prettytime
Pigment

หลักการที่ IPL เครื่องเดียวจัดการทั้งจุดด่างดำ ผิวแดง และรูขุมขนกว้างได้พร้อมกัน กับข้อจำกัดที่ชัดเจน

By Dr. Kim2 min read

หลายคนเวลาส่องกระจกแล้วรู้สึกว่ามีจุดที่กวนใจไม่ใช่แค่จุดเดียว บางวันจุดด่างดำดูเข้มขึ้นผิดปกติ บางวันผิวแดงบริเวณโหนกแก้มก็ทำให้กังวล และบางวันรูขุมขนก็ดูกว้างจนแต่งหน้าแล้วผิวไม่เรียบเนียน แต่พอไปคลินิกผิวหนังแล้วได้ยินว่าการทำ IPL (Intense Pulsed Light) เพียงครั้งเดียวช่วยดูแลปัญหาเหล่านี้ได้พร้อมกัน หลายคนอาจสงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไร

เครื่องเดียวจะจัดการปัญหาที่ต่างกันพร้อมกันได้อย่างไร คำตอบซ่อนอยู่ในชื่อของ IPL เองอยู่แล้ว บทความนี้จะพาไปดูอย่างละเอียดว่า IPL ทำงานในผิวผ่านกลไกแบบไหน และเพราะเหตุใดจึงบอกว่าดูแลได้หลายปัญหาในคราวเดียว

IPL คืออะไร และยิงแสงแบบไหนกันแน่?

IPL ย่อมาจาก Intense Pulsed Light แปลตรงตัวคือแสงพัลส์ (แสงที่ยิงออกมาเป็นช่วงสั้น ๆ) ความเข้มสูง จุดสำคัญคือต่างจากเลเซอร์ตรงที่ความยาวคลื่นแสงของ IPL ไม่ได้ถูกกำหนดตายตัวไว้เพียงค่าเดียว

ลองนึกภาพเลเซอร์เป็นไฟฉายสีเดียว ถ้าเป็นสีแดงก็จะมีแต่แสงสีแดงออกมา ถ้าเป็นสีเขียวก็มีแต่แสงสีเขียว ในทางกลับกัน IPL เปรียบเสมือนไฟฉายสีขาวที่รวมหลายสีเข้าด้วยกัน โดยยิงแสงในช่วงกว้างตั้งแต่ 500 ถึง 1200 นาโนเมตรออกมาพร้อมกัน แม้จะมีการใส่ฟิลเตอร์เพื่อกรองเฉพาะช่วงความยาวคลื่นที่ต้องการ แต่โดยพื้นฐานแล้วการที่มีหลายความยาวคลื่นปะปนกันมาถึงผิวพร้อมกันนี่เองคือความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดจากเลเซอร์

ทำไมการยิงหลายความยาวคลื่นพร้อมกันถึงดูแลได้หลายปัญหาในครั้งเดียว?

การที่แสงจะถูกดูดซึมโดยสารชนิดใดในผิวได้นั้น สารนั้นต้องมีความยาวคลื่นที่ตัวเอง "ชอบ" อยู่ก่อน หลักการนี้เรียกว่า selective photothermolysis หรือการทำลายด้วยความร้อนแบบเลือกเป้าหมาย ฟังดูซับซ้อนแต่หลักการง่ายมาก คือพลังงานแสงจะถูกดูดซึมเข้าไปเฉพาะในสารที่ชอบสีนั้น ๆ ส่วนเนื้อเยื่อรอบข้างจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าเมื่อเทียบกัน

ในผิวมีสารสำคัญสองชนิดที่ดูดซึมแสงได้ดีเป็นพิเศษ ชนิดแรกคือเมลานิน เม็ดสีน้ำตาลที่เป็นต้นเหตุของจุดด่างดำและฝ้า อีกชนิดคือฮีโมโกลบิน เม็ดสีแดงในเส้นเลือดที่เป็นสาเหตุของผิวแดงและเส้นเลือดฝอย

ปัญหาคือทั้งสองชนิดนี้ชอบความยาวคลื่นที่ต่างกัน เมลานินดูดซึมแสงได้ดีในช่วงความยาวคลื่นค่อนข้างสั้น ส่วนฮีโมโกลบินดูดซึมได้ในช่วงที่กว้างกว่าเล็กน้อย ถ้าเป็นเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่นเดียว ก็ต้องเลือกดูแลได้ทีละอย่าง แต่เพราะ IPL ยิงแสงช่วงกว้างออกมาพร้อมกัน ภายในแสงนั้นจึงมีทั้งความยาวคลื่นที่เมลานินชอบและที่ฮีโมโกลบินชอบรวมอยู่ด้วยกัน นี่คือเหตุผลที่การฉายเพียงครั้งเดียวทำให้เป้าหมายทั้งสองชนิดตอบสนองพร้อมกันได้

เปรียบเทียบง่าย ๆ ก็เหมือนพกพวงกุญแจหลายดอกไว้ในมัดเดียว แต่ละประตูต้องใช้กุญแจคนละดอก แต่ถ้ามีพวงกุญแจทั้งมัดติดตัวไว้ ไม่ว่าจะยืนอยู่หน้าประตูไหนก็หยิบดอกที่ใช่มาใช้ได้ทันที แสงช่วงกว้างของ IPL ก็เช่นกัน หน้าประตูเมลานินความยาวคลื่นสั้นจะตอบสนอง ส่วนหน้าประตูฮีโมโกลบินความยาวคลื่นที่ยาวกว่าเล็กน้อยจะตอบสนองไปเอง

จุดด่างดำจางลงผ่านกระบวนการแบบไหน?

พลังงานแสงที่เมลานินดูดซึมไว้จะเปลี่ยนเป็นความร้อน ความร้อนนี้จะทำให้ก้อนเม็ดสีขนาดเล็ก ๆ ที่เรียกว่าเมลาโนโซม ร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วจนแตกตัวออก ตามที่มีรายงานอธิบายกลไกไว้ เศษเม็ดสีที่แตกตัวแล้วจะค่อย ๆ ถูกดันขึ้นสู่ผิวชั้นบนผ่านกระบวนการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติแล้วหลุดออกไป หรือถูกเซลล์เก็บกวาดในร่างกายค่อย ๆ กำจัดออก

ด้วยเหตุนี้หลังทำ IPL ในช่วง 5 ถึง 10 วัน จุดด่างดำเดิมมักจะดูเข้มขึ้นกว่าเดิมเสียอีก เพราะเป็นช่วงที่เม็ดสีกำลังลอยขึ้นมาที่ผิวชั้นบน หลังผ่านช่วงนี้ไปแล้วเม็ดสีจะหลุดออกไปพร้อมกับการผลัดเซลล์ผิวและค่อย ๆ จางลงตามธรรมชาติ

ผิวแดงและเส้นเลือดฝอยจางลงพร้อมกันได้อย่างไร?

พลังงานแสงที่ฮีโมโกลบินดูดซึมไว้ก็เปลี่ยนเป็นความร้อนเช่นเดียวกัน เมื่อความร้อนนี้ส่งผ่านไปยังผนังเส้นเลือดฝอยที่ขยายตัวหรือโป่งพองผิดปกติ จะเกิดปฏิกิริยาที่เส้นเลือดค่อย ๆ แข็งตัวและหดตัวลง ตามคำอธิบายทางกลไกที่มีรายงานไว้ เมื่อเวลาผ่านไป เส้นเลือดที่ตอบสนองแบบนี้จะถูกร่างกายดูดซึมกลับไปจนหายไปในที่สุด ส่วนเส้นเลือดปกติรอบข้างจะยังคงอยู่เหมือนเดิม

เช่นเดียวกับปฏิกิริยาของเมลานิน กระบวนการนี้ก็ไม่จบในครั้งเดียว เพราะความหนาของผนังเส้นเลือดและตำแหน่งที่ต่างกันทำให้ระดับความร้อนที่ส่งถึงแตกต่างกันไป จึงมีรายงานว่าส่วนใหญ่จะค่อย ๆ จางลงทีละน้อยตลอดการทำ 3 ถึง 5 ครั้ง

ทำไมผลลัพธ์ถึงแตกต่างกันตามโทนผิว?

เมลานินไม่ได้มีอยู่แค่ในจุดด่างดำเท่านั้น แต่กระจายอยู่ทั่วชั้นหนังกำพร้าซึ่งเป็นตัวกำหนดสีผิวโดยรวมด้วย ดังนั้นหากผิวของเราคล้ำอยู่แล้วโดยธรรมชาติ หรือเพิ่งผ่านการตากแดดมามาก แสงก็จะไม่ได้ถูกดูดซึมเฉพาะที่จุดด่างดำเท่านั้น แต่จะถูกดูดซึมในหนังกำพร้าทั้งแผ่นค่อนข้างมากด้วย

เมื่อสีพื้นหลังเข้มขึ้น การเลือกยิงเฉพาะเป้าหมายก็ทำได้ยากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาสองอย่าง อย่างแรกคือพลังงานที่ไปถึงจุดด่างดำจริง ๆ ลดลง อย่างที่สองคือหนังกำพร้าทั้งแผ่นได้รับความร้อนมากเกินความจำเป็น ทำให้เสี่ยงเกิดแผลไหม้หรือเม็ดสีเข้มขึ้นกว่าเดิมได้

ด้วยเหตุนี้ก่อนทำหัตถการคลินิกผิวหนังจึงต้องตรวจโทนผิวและสอบถามว่าเพิ่งมีการอาบแดดหรือโดนแสงแดดมากในช่วงที่ผ่านมาหรือไม่ ยิ่งผิวขาวโดยธรรมชาติหรือเพิ่งโดนแดดน้อยเท่าไหร่ เมลานินในหนังกำพร้าที่เป็น "สัญญาณรบกวน" ก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น พลังงานจึงส่งไปยังเป้าหมายจริงอย่างจุดด่างดำหรือเส้นเลือดได้แม่นยำมากขึ้น

เปลี่ยนฟิลเตอร์แล้วผลลัพธ์ต่างกันตรงไหน?

ก่อนหน้านี้ได้อธิบายไว้ว่า IPL ยิงแสงช่วงกว้างตั้งแต่ 500 ถึง 1200 นาโนเมตร ในจำนวนนี้ช่วงความยาวคลื่นสั้นจะถูกเมลานินในหนังกำพร้าดูดซึมในสัดส่วนที่สูงเป็นพิเศษ ดังนั้นเครื่องจริงจึงมีฟิลเตอร์ที่กรองความยาวคลื่นต่ำกว่าค่าที่กำหนดออกไป เปรียบเหมือนยามเฝ้าประตูที่คอยกรองความยาวคลื่นสั้นออก

หากตั้งค่าฟิลเตอร์เป็นตัวเลขต่ำ แสงที่สั้นกว่าค่านั้นจะถูกกรองออก ส่วนช่วงกว้างที่เหลือจะยังคงอยู่ ทำให้ปฏิกิริยาที่เอนไปทางเมลานินเด่นชัดขึ้น ในทางกลับกัน หากตั้งค่าฟิลเตอร์เป็นตัวเลขสูง ความยาวคลื่นสั้นจะถูกกรองออกมากขึ้น ทำให้ปฏิกิริยาที่เอนไปทางฮีโมโกลบินเด่นชัดขึ้นแทน

บริเวณที่ผิวบางหรือบอบบาง หรือบริเวณที่มีเม็ดสีเข้มเป็นพิเศษ การปรับค่าฟิลเตอร์เพื่อควบคุมความแรงของการกระตุ้นก็มาจากหลักการนี้เอง สรุปแล้วแม้จะเป็นเครื่องเดียวกัน แต่การใส่ฟิลเตอร์แบบไหนก็จะกำหนดว่าจะเน้นน้ำหนักไปทางจุดด่างดำหรือผิวแดงได้

ต่างจากเลเซอร์ตรงไหนกันแน่?

แม้จะเป็นหัตถการที่ใช้แสงเหมือนกัน แต่ IPL กับเลเซอร์มีความแตกต่างที่ชัดเจนในวิธีการทำงาน

  • ความกว้างของความยาวคลื่นต่างกัน เลเซอร์ใช้ความยาวคลื่นเดียว ส่วน IPL ใช้ความยาวคลื่นช่วงกว้าง ทำให้เลเซอร์โฟกัสไปที่เป้าหมายเดียวได้แม่นยำกว่า ในขณะที่ IPL ดูแลหลายเป้าหมายพร้อมกันในวงกว้างได้
  • ขอบเขตการดูแลต่างกัน เลเซอร์มักต้องใช้เครื่องคนละเครื่องตามวัตถุประสงค์ เช่น เม็ดสีหรือเส้นเลือด แต่ IPL เพียงแค่เปลี่ยนฟิลเตอร์ก็ปรับช่วงความยาวคลื่นได้ในเครื่องเดียว จึงใช้ดูแลหลายปัญหาพร้อมกันในการทำครั้งเดียวได้
  • ลักษณะของการกระตุ้นต่างกัน เลเซอร์มีความยาวคลื่นเดียวและพลังงานมักรวมอยู่ที่จุดเดียว จึงให้แรงกระตุ้นที่แรงกว่าในแต่ละบริเวณได้ ส่วน IPL พลังงานจะถูกกระจายออกไปในหลายความยาวคลื่น จึงให้แรงกระตุ้นที่ค่อนข้างอ่อนโยนกว่าและค่อย ๆ เห็นผลผ่านการทำหลายครั้ง

รูขุมขนดูกระชับขึ้นก็เป็นหลักการเดียวกันหรือไม่?

สาเหตุหนึ่งที่รูขุมขนดูกว้างคือความยืดหยุ่นของผิวรอบรูขุมขนลดลง และแรงพยุงของคอลลาเจน (โปรตีนเส้นใยที่ทำหน้าที่เหมือนเสาค้ำยันผิว) ในชั้นหนังแท้อ่อนแอลง เมื่อความร้อนจาก IPL ส่งผ่านลงไปถึงชั้นหนังแท้อย่างอ่อนโยน จะกระตุ้นให้ไฟโบรบลาสต์ (เซลล์ที่สร้างคอลลาเจน) ตอบสนองด้วยการเพิ่มการสร้างคอลลาเจนขึ้น ตามที่มีรายงานไว้

เมื่อคอลลาเจนเพิ่มขึ้นและเนื้อเยื่อผิวแน่นขึ้นทีละน้อย ผิวรอบรูขุมขนจะตึงขึ้นและทำให้รูขุมขนดูกระชับขึ้นตามไปด้วย แต่ปฏิกิริยานี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีเหมือนปฏิกิริยาของเมลานินหรือฮีโมโกลบิน เพราะการสร้างคอลลาเจนใหม่ต้องใช้เวลา จึงมีรายงานว่าการเปลี่ยนแปลงจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในช่วง 4 ถึง 12 สัปดาห์หลังทำหัตถการ

ทำไมต้องแบ่งทำหลายครั้ง?

การทำเพียงครั้งเดียวไม่ได้ทำให้เม็ดสีและเส้นเลือดทุกจุดตอบสนองพร้อมกัน มีเหตุผลอยู่สามข้อ

  1. เพราะความลึกและความหนาของเม็ดสีหรือเส้นเลือดแต่ละจุดไม่เท่ากัน จุดที่อยู่ใกล้ผิวจะตอบสนองก่อน ส่วนจุดที่ลึกหรือหนากว่าต้องอาศัยการสะสมความร้อนจากการทำ 3 ถึง 5 ครั้งจึงจะเริ่มเห็นผล
  2. เพราะต้องทำในระดับพลังงานที่ปลอดภัย หากยิงพลังงานแรงเกินไปในครั้งเดียวจะเสี่ยงเกิดแผลไหม้หรือเม็ดสีเข้มขึ้นได้ จึงมักแนะนำให้แบ่งความแรงเป็นระดับที่ปลอดภัยแล้วทำซ้ำหลายครั้งแทน
  3. เพราะมีปฏิกิริยาบางอย่างที่ต้องใช้เวลา เช่น การสร้างคอลลาเจนใหม่ การที่รูขุมขนหรือผิวเรียบเนียนขึ้นไม่ใช่ผลที่เกิดทันที แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตามการกระตุ้นที่สะสม จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะทำห่างกันทุก 3 ถึง 4 สัปดาห์ รวมทั้งหมด 3 ถึง 5 ครั้ง

หลังทำหัตถการ การป้องกันแสงแดดถือเป็นเรื่องสำคัญเป็นพิเศษ เพราะทันทีหลังทำ ผิวจะอยู่ในภาวะที่ปฏิกิริยาการสร้างเมลานินไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ หากในช่วงนี้โดนแสงแดดมากเกินไป ก็มีความกังวลว่าเม็ดสีอาจเข้มขึ้นได้อีกครั้ง

References

Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Pigment

เลเซอร์ Excel V จัดการเส้นเลือดฝอยแดงและจุดด่างดำน้ำตาลด้วยเครื่องเดียว หลักการและจำนวนครั้งที่ต้องรู้

เลเซอร์ Excel V ใช้แสงสองความยาวคลื่นที่ต่างกัน เพื่อดูดซับเข้าไปในเส้นเลือดและเม็ดสีแยกจากกันอย่างเจาะจง อธิบายง่าย ๆ ว่าทำไมปัญหาผิวแดงและจุดด่างดำถึงดูแลได้ด้วยเครื่องเดียวกัน พร้อมวิธีการรักษาจริง

By Dr. Kim

Pigment

Hollywood Spectra คาร์บอนพีลโทนนิ่ง หลักการและผลลัพธ์ต่อฝ้า เม็ดสี และรูขุมขน

Hollywood Spectra คือเลเซอร์ Q-switched Nd:YAG ที่ใช้ความยาวคลื่น 1064nm และ 532nm มักใช้ทำคาร์บอนพีลโทนนิ่งด้วยการทาโลชั่นคาร์บอนแล้วยิงเลเซอร์กำลังต่ำซ้ำหลายรอบ บทความนี้อธิบายหลักการที่ส่งผลต่อฝ้า เม็ดสี รูขุมขน และโทนผิว พร้อมตัวเลขจากงานวิจัยจริงทั้งผลลัพธ์และข้อจำกัด

By Dr. Lee

Lifting

หลักการเครื่อง Xerf ที่ใช้ RF สองความถี่ให้ความร้อนทั้งชั้นตื้นและลึก เพื่อกระชับผิวหน้า พร้อมจำนวนครั้งและระยะเวลาที่ผลอยู่ตัว

เครื่อง Xerf ใช้คลื่นความถี่วิทยุ RF สองความถี่พร้อมกัน เพื่อกระตุ้นทั้งชั้นหนังแท้ตื้นและชั้นพังผืดที่อยู่ลึกลงไปในเวลาเดียวกัน บทความนี้อธิบายตั้งแต่หลักการที่ความลึกของความร้อนเปลี่ยนไปตามความถี่ การหดตัวทันทีของคอลลาเจนเมื่อโดนความร้อน กระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ที่ตามมา ไปจนถึงจำนวนครั้งที่แนะนำและระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ตัว โดยเน้นอธิบายผ่านกลไกการทำงานเป็นหลัก

By Dr. Kim

Back to articles