เลเซอร์รักษากระ เปรียบเทียบประสิทธิภาพ Pico, Q-switched และ IPL ตั้งแต่การแยกจากฝ้าไปจนถึงการป้องกันไม่ให้กระกลับมา
By Dr. Lee2 min read

กระเล็ก ๆ ที่กระจายอยู่บนจมูกและแก้มส่วนใหญ่มักมีมาตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้แต่งหน้าปกปิดได้ไม่ค่อยมิด และยิ่งเข้าฤดูร้อนก็ยิ่งเข้มขึ้นจนน่ากังวล ครีมไวท์เทนนิ่งที่ทาเพียงอย่างเดียวมีข้อจำกัด จึงนิยมใช้เลเซอร์และการรักษาด้วยแสงที่เล็งเป้าไปที่เม็ดสีโดยตรง
โชคดีที่กระเป็นเม็ดสีที่อยู่ในชั้นผิวตื้น จึงตอบสนองต่อเลเซอร์ได้ดี จางลงได้ง่ายกว่าฝ้ามาก และมีความพึงพอใจสูงกว่าด้วย แต่ผิวคนเอเชียอาจเกิดรอยดำหลังทำหัตถการได้ ดังนั้นการเลือกเครื่องและวิธีทำจึงสำคัญมากกว่าที่คิด บทความนี้จะพาไปดูทีละขั้นว่ากระต่างจากฝ้าอย่างไร ควรเลือก Pico หรือ Q-switched และควรดูแลตัวเองอย่างไรหลังทำ

กระเกิดขึ้นได้อย่างไร และจางลงได้อย่างไร?
กระเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรมร่วมกับแสงแดด คนที่มีเซลล์เมลาโนไซต์ไวต่อแสงแดดเป็นพิเศษจากอิทธิพลของยีน MC1R เมื่อโดนแดด เซลล์เหล่านี้จะสร้างเม็ดสีไม่สม่ำเสมอและจับตัวกันเป็นจุดเล็ก ๆ จึงมักเกิดในบริเวณที่โดนแดดมาก เช่น จมูกและแก้มส่วนบน และมีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล คือเข้มขึ้นในฤดูร้อนและจางลงในฤดูหนาว
เม็ดสีนี้อยู่ในชั้นผิวตื้นใกล้ผิวหนังชั้นนอก หลักการที่เลเซอร์ทำให้กระจางลงเรียกว่าการทำลายด้วยความร้อนแบบเลือกเป้าหมาย เมลานินซึ่งเป็นอนุภาคเม็ดสีจะดูดซับแสงบางความยาวคลื่นได้ดีเป็นพิเศษ โดยความยาวคลื่นแสงสีเขียว 532nm เป็นตัวแทนหลัก เมื่อยิงแสงนี้ เมลานินจะดูดซับความร้อนอย่างฉับพลันจนแตกตัวเป็นชิ้นเล็ก ๆ โดยที่ผิวหนังโดยรอบไม่เสียหายมาก
เม็ดสีที่แตกตัวจะกลายเป็นสะเก็ดเล็ก ๆ แล้วหลุดออกภายในไม่กี่วัน หรือถูกเซลล์ภูมิคุ้มกันในร่างกายกำจัดออกไปจนสีจางลง เนื่องจากกระมีเม็ดสีอยู่ในชั้นตื้น จึงตอบสนองต่อแสงนี้ได้ค่อนข้างดี และมักให้ผลการรักษาที่ดีกว่าฝ้า ด้วยหลักการเดียวกัน IPL ก็ใช้แสงหลายความยาวคลื่นเพื่อให้ความร้อนแก่เม็ดสีในชั้นตื้นแล้วดันออกมาเช่นกัน แต่การที่เม็ดสีอยู่ตื้นก็หมายความว่าถูกกระตุ้นซ้ำได้ง่ายจากแสงแดดเช่นกัน การดูแลหลังทำจึงสำคัญไม่แพ้การรักษา
แยกกระกับฝ้าได้อย่างไร?
กระกับฝ้ามักถูกเข้าใจสับสนกัน เพราะทั้งคู่เป็นเม็ดสีน้ำตาลที่เกิดบนใบหน้าเหมือนกัน แต่สาเหตุ อายุที่เริ่มเป็น การเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล และการตอบสนองต่อการรักษาต่างกัน จึงจำเป็นต้องแยกให้ถูก เพราะหากวินิจฉัยผิด แนวทางการรักษาก็จะผิดไปด้วย
| หัวข้อ | กระ | ฝ้า |
|---|---|---|
| สาเหตุ | พันธุกรรมและแสงแดด | แสงแดด ฮอร์โมน ความร้อน |
| อายุที่เริ่มเป็น | วัยเด็ก | หลังวัย 30 |
| ลักษณะ | จุดเล็กเห็นชัด | ปื้นกว้างขอบไม่ชัด |
| ตำแหน่ง | จมูก แก้มส่วนบน | โหนกแก้ม หน้าผาก |
| การเปลี่ยนตามฤดูกาล | เข้มขึ้นในฤดูร้อน | เปลี่ยนแปลงน้อย |
| การตอบสนองต่อเลเซอร์ | จางลงได้ดี | ยากและกลับมาเป็นซ้ำบ่อย |
กระมักมีมาตั้งแต่วัยเด็ก ลักษณะเป็นจุดเล็กเห็นชัดเจน และมีจุดเด่นคือเข้มขึ้นเมื่อโดนแดดในฤดูร้อนแล้วจางลงในฤดูหนาว ส่วนฝ้ามักเริ่มเป็นหลังอายุ 30 ปี ลักษณะเป็นปื้นกว้างขอบไม่ชัด ได้รับอิทธิพลจากทั้งฮอร์โมนและความร้อน จึงเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลไม่มากนัก ที่สำคัญที่สุดคือฝ้าไวต่อเลเซอร์ อาจเข้มขึ้นได้หากทำไม่ระมัดระวัง จึงต้องรักษาอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ หลายคนมีทั้งสองอย่างพร้อมกัน จึงควรให้แพทย์ที่มีประสบการณ์แยกชนิดของเม็ดสีให้แน่ชัดก่อนวางแผนการรักษาเพื่อความปลอดภัย

ควรเลือกเลเซอร์หรือการรักษาด้วยแสงแบบไหน?
การรักษาด้วยแสงสำหรับกระแบ่งใหญ่ ๆ ได้สามแนวทาง แนวทางแรกคือ Q-switched Nd:YAG ความยาวคลื่น 532nm มีจุดเด่นคือสลายเม็ดสีได้แรง ทำให้กระที่เห็นชัดจางลงได้ในครั้งเดียว เป็นวิธีที่ใช้รักษาเม็ดสีมานานในเกาหลี เครื่องในกลุ่มนี้ ได้แก่ Hollywood Spectra และ RevLite SI
แนวทางที่สองคือเลเซอร์ picosecond ที่ยิงแสงในระยะเวลาสั้นกว่ามากในระดับพิโควินาที จึงสลายเม็ดสีด้วยแรงกระแทกมากกว่าความร้อน ความร้อนกระจายไปยังบริเวณโดยรอบน้อยกว่า ผลข้างเคียงอย่างรอยดำจึงเกิดน้อยกว่า เหมาะกับผิวสีเข้ม เครื่อง picosecond ที่คลินิกในเกาหลีนิยมใช้ ได้แก่ PicoSure และ PicoPlus
แนวทางที่สามคือ IPL ซึ่งเป็นการรักษาด้วยแสงช่วงกว้าง ใช้หลายความยาวคลื่นพร้อมกัน เหมาะกับการจัดการกระร่วมกับจุดด่างดำเล็ก ๆ และรอยแดงในวงกว้าง งานวิจัยหนึ่งพบว่าหลังทำ IPL 3-5 ครั้ง กลุ่มที่เป็นกระเพียงอย่างเดียว 71% มีเม็ดสีจางลงมากกว่าครึ่ง แต่ IPL เหมาะกับการปรับโทนสีผิวทั้งหน้าให้สม่ำเสมอมากกว่าการลบจุดเข้มจุดเดียวให้หายขาด หากกังวลเรื่องกระเข้มเห็นชัดเจน เลเซอร์จะเหมาะกว่า แต่ถ้ากังวลเรื่องกระจางกระจายเป็นวงกว้างและผิวหมองคล้ำ IPL จะเหมาะกว่า ในทางปฏิบัติบางครั้งก็ใช้ทั้งสองแบบร่วมกัน คือใช้ IPL ปรับโทนสีทั้งหน้าก่อน แล้วใช้เลเซอร์จัดการจุดที่ยังเข้มอยู่ในภายหลัง การดูให้แน่ชัดว่ากระของตัวเองมีลักษณะแบบไหนจึงมีผลอย่างมากต่อการเลือกเครื่องและผลลัพธ์

Pico กับ Q-switched ต่างกันอย่างไร?
แม้จะใช้ความยาวคลื่น 532nm เท่ากัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันตามระยะเวลาที่ยิงแสง เลเซอร์ picosecond ยิงแสงในหน่วยพิโควินาทีตามชื่อ ส่วน Q-switched ยิงในหน่วยนาโนวินาทีซึ่งยาวกว่า ยิ่งระยะเวลาสั้น แรงที่ใช้สลายเม็ดสีก็จะเน้นแรงกระแทกมากขึ้น และความร้อนก็มีเวลากระจายไปยังผิวโดยรอบน้อยลง
ความแตกต่างนี้เห็นได้ชัดจากผลข้างเคียง งานวิจัยที่แบ่งใบหน้าคนเดียวกันเป็นสองข้างเปรียบเทียบพบว่า อัตราการเกิดรอยดำหลังทำอยู่ที่ 5% ในฝั่ง picosecond และ 30% ในฝั่ง Q-switched ประสิทธิภาพในการลบเม็ดสีของ picosecond ดีกว่า ในขณะที่รอยดำกลับเกิดน้อยกว่าด้วย สำหรับผิวที่เกิดรอยดำง่ายหลังทำหัตถการอย่างคนเอเชีย จุดนี้ถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ
แต่ไม่ได้หมายความว่า Q-switched ด้อยกว่า เพราะมีแรงสลายกระที่เห็นชัดได้ดี และราคาก็เข้าถึงได้ หากปรับกำลังให้เหมาะกับโทนสีผิวและสภาพเม็ดสี ก็ให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจได้เช่นกัน มีรายงานว่ากลุ่ม Q-switched ให้ผลการปรับปรุงที่ดีในเม็ดสีหลายชนิดของผิวสีเข้มด้วย จึงไม่มีคำตอบที่ตายตัวว่าแบบไหนดีกว่ากัน แต่ขึ้นอยู่กับผิวและเม็ดสีของแต่ละคน หากเป็นคนที่เกิดรอยดำง่ายหลังทำหัตถการหรือมีเม็ดสีหลายชนิดปนกัน picosecond จะเหมาะกว่า แต่หากต้องการลบกระที่เห็นชัดไม่กี่จุดให้หายขาด Q-switched ก็เป็นตัวเลือกที่ดีเช่นกัน

ต้องทำกี่ครั้ง และดาวน์ไทม์เป็นอย่างไร?
เลเซอร์รักษากระมักเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนตั้งแต่ครั้งแรก กระที่เห็นชัดจะจางลงอย่างเห็นได้ชัดหลังทำเลเซอร์เพียง 1-2 ครั้ง ส่วนกรณีที่กระจายเป็นวงกว้างหรือใช้ IPL จะแบ่งทำ 3-5 ครั้งเพื่อปรับโทนผิวให้สม่ำเสมอ ยิ่งทำหลายครั้งผลลัพธ์ก็ยิ่งสะสมมากขึ้น
ดาวน์ไทม์โดยทั่วไปค่อนข้างเบา บริเวณที่ยิงเลเซอร์จะเข้มขึ้นเล็กน้อยแล้วเกิดสะเก็ดบาง ๆ ซึ่งปกติจะหลุดไปเองภายใน 5-7 วัน หากแกะสะเก็ดออกก่อนกำหนด อาจนำไปสู่รอยดำหรือแผลเป็นได้ จึงควรปล่อยให้หลุดเองพร้อมกับให้ความชุ่มชื้นอย่างเพียงพอ ส่วน IPL แทบไม่มีสะเก็ดหรือมีเพียงเล็กน้อยมาก จึงกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เร็ว
หนึ่งถึงสองวันหลังทำอาจมีรอยแดงหรือแสบเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่หายไปเร็ว ผลข้างเคียงที่ต้องระวังที่สุดคือรอยดำ หากผิวสีเข้มหรือเพิ่งโดนแดดมา ความเสี่ยงจะสูงขึ้น จึงควรลดกำลังการรักษาลงและกันแดดอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัย โดยทั่วไปล้างหน้าและแต่งหน้าเบา ๆ ได้ตั้งแต่วันถัดไป เพียงแค่หลีกเลี่ยงซาวน่าร้อนจัดหรือการขัดผิวแรง ๆ ไปสักสองสามวัน บริเวณที่สะเก็ดหลุดไปแล้วอาจยังแดงหรือซีดอยู่บ้างชั่วระยะหนึ่ง หากโดนแสงแดดในช่วงนี้ เม็ดสีจะกลับมาจับตัวที่บริเวณนั้นได้ง่าย การกันแดดในช่วงไม่กี่สัปดาห์แรกจึงสำคัญเป็นพิเศษ
ป้องกันไม่ให้กระกลับมาได้อย่างไร?
เรื่องที่ต้องยอมรับตรง ๆ ในการรักษากระคือโอกาสที่จะกลับมาเป็นซ้ำ เพราะกระมีพื้นฐานมาจากแนวโน้มทางพันธุกรรมที่ตอบสนองต่อแสงแดด แม้จะลบเม็ดสีด้วยเลเซอร์ไปแล้ว หากยังโดนแดดจัดต่อเนื่อง เม็ดสีก็อาจจางขึ้นมาใหม่ได้เมื่อเวลาผ่านไป แสงแดดในฤดูร้อนถือเป็นตัวกระตุ้นหลัก
ด้วยเหตุนี้การรักษากระจึงไม่ใช่หัตถการที่ทำครั้งเดียวจบ แต่เป็นการดูแลรักษาสภาพที่ดีขึ้นเอาไว้มากกว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการกันแดด การทาครีมกันแดดให้ทั่วทุกวันแล้วทาซ้ำทุกสองสามชั่วโมงจะช่วยรักษาผลลัพธ์จากเลเซอร์ไว้ได้นาน การสวมหมวกหรือกางร่มเพื่อลดการโดนแดดโดยตรงก็ช่วยได้เช่นกัน
| การดูแล | วิธีทำ |
|---|---|
| กันแดด | ทา SPF ทุกวัน ทาซ้ำ |
| ป้องกันทางกายภาพ | หมวก ร่ม |
| ช่วงที่กลับมาเป็นซ้ำ | แสงแดดฤดูร้อน |
| ดูแลสะเก็ด | ห้ามแกะ ให้ความชุ่มชื้น |
| ทำซ้ำเพื่อรักษาผล | ตรวจเช็กทุกฤดู |
หากเริ่มเห็นกระกลับมา สามารถทำเพิ่มเบา ๆ ได้เมื่อเปลี่ยนฤดูกาล การกันแดดอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้กลับมาเป็นซ้ำช้าลง และแม้จะกลับมาก็มักจางกว่าครั้งแรก กระไม่ใช่ปัญหาที่กำจัดยาก แต่เป็นเม็ดสีที่หากดูแลอย่างต่อเนื่องก็สามารถรักษาผิวใสได้นาน ควรตรวจให้แน่ใจว่าเม็ดสีที่มีคือกระหรือฝ้า และเลือกแพทย์ที่จะกำหนดเครื่องและกำลังให้เหมาะกับโทนผิวของตัวเอง เพื่อผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและน่าพอใจ
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

ปาน Hori (ABNOM) ทำไมครีมไม่ช่วย และต้องเลเซอร์กี่ครั้ง
ABNOM หรือปาน Hori คือรอยสีเทาอมฟ้าที่ขึ้นบนแก้มและโหนกแก้มทั้งสองข้าง เม็ดสีฝังในชั้นหนังแท้ชั้นลึก ต่างจากฝ้าที่อยู่ชั้นหนังกำพร้า ครีมและยากินจึงเข้าไม่ถึง การรักษาหลักคือเลเซอร์ Q-switched Nd:YAG 1064nm ซึ่งต้องทำหลายครั้ง โดยมีค่ามัธยฐานอยู่ที่ 11 ครั้ง บทความนี้อธิบายความแตกต่างจากฝ้า จำนวนครั้งที่ต้องทำ ความเสี่ยงรอยดำหลังเลเซอร์ และการวางแผนเมื่อมีฝ้าร่วมด้วย
By Dr. Lee

เลเซอร์รักษาผิวหน้าแดง รอยแดงและเส้นเลือดฝอยต้องใช้เครื่องหลอดเลือดแบบไหน กี่ครั้งถึงจะจางลง
อธิบายง่ายๆ ว่าทำไมผิวหน้าถึงแดง เลเซอร์หลอดเลือดอย่าง Vbeam, Excel V, IPL และ Nd:YAG แต่ละแบบเก่งเรื่องอะไร ควรเลือกเครื่องไหนตามชนิดของรอยแดง ต้องทำกี่ครั้งและดาวน์ไทม์เป็นอย่างไร รวมถึงสิ่งที่เลเซอร์ทำไม่ได้ ด้วยตัวเลขจากงานวิจัยจริง
By Dr. Lee

เทอร์มาจให้ความร้อนแก่ผิวหนังแท้จนคอลลาเจนหดตัวแล้วค่อยๆ งอกใหม่ได้อย่างไร ทำไมผลถึงอยู่ได้นาน
เทอร์มาจใช้คลื่นวิทยุแบบโมโนโพลาร์ให้ความร้อนแก่ชั้นผิวหนังแท้ ทำให้คอลลาเจนหดตัวทันที ก่อนจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาในช่วง 2 ถึง 6 เดือนถัดไป บทความนี้อธิบายหลักการสองขั้นตอนนี้ด้วยการเปรียบเทียบที่เข้าใจง่าย พร้อมไขข้อสงสัยว่าทำไมความร้อนถึงเจาะจงลงไปที่ผิวหนังแท้โดยไม่ทำร้ายผิวชั้นนอก
By Dr. Kim