prettytime
Filler

หลักการที่เอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดสสลายฟิลเลอร์ที่ผิดพลาดได้อย่างรวดเร็ว พร้อมข้อควรระวังและการฟื้นตัว

By Dr. Kim1 min read

หลังฉีดฟิลเลอร์ไปแล้ว ถ้ารูปทรงไม่ถูกใจ หรือข้างหนึ่งบวมผิดปกติ หรือในกรณีที่พบได้น้อยมากคือหลอดเลือดอุดตันจนกลายเป็นเหตุฉุกเฉิน แพทย์จะใช้ยาฉีดที่ชื่อว่าไฮยาลูโรนิเดส (hyaluronidase) ชื่ออาจฟังดูไม่คุ้นหู แต่หน้าที่ของมันเรียบง่ายมาก คือเป็นเอนไซม์ที่เลือกสลายเฉพาะไฮยาลูรอนิกแอซิด (hyaluronic acid, HA) ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของฟิลเลอร์เท่านั้น

ยาฉีดตัวนี้พิเศษอย่างไร ถ้าเข้าใจหลักการก็จะเห็นภาพชัดขึ้นค่ะ ลองดูว่าไฮยาลูรอนิกแอซิดอยู่ในร่างกายของเราในรูปแบบไหน แล้วไฮยาลูโรนิเดสตัดสายโมเลกุลนั้นได้อย่างไร เมื่อเข้าใจสองเรื่องนี้แล้ว ก็จะเข้าใจต่อไปเองว่าทำไมหัตถการนี้ถึงใช้ช่วยชีวิตได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน และทำไมมันถึงไม่ไปแตะเนื้อเยื่อส่วนอื่นของร่างกายเรา

ทำไมต้องมีไฮยาลูโรนิเดส?

ฟิลเลอร์เมื่อฉีดเข้าไปแล้วจะอยู่ในตำแหน่งนั้นจนกว่าร่างกายจะค่อย ๆ ดูดซึมไปเอง แต่ถ้าเกิดรูปทรงมากเกินไป หรือสองข้างไม่สมมาตร หรือจับตัวเป็นก้อน หรือร้ายแรงถึงขั้นกดทับหลอดเลือดจนเลือดไหลเวียนไม่ได้ ก็ไม่มีเวลาให้รอ ในกรณีแบบนี้จำเป็นต้องมีวิธีดึงฟิลเลอร์กลับออกมาได้เร็ว และนั่นคือหน้าที่ของไฮยาลูโรนิเดส

ฟิลเลอร์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่มีไฮยาลูรอนิกแอซิดเป็นวัตถุดิบหลัก ทำให้เอนไซม์ตัวเดียวนี้ครอบคลุมฟิลเลอร์ได้หลายยี่ห้อหลายชนิด แต่ถ้าเป็นฟิลเลอร์ที่ไม่ได้ทำจากไฮยาลูรอนิกแอซิด เอนไซม์นี้ก็จะไม่ละลายให้ ดังนั้นการรู้ว่าตัวเองฉีดฟิลเลอร์ชนิดไหนไปจึงสำคัญมากก่อนเข้ารับหัตถการนี้

มองในแง่นี้ ไฮยาลูโรนิเดสไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือลบผลลัพธ์ที่ไม่พอใจเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันที่ทำให้การฉีดฟิลเลอร์โดยรวมเป็นเรื่องที่วางใจได้มากขึ้น การมีทางแก้ไขย้อนกลับได้ ทำให้คนกล้าตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

หลักการของเอนไซม์ที่ตัดสายไฮยาลูรอนิกแอซิด

ไฮยาลูรอนิกแอซิดคือพอลิแซ็กคาไรด์ที่เกิดจากโมเลกุลน้ำตาลเล็ก ๆ เรียงต่อกันเป็นสาย ลองนึกภาพสร้อยคอเส้นยาวที่ร้อยลูกปัดแน่น ๆ ติดกัน ฟิลเลอร์คือเจลที่นำสายนี้มาเชื่อมโยงกันให้แน่นขึ้นด้วยกระบวนการที่เรียกว่าครอสลิงกิง (cross-linking) เพื่อให้ไม่กระจายตัวง่ายและอยู่ในร่างกายได้นาน

ไฮยาลูโรนิเดสเป็นเอนไซม์ที่เหมือนกรรไกร ตัดเฉพาะจุดต่อบางจุดของสายนี้เท่านั้น เมื่อสายถูกตัดให้สั้นลง ฟิลเลอร์ที่เคยจับตัวเป็นเจลก็จะคลายตัวกลายเป็นของเหลวใส ๆ ชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่เหลือจะถูกดูดซึมไปตามระบบน้ำเหลืองและกระแสเลือดตามธรรมชาติ นี่คือเหตุผลที่ฟิลเลอร์หายไปได้เร็วกว่าวิธีอื่นอย่างเห็นได้ชัด

ทำไมถึงใช้ทันทีในสถานการณ์ฉุกเฉินที่หลอดเลือดอุดตัน?

แม้จะพบได้น้อยมาก แต่บางครั้งฟิลเลอร์อาจเข้าไปในหลอดเลือดโดยตรง หรือกดทับหลอดเลือดจนเลือดไหลเวียนไม่ได้ เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ ผิวหนังหรือเนื้อเยื่อที่หลอดเลือดเส้นนั้นเลี้ยงอยู่จะขาดออกซิเจนและสารอาหารทันที ถ้าปล่อยไว้นานเข้า อาจลุกลามไปถึงขั้นเนื้อเยื่อตาย คือภาวะที่เนื้อเยื่อขาดเลือดจนตายไปเลย

ในสถานการณ์แบบนี้ แพทย์จะฉีดไฮยาลูโรนิเดสในปริมาณมากอย่างรวดเร็วรอบบริเวณที่อุดตัน เพื่อสลายไฮยาลูรอนิกแอซิดที่กดทับหรืออุดอยู่ในหลอดเลือดตรงนั้นทันที และเปิดทางให้เลือดไหลเวียนได้อีกครั้ง เพราะเป็นเรื่องที่ต้องแข่งกับเวลา คลินิกหลายแห่งจึงสำรองไฮยาลูโรนิเดสไว้เพื่อรับมือกับกรณีแบบนี้โดยเฉพาะ

ทำไมถึงปลอดภัยกับเนื้อเยื่อของร่างกายเรา?

ไฮยาลูโรนิเดสไม่ใช่เอนไซม์ที่ละลายเนื้อเยื่อไปเรื่อย ๆ แบบไม่เลือก แต่เป็นเอนไซม์ที่มีความจำเพาะเจาะจงแบบกุญแจกับแม่กุญแจ คือจดจำได้เฉพาะโครงสร้างสายของไฮยาลูรอนิกแอซิดเท่านั้น แล้วตัดตรงจุดนั้นเจาะจง คอลลาเจนที่ค้ำโครงผิว กล้ามเนื้อ หรือโปรตีนที่ประกอบเป็นผนังหลอดเลือด มีโครงสร้างทางเคมีต่างจากไฮยาลูรอนิกแอซิดโดยสิ้นเชิง เอนไซม์ตัวนี้จึงจำไม่ได้และไม่เข้าไปแตะต้อง ผลคือฟิลเลอร์ถูกสลายไปแบบเจาะจง ส่วนเนื้อเยื่อผิวเดิมของเรายังคงอยู่

อย่างไรก็ตาม ผิวหนังของเราเองก็มีไฮยาลูรอนิกแอซิดตามธรรมชาติอยู่แล้วในปริมาณเล็กน้อย ดังนั้นระหว่างกระบวนการสลายฟิลเลอร์ ไฮยาลูรอนิกแอซิดตามธรรมชาตินี้ก็อาจถูกสลายไปบ้างเล็กน้อยด้วยเช่นกัน แต่เนื่องจากร่างกายเราสร้างไฮยาลูรอนิกแอซิดขึ้นมาใหม่อยู่ตลอดเวลา จึงมีรายงานว่าประมาณ 2 ถึง 4 สัปดาห์ ปริมาณจะกลับมาเท่าเดิมได้เอง

ความเร็วและระยะเวลาที่เห็นผล

หลังฉีดยาแล้ว ส่วนใหญ่มักเริ่มเห็นผลภายใน 24 ชั่วโมง และผลลัพธ์สูงสุดจะค่อย ๆ ปรากฏชัดขึ้นในช่วง 48 ถึง 72 ชั่วโมง ส่วนตัวเอนไซม์เองจะถูกร่างกายสลายไปอย่างรวดเร็วและหมดไปภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมง หลังจากนั้นจะเหลือแค่บริเวณที่ถูกสลายไปแล้ว ไม่มีเอนไซม์ตัวใหม่มาทำงานซ้ำอีก

ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและปริมาณฟิลเลอร์ บางกรณีการฉีดครั้งเดียวอาจสลายไม่หมด ต้องฉีดซ้ำห่างกัน 1 ถึง 2 สัปดาห์จึงจะได้ผลตามที่ต้องการ โดยทั่วไปแพทย์มักแนะนำให้แบ่งฉีดตามปริมาณที่จำเป็นและดูอาการไปทีละขั้น มากกว่าจะเร่งใส่ปริมาณมากในครั้งเดียว ในทางกลับกัน ถ้าฟิลเลอร์อยู่มานานจนแข็งตัวแล้ว ก็อาจไม่ละลายหมดในครั้งเดียวเช่นกัน แต่ค่อย ๆ คลายตัวทีละนิดใน 2 ถึง 3 ครั้ง ซึ่งแพทย์จะดูผลลัพธ์แล้วนัดครั้งต่อไปตามความเหมาะสม

ภูมิแพ้และผลข้างเคียง ต้องระวังอะไรบ้าง?

ไฮยาลูโรนิเดสเป็นสารที่สกัดมาจากเนื้อเยื่อของสัตว์อย่างวัวหรือแกะ ดังนั้นจึงมีคนบางกลุ่มที่พบได้น้อยมากซึ่งเกิดปฏิกิริยาแพ้ต่อโปรตีนตัวนี้โดยตรง

  • ผื่นแดงและลมพิษ อาจเกิดรอยแดงและอาการคันเฉพาะที่หลังฉีดทันที เพราะเป็นปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันเล็กน้อยที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายจดจำโปรตีนแปลกปลอมได้ ส่วนใหญ่จะค่อย ๆ ทุเลาลงเอง
  • บวมและปวดมากขึ้นชั่วคราว เมื่อฟิลเลอร์ถูกสลายอย่างรวดเร็ว อาจเกิดปฏิกิริยาอักเสบเฉพาะจุดที่รุนแรงขึ้นชั่วคราว เพราะเนื้อเยื่อบริเวณนั้นกำลังปรับตัวใหม่แบบทันทีทันใด
  • ภาวะแอนาฟิแล็กซิส พบได้น้อยมาก แต่อาจเกิดปฏิกิริยาแพ้รุนแรงที่ลามไปทั่วร่างกายได้ มักเกิดกับคนที่ระบบภูมิคุ้มกันไวต่อโปรตีนจากสัตว์เป็นพิเศษ บางคลินิกจึงทำการทดสอบผิวหนังด้วยปริมาณเล็กน้อยก่อนล่วงหน้า

หลังละลายฟิลเลอร์แล้ว การฟื้นตัวเป็นอย่างไร?

หลังหัตถการทันที อาจมีอาการบวมเล็กน้อยและรอยช้ำบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะหายไปภายใน 3 ถึง 7 วัน บริเวณที่เคยมีฟิลเลอร์อยู่จะค่อย ๆ ยุบลงและกลับสู่รูปหน้าเดิมตามธรรมชาติ

หัตถการนี้ไม่ได้ตัดหรือแตะต้องเนื้อเยื่อโดยตรง เป็นเพียงการกำจัดส่วนของฟิลเลอร์ที่อยู่ตรงนั้นเท่านั้น จึงมีรายงานว่าส่วนใหญ่ฟื้นตัวได้โดยไม่มีแผลเป็นหรือความเสียหายรุนแรง หากต้องการ หลังผ่านไปประมาณ 2 ถึง 4 สัปดาห์ก็สามารถกลับมาฉีดฟิลเลอร์ใหม่ในบริเวณเดิมได้อีกครั้ง

สิ่งที่ต้องตรวจสอบก่อนเข้ารับหัตถการ

  • แจ้งให้ละเอียดที่สุดว่าฉีดฟิลเลอร์ชนิดไหน เมื่อไหร่ ที่ไหน เพราะปริมาณไฮยาลูโรนิเดสและขอบเขตการฉีดที่จำเป็นจะแตกต่างกันไปตามชนิดฟิลเลอร์และตำแหน่งที่ฉีด
  • ตรวจสอบประวัติการแพ้ หากมีประวัติแพ้โปรตีนจากสัตว์ ควรทำการทดสอบล่วงหน้าหรือปรึกษาแนวทางอื่นกับแพทย์
  • แจ้งล่วงหน้าหากตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร เพราะข้อมูลความปลอดภัยในช่วงนี้ยังมีจำกัด จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
  • เลือกรับหัตถการที่สถานพยาบาลซึ่งพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน เผื่อกรณีหลอดเลือดอุดตันที่ต้องได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที

ไฮยาลูโรนิเดสคืออุปกรณ์ความปลอดภัยที่ช่วยลดความกังวลใจในการฉีดฟิลเลอร์ได้มาก เมื่อรู้ว่ามีทางแก้ไขย้อนกลับได้เสมอ การตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ก็จะเบาใจขึ้นค่ะ

References

Korean Dermatological Association, Ministry of Food and Drug Safety (MFDS), American Academy of Dermatology (AAD), and U.S. Food and Drug Administration (FDA).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Filler

หลักการฉีดฟิลเลอร์จมูกให้สันจมูกและปลายจมูกโด่งขึ้น พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยเพื่อหลีกเลี่ยงหลอดเลือดอุดตันและการตาบอด

อธิบายหลักการที่ฟิลเลอร์จมูกช่วยเสริมสันจมูกและปลายจมูกให้โด่งขึ้น ส่วนประกอบกรดไฮยาลูโรนิกและวิธีการฉีด เหตุผลที่จมูกเป็นบริเวณที่เสี่ยงหลอดเลือดอุดตันและตาบอดสูงเป็นพิเศษ มาตรฐานการฉีดอย่างปลอดภัยและวิธีสลายกลับด้วย hyaluronidase ไปจนถึงเปรียบเทียบว่าฟิลเลอร์ทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้เมื่อเทียบกับการทำศัลยกรรมจมูก

By Dr. Lee

Filler

ร่องใต้ตาลึกกับรอยคล้ำใต้ตา ฟิลเลอร์เติมเต็มเงาให้จางลง อยู่ได้นานแค่ไหน พร้อมวิธีเลี่ยง Tyndall effect

เงาใต้ตาที่ดูคล้ำและโบ๋มักเกิดจากร่องที่ยุบตัวมากกว่าเม็ดสี บทความนี้อธิบายหลักการที่เอ็นร่องน้ำตาและกระดูกเบ้าตาที่ลดลงทำให้เกิดเงา พร้อมวิธีเติมฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิก แอซิดเนื้อนุ่มตื้น ๆ ปริมาณน้อยเพื่อลบเงาให้จางลง รวมถึงเหตุผลที่ผิวบางทำให้เกิด Tyndall effect และอาการบวมได้ง่าย พร้อมสรุปว่าผลอยู่ได้นานแค่ไหนและดูแลอย่างไร อ้างอิงจากตัวเลขงานวิจัยจริงให้เข้าใจง่าย

By Dr. Kim

Skincare

วิธีกำจัดตุ่มไขมันเหลืองที่เปลือกตา Xanthelasma หลักการเลเซอร์ CO2 และ Er:YAG ทำไมถึงเป็นซ้ำบ่อย พร้อมการดูแลไขมันในเลือด

อธิบายว่าทำไม Xanthelasma แผ่นไขมันสีเหลืองที่เปลือกตาด้านใน ถึงเกิดขึ้น เกี่ยวข้องกับคอเลสเตอรอลหรือไขมันในเลือดสูงอย่างไร ต่างจากติ่งเนื้อ milia หรือเนื้องอกต่อมเหงื่อ syringoma อย่างไร กำจัดด้วยเลเซอร์ CO2 และ Er:YAG ได้อย่างไร และทำไมถึงกลับมาเป็นซ้ำบ่อยจนต้องดูแลไขมันในเลือดควบคู่กันไป โดยอ้างอิงตัวเลขจากงานวิจัยจริงให้เข้าใจง่าย

By Dr. Kim

Back to articles