางลงได้อย่างไร รวมถึงจำนวนครั้งและความเจ็บที่ควรรู้

By Dr. Kim

Back to articles