prettytime
Skincare

หลักการของไอออนไซม์ ผลัดเซลล์ผิวก่อนแล้วใช้ไอออนโตโฟรีซิสกับคลื่นเสียงส่งวิตามินลงลึกถึงผิว

By Dr. Kim1 min read

ทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวดีแค่ไหนก็ตาม บางครั้งการดูดซึมก็ยังถูกกั้นไว้ที่ผิวชั้นนอกอยู่ดี เพราะเมื่อชั้นเคราตินหนาหรือชั้นไขมันบนผิวแน่นเกินไป สารบำรุงก็ไปไม่ถึงชั้นหนังแท้ ค้างอยู่แค่ผิวหน้าเท่านั้น ไอออนไซม์เป็นการดูแลผิวที่พยายามข้ามด่านการดูดซึมนี้ด้วยแรงของไฟฟ้าและคลื่นเสียง เป็นเครื่องมือที่มักพบตามคลินิกผิวหนังหรือร้านเสริมความงามภายใต้ชื่อการดูแลวิตามินหรือการดูแลผิวขาวกระจ่างใส แต่หลักการทำงานที่แท้จริงกลับไม่ค่อยมีใครรู้ชัด บทความนี้จึงสรุปกระบวนการและหลักการที่ไอออนไซม์ใช้ส่งสารบำรุงลงสู่ผิว

ไอออนไซม์คืออะไร

ไอออนไซม์คือเครื่องมือดูแลผิวที่ใช้ไอออนโตโฟรีซิส (iontophoresis) ซึ่งเป็นการปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ ร่วมกับโซโนโฟรีซิส (sonophoresis) ที่ใช้คลื่นเสียงความถี่ต่ำ เพื่อพาสารบำรุงอย่างวิตามินให้ซึมลึกลงไปถึงชั้นผิวด้านใน คำว่า ไอออน ในชื่อหมายถึงการใช้ไฟฟ้าเคลื่อนย้ายสารบำรุง ส่วนคำว่า ไซม์ สื่อถึงการกระตุ้นสารอาหารและเอนไซม์ให้ทำงาน

ขั้นตอนพื้นฐานคือผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกให้บางลงก่อน จากนั้นจึงปล่อยไฟฟ้าและคลื่นเสียงพร้อมกันเพื่อดันสารบำรุงเข้าไป เวลาทาเครื่องสำอางด้วยมือ สารส่วนใหญ่มักหยุดอยู่แค่ผิวชั้นบนสุด แต่ไอออนไซม์อาศัยแรงทางกายภาพช่วยให้สารผ่านด่านนั้นเข้าไปได้ลึกขึ้นอีกนิด ด้วยเหตุนี้จึงมักถูกนำมาใช้ร่วมกับสารอย่างวิตามินซี เรตินอล หรือ AHA

จุดที่ต่างจากการบำรุงผิวทั่วไปมากที่สุดคือ แทนที่จะเป็นการ วางสาร ไว้บนผิว มันคือการ ดันสาร เข้าไป โลชั่นหรือแอมพูลอาศัยความต่างของความเข้มข้นบนผิวแล้วรอให้สารซึมเข้าไปเองอย่างช้า ๆ แต่ไอออนไซม์เพิ่มแรงจากภายนอกทั้งไฟฟ้าและแรงสั่นสะเทือนเข้ามาช่วยเร่งทั้งความเร็วและความลึก จึงมักถูกพูดถึงเป็นทางเลือกสำหรับสารบำรุงที่ปกติดูดซึมได้ช้าเป็นพิเศษ

เหตุผลที่ต้องผลัดเซลล์ผิวก่อนเสมอ

การดูแลแบบไอออนไซม์จะเริ่มด้วยขั้นตอนผลัดเซลล์ผิวเสมอ ชั้นเคราตินที่อยู่นอกสุดของผิวเกิดจากเซลล์ผิวที่ตายแล้วเรียงซ้อนกับไขมันแบบชั้นอิฐกับปูน ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมจากภายนอกผ่านเข้ามาง่าย ๆ

หากเกราะนี้ยังแน่นหนาอยู่ ไม่ว่าจะทาสารบำรุงดีแค่ไหนก็มักระเหยหรือถูกล้างออกไปจากผิวหน้าเสียส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นจึงต้องผลัดเซลล์ผิวหรือใช้สารเคมีขัดผิวอ่อน ๆ ล่วงหน้า เพื่อเปิดช่องเล็ก ๆ ในโครงสร้างอิฐก้อนนี้ก่อน คล้ายกับการเปิดประตูบานเล็กบนกำแพงไว้สักบาน ต้องมีช่องนี้อยู่ก่อน แรงไฟฟ้ากับคลื่นเสียงที่ตามมาถึงจะมีความหมาย

หลักการที่ไอออนโตโฟรีซิสใช้ดันสารบำรุง

ไอออนโตโฟรีซิสคือการปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อนมากผ่านผิวหนัง เพื่อดันสารที่มีคุณสมบัติเป็นไอออนให้เคลื่อนไปในทิศทางที่ต้องการ วิตามินซีและสารออกฤทธิ์หลายชนิดเมื่อละลายในน้ำจะมีประจุบวกหรือประจุลบ เครื่องมือจึงอาศัยกฎพื้นฐานของไฟฟ้าที่ว่าประจุเดียวกันผลักกัน ประจุตรงข้ามดึงดูดกัน

ลองนึกภาพแม่เหล็กที่ขั้วเดียวกันผลักกัน ขั้วต่างกันดูดกันก็จะเข้าใจง่ายขึ้น เมื่อเครื่องมือปล่อยประจุที่ฝั่งผิวให้เหมือนกับประจุของสารบำรุง สารนั้นจะหลบหนีประจุนั้นด้วยการเคลื่อนเข้าสู่ผิวชั้นในแทน ด้วยวิธีนี้สารบำรุงจึงเคลื่อนไปถึงชั้นที่ลึกกว่าการทาด้วยมือตามข้อมูลที่มีอยู่

ความแรงของกระแสไฟฟ้าที่ใช้จะถูกตั้งไว้ต่ำมาก ต่างจากไฟฟ้ากระตุ้นกล้ามเนื้อให้หดตัว กระแสที่ใช้ในไอออนโตโฟรีซิสมีแค่แรงพอจะผลักไอออนให้เคลื่อนเบา ๆ เท่านั้น ระหว่างทำจึงมักรู้สึกเพียงซ่า ๆ ริน ๆ มากกว่าเจ็บแปลบ ยิ่งกระแสแรงสารก็ยิ่งเคลื่อนเร็วขึ้นจริง แต่ก็ยิ่งระคายผิวมากขึ้นตามไปด้วย การปรับความแรงและระยะเวลาให้เหมาะสมจึงสำคัญ

คลื่นเสียงความถี่สูงช่วยการดูดซึมอย่างไร

ไอออนไซม์ใช้คลื่นเสียงความถี่ต่ำควบคู่ไปกับไอออนโตโฟรีซิสด้วย คลื่นเสียงคือแรงสั่นสะเทือนความเร็วสูงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แรงสั่นนี้ทำหน้าที่เปิดช่องเล็ก ๆ ในชั้นไขมันระหว่างเซลล์ผิว

เมื่อปล่อยคลื่นเสียงลงในน้ำจะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่าคาวิเทชัน (cavitation) คือฟองอากาศเล็ก ๆ เกิดขึ้นแล้วแตกออก แรงนี้เองที่เขย่าโครงสร้างไขมันบนผิวให้สั่นคลอนเล็กน้อย คล้ายกับแรงสั่นของเครื่องซักผ้าที่สะบัดฝุ่นออกจากซอกผ้า ถ้าไฟฟ้าเป็นแรงผลักสารบำรุง คลื่นเสียงก็เปรียบเสมือนสิ่งที่ขยายทางให้สารนั้นเดินผ่าน แรงทั้งสองต้องทำงานร่วมกันประสิทธิภาพการดูดซึมจึงจะเพิ่มขึ้นตามที่อธิบายไว้

เหตุผลที่ใช้สองแรงพร้อมกันแล้วดูดซึมได้ดีกว่าใช้แยกก็มาจากตรงนี้ ถ้าใช้ไฟฟ้าอย่างเดียวก็เหมือนดันสารเข้าไปในทางที่ยังแคบ ประสิทธิภาพจึงลดลง แต่ถ้าใช้คลื่นเสียงอย่างเดียว ทางก็กว้างขึ้นก็จริงแต่ไม่มีแรงดัน สารจึงต้องรอเข้าไปเองตามธรรมชาติ การซ้อนสองแรงนี้ตามลำดับจึงเป็นการเปิดทางให้กว้างพร้อมกับดันสารเข้าไปในทางนั้น สองขั้นตอนที่เสริมกันจึงจะสมบูรณ์

สารบำรุงที่นิยมใช้ร่วมมีอะไรบ้าง

สารที่นำเข้าผิวด้วยไอออนไซม์ไม่ได้ถูกจำกัดตายตัว แต่ที่นิยมเลือกใช้มักเป็นสารที่มีคุณสมบัติเป็นไอออนและมีประโยชน์ต่อผิว

  • วิตามินซี เมื่อละลายน้ำจะมีประจุ จึงเข้ากับไอออนโตโฟรีซิสได้ดี และมีข้อมูลว่าช่วยให้โทนผิวดูกระจ่างใสขึ้น ทั้งยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์ที่ถูกทำลาย
  • เรตินอล (วิตามินเอ) เป็นสารที่กระตุ้นการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิว แต่โมเลกุลค่อนข้างใหญ่ทำให้ดูดซึมได้ช้าโดยธรรมชาติ การใช้ไอออนโตโฟรีซิสช่วยดันเข้าไปให้ลึกขึ้นจึงช่วยชดเชยความช้านั้นได้
  • AHA (alpha hydroxy acid) เป็นกรดที่ช่วยละลายเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้นุ่มลง เข้ากันดีกับขั้นตอนผลัดเซลล์ผิวที่ทำไว้ล่วงหน้า เมื่อผิวชั้นเคราตินบางลงแล้วการใช้ AHA จะช่วยเสริมผลได้โดยไม่ระคายผิวมาก
  • วิตามินอี และเบตาแคโรทีน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเกราะผิว และมักถูกนำมาใช้ผสมร่วมกับสารบำรุงตัวอื่น

แต่ละสารมีประจุและขนาดโมเลกุลต่างกัน การเลือกใช้สูตรผสมแบบไหนจึงควรพิจารณาจากสภาพผิวเป็นหลัก เช่น หากเป้าหมายคือปรับโทนผิว มักเน้นวิตามินซีเป็นหลัก ส่วนหากผิวหยาบและต้องการฟื้นฟูผิว ก็มักเพิ่มสัดส่วนของเรตินอลให้มากขึ้นตามความกังวลของผิวแต่ละคน

เหมาะกับปัญหาผิวแบบไหนและควรระวังอะไร

ไอออนไซม์มักถูกเลือกใช้เมื่อโทนผิวหมองคล้ำ มีฝ้า กระ หรือปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอ รวมถึงเมื่อผิวแห้งและขาดความยืดหยุ่น เพราะสารบำรุงเข้าถึงชั้นที่ลึกกว่าผิวหน้า จึงมักถูกแนะนำว่าไม่ใช่แค่ทำให้ผิวชุ่มชื้นแค่ผิวเผิน แต่ช่วยยกระดับสภาพผิวจากภายในอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเมื่อสารเข้าถึงชั้นที่ลึกกว่าผิวชั้นบน ผลลัพธ์ที่สัมผัสได้จึงมักสะสมขึ้นเมื่อทำอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นการดูแลที่ใช้ทั้งไฟฟ้าและคลื่นเสียงร่วมกัน ควรตรวจสอบข้อจำกัดต่อไปนี้ล่วงหน้า

  • ผู้ที่ฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในร่างกาย ควรหลีกเลี่ยงเพราะเป็นการดูแลที่ใช้กระแสไฟฟ้า
  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ หรือมีแผลและการอักเสบรุนแรงบนผิว ควรปรึกษาผู้ให้บริการล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัย
  • อาการแดงหรือผิวไวหลังทำ อาจเกิดขึ้นชั่วคราวเนื่องจากเพิ่งผลัดเซลล์ผิวเสร็จ และมักดีขึ้นเองเมื่อเวลาผ่านไป

หลังทำควรดูแลป้องกันแสงแดดให้ละเอียดกว่าปกติ เพราะชั้นเคราตินบางลงเล็กน้อย ทำให้ผิวไวต่อการระคายเคืองจากภายนอกมากขึ้น ระยะห่างในการทำแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน แต่โดยทั่วไปมักเว้นระยะห่างหลายวันเพื่อให้ชั้นเคราตินฟื้นตัวกลับมาเรียบร้อยก่อนทำครั้งถัดไป

References

Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

หลักการที่โซโนแคร์ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงปลอบผิวที่บอบบางหลังทำหัตถการ พร้อมเพิ่มการดูดซึม

โซโนแคร์คือการดูแลผิวที่ใช้แรงสั่นสะเทือนเล็ก ๆ ของคลื่นเสียงความถี่สูงเข้าไปขยับความชื้นและสารบำรุงในผิว เพื่อช่วยให้ผิวสงบและดูดซึมสารบำรุงได้ดีขึ้น บทความนี้อธิบายว่าทำไมผิวที่บอบบางถึงสงบลงได้ และคลื่นเสียงทำอะไรกับผิวจริง ๆ

By Dr. Lee

Skincare

หลักการที่ผลึกหนามจิ๋วจากปะการังใน FCR พีลลิ่งขจัดความมันและเซลล์ผิวเก่าไปพร้อมกัน และวิธีดูแลผิวต่อเนื่อง

FCR พีลลิ่งคือการนำผลึกรูปหนามเล็กจิ๋วที่สกัดจากปะการังมาแปะบนผิว เพื่อขจัดเซลล์ผิวเก่าและความมันส่วนเกินไปพร้อมกันด้วยแรงกระตุ้นทางกายภาพ ต่างจากพีลลิ่งเคมีที่ใช้กรดละลายผิว ทำให้คนผิวแพ้ง่ายหรือผิวเป็นสิวง่ายลองทำได้แบบสบายใจกว่า บทความนี้สรุปหลักการทำงานและวิธีดูแลผิวหลังทำ

By Dr. Kim

Acne

สิวอุดตันหัวขาวที่หน้าผากและแก้ม เกิดจากอะไร พร้อมหลักการที่ขี้ไคลอุดตันรูขุมขนและวิธีดูแล

สิวอุดตันหัวขาวหรือที่เรียกกันว่าสิวอุดตันชนิดปิด เกิดจากเซลล์ผิวที่ตายแล้วไปอุดปากรูขุมขน ทำให้กลายเป็นสิวระยะเริ่มต้น บทความนี้อธิบายหลักการว่าทำไมเซลล์ผิวถึงหลุดลอกไม่ทันจนสะสมอุดตัน และแตกต่างจากสิวอุดตันชนิดเปิดอย่างไร

By Dr. Kim

Back to articles