ฉีดละลายไขมันใต้คาง Deoxycholic Acid ได้ผลจริงไหม กี่ครั้งถึงเห็นผล?
By Dr. Lee2 min read

บางคนลดน้ำหนักสำเร็จแล้ว แต่ไขมันใต้คางก็ยังอยู่แน่วแน่เหมือนเดิม ทั้งที่น้ำหนักตัวไม่ได้มากเกินปกติ แต่มองจากด้านข้างยังเห็นเนื้อสองชั้นใต้คางชัดเจน ใครที่อยากแก้ตรงนี้โดยไม่ต้องผ่าตัด ชื่อที่มักได้ยินกันบ่อยคือ "การฉีดละลายไขมัน" ด้วยสาร deoxycholic acid
deoxycholic acid คือกรดน้ำดีชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นเองตามธรรมชาติ มีคุณสมบัติย่อยสลายไขมัน เมื่อฉีดเข้าชั้นไขมันใต้คางโดยตรง ก็จะทำให้เซลล์ไขมันถูกทำลาย ในสหรัฐอเมริกาได้รับอนุมัติภายใต้ชื่อ Kybella ส่วนยุโรปและแคนาดาใช้ชื่อ Belkyra มาดูกันว่ากลไก ผลลัพธ์ และสิ่งที่ต้องระวังมีอะไรบ้าง

กลไกที่ทำให้ไขมันสลายได้จริงคืออะไร?
หัวใจของวิธีนี้คือการทำลายเยื่อหุ้มเซลล์โดยตรง deoxycholic acid มีคุณสมบัติคล้ายสบู่หรือสารลดแรงตึงผิว สามารถแทรกซึมเข้าไปในเยื่อหุ้มไขมันของเซลล์จนทำให้เยื่อพัง เซลล์ไขมันที่แตกออกจะถูกเซลล์เม็ดเลือดขาว (macrophage) ของร่างกายค่อยๆ กำจัดออกไป
สิ่งที่น่าประทับใจคือ การทำลายนี้ไม่สามารถย้อนกลับได้ บริเวณที่เซลล์ไขมันหายไปจะค่อยๆ สมานตัวภายใน 4 สัปดาห์ เกิดเป็นพังผืดเล็กน้อยและปริมาตรลดลง งานวิจัยในเนื้อเยื่อพบว่าหลังฉีด 1 วันเซลล์ไขมันเริ่มสลาย 7 วันต่อมาเซลล์เม็ดเลือดขาวเข้าจัดการ และหลังจาก 28 วันชั้นไขมันบางลงอย่างชัดเจน เซลล์ไขมันที่ถูกทำลายแล้วไม่ฟื้นคืนมา นี่คือเหตุผลที่ผลลัพธ์อยู่ได้นาน
อย่างไรก็ตาม สารนี้ไม่ได้เลือกทำลายเฉพาะเซลล์ไขมันอย่างจำเพาะ แต่เนื้อเยื่อที่มีโปรตีนสูงสามารถต้านทานได้ในระดับหนึ่ง ในขณะที่ชั้นไขมันต้านทานได้น้อยกว่า ดังนั้นความแม่นยำในการฉีดให้ถูกชั้นและตำแหน่งที่ถูกต้องจึงเป็นปัจจัยสำคัญทั้งในแง่ความปลอดภัยและประสิทธิภาพ

รับรองโดยองค์กรใด และฉีดอย่างไร?
deoxycholic acid ได้รับการอนุมัติจาก FDA สหรัฐอเมริกาในปี 2015 สำหรับการรักษาไขมันใต้คางระดับปานกลางถึงรุนแรงในผู้ใหญ่ ถือเป็นกรณีที่หายากในกลุ่มสารละลายไขมัน เพราะผ่านการทดสอบทางคลินิกขนาดใหญ่และได้รับการรับรองจากหน่วยงานรัฐอย่างเป็นทางการ
ชื่อผลิตภัณฑ์ที่รู้จักกันดีในสหรัฐอเมริกาคือ Kybella ส่วนในยุโรป แคนาดา และออสเตรเลียใช้ชื่อ Belkyra ในเกาหลีใต้มี V-olet ของ Daewoong ที่ได้รับการรับรองสำหรับการฉีดไขมันใต้คาง สิ่งที่ควรทราบคือไม่ใช่การฉีดละลายไขมันทุกชนิดที่ใช้ deoxycholic acid บางผลิตภัณฑ์ใช้ phosphatidylcholine ที่สกัดจากถั่วเหลือง ซึ่งมีหลักฐานและคุณสมบัติต่างกัน ดังนั้นก่อนทำควรถามให้ชัดเจนว่าใช้สารอะไร

วิธีการฉีดมีมาตรฐานชัดเจน ฉีดเป็นจุดห่างกัน 1 ซม. ในบริเวณไขมันใต้คาง แต่ละจุดฉีด 0.2 มล. ในแต่ละครั้งฉีดได้สูงสุด 50 จุด ขั้นตอนใช้เวลาไม่กี่นาที โดยทั่วไปใช้ยาชาเฉพาะที่หรือน้ำแข็งเพื่อลดความเจ็บปวดก่อน ทำซ้ำได้สูงสุด 6 ครั้ง โดยเว้นช่วงอย่างน้อย 4 สัปดาห์เพื่อให้อาการบวมยุบลงก่อน ในทางปฏิบัติคนส่วนใหญ่มักพึงพอใจหลังทำ 2-4 ครั้ง
สิ่งที่ควรเข้าใจคือการรักษานี้ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับลดน้ำหนักทั้งร่างกายหรือพื้นที่กว้าง ตำแหน่งที่ได้รับอนุมัติคือใต้คาง และเป็นการรักษาแบบเจาะจงพื้นที่เล็กๆ เหมาะกับการปรับแต่งไขมันส่วนเกินที่เหลืออยู่เฉพาะจุดมากกว่า

ได้ผลดีแค่ไหน?
หลักฐานมาจากการทดลองทางคลินิกขนาดใหญ่ 2 ชุดที่เรียกว่า REFINE มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,000 คน เปรียบเทียบยาจริงกับยาหลอก ทำให้ข้อมูลน่าเชื่อถือมาก
ตัวเลขที่ได้คือ เมื่อรวมผลทั้งสองการทดลอง แพทย์และผู้ป่วยต่างยืนยันว่าเห็นผลดีขึ้นประมาณ 68% เทียบกับยาหลอกที่อยู่ที่ประมาณ 21% ผู้ที่ผลดีขึ้นอย่างชัดเจน (ระดับ 2 ขึ้นไป) อยู่ที่ 16% เทียบกับยาหลอก 1.5% เมื่อวัดปริมาตรไขมันด้วย MRI พบว่าผู้ที่ไขมันลดลงมากกว่า 10% อยู่ที่ประมาณ 43% เทียบกับยาหลอก 5% ความพึงพอใจของผู้รับการรักษาอยู่ที่ 79% เทียบกับยาหลอก 34%
ที่สำคัญคือควรตั้งความคาดหวังให้สมจริง ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วเนื้อใต้คางจะหายไปเลย แต่เป็นการค่อยๆ บางลงในหลายครั้ง คนส่วนใหญ่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนที่สุดเมื่อมองจากด้านข้าง เพราะเส้นคางกับลำคอมีความชัดเจนขึ้น การถ่ายรูปเปรียบเทียบไว้จะช่วยให้เห็นพัฒนาการได้ดีมาก

ต้องฉีดกี่ครั้งถึงจะได้ผล?
จำนวนครั้งขึ้นอยู่กับปริมาณไขมัน แต่ยิ่งทำมากครั้งยิ่งมีโอกาสเห็นผลเพิ่มขึ้น จากข้อมูลการทดลองทางคลินิก หลังทำ 2 ครั้งประมาณ 52% เห็นผลดีขึ้นตามการประเมินของแพทย์ หลังทำ 4 ครั้งเพิ่มเป็นประมาณ 72% เมื่อใช้เกณฑ์ที่แพทย์และผู้ป่วยยืนยันร่วมกัน พบผลที่ค่าเฉลี่ย 3 ครั้ง
ดังนั้นในทางปฏิบัติมักจะเริ่มทำ 2-3 ครั้งก่อน แล้วดูปริมาณไขมันที่เหลือก่อนตัดสินใจเพิ่มเติม ในการทดลองทางคลินิกก็มีคนจำนวนมากที่พึงพอใจหรือเหลือไขมันน้อยจนจบที่ 4 ครั้งหรือน้อยกว่า ไม่จำเป็นต้องทำครบ 6 ครั้งทุกคน ดูตามสภาพจริงและทำเท่าที่จำเป็น ถ้าไขมันมากอาจต้องทำมากครั้ง แต่ถ้าเหลือพอประมาณ 2-3 ครั้งก็มักเพียงพอ
ความยั่งยืนของผลก็น่าพึงพอใจมาก เนื่องจากเซลล์ไขมันที่ถูกทำลายแล้วไม่ฟื้นคืนมา งานวิจัยพบว่า 3 ปีหลังการรักษา ประมาณ 82% ยังคงเห็นผลดีขึ้น แต่ถ้าน้ำหนักขึ้นมาก เซลล์ไขมันที่เหลืออยู่อาจขยายตัวได้ การรักษาน้ำหนักให้คงที่หลังทำจะช่วยให้ผลอยู่ได้นานยิ่งขึ้น

ผลข้างเคียงที่ควรรู้ล่วงหน้ามีอะไรบ้าง?
อาการที่พบบ่อยหลังทำคือบวมและฟกช้ำ ซึ่งมักหายไปเองตามเวลา การรู้ไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้รับมือได้สบายใจขึ้น
อาการที่พบบ่อยที่สุดคือบวม พบในประมาณ 87% โดยทั่วไปยุบลงภายในประมาณ 10 วัน อาการปวดพบในประมาณ 70% ฟกช้ำประมาณ 72% ที่น่าสนใจคือฟกช้ำพบในกลุ่มยาหลอกในอัตราใกล้เคียงกัน จึงเชื่อกันว่าเกิดจากเข็มมากกว่าตัวยา อาการชาหรือสูญเสียความรู้สึกบริเวณที่ฉีดพบในประมาณ 66% และใช้เวลานานกว่าอาการอื่น โดยเฉลี่ยประมาณ 6 สัปดาห์ รู้ไว้ก่อนจะได้ไม่ตกใจ
ผลข้างเคียงที่ต้องระวังคือการกดทับเส้นประสาท marginal mandibular ซึ่งดูแลการยิ้ม ทำให้ยิ้มไม่สมดุลชั่วคราวได้ในประมาณ 4% แต่ทุกกรณีที่รายงานมาจนถึงตอนนี้ฟื้นตัวได้ทั้งหมด ยังไม่มีความเสียหายถาวร ส่วนใหญ่กลับมาเป็นปกติภายในประมาณ 6 สัปดาห์ เส้นประสาทนี้อยู่ด้านล่างกระดูกขากรรไกร การฉีดในตำแหน่งที่แม่นยำจึงเป็นกุญแจสำคัญ ดังนั้นการเลือกผู้เชี่ยวชาญที่คุ้นเคยกับกายวิภาคใต้คางจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

เหมาะกับใครเป็นพิเศษ?
การฉีด deoxycholic acid เหมาะมากสำหรับคนที่ลดน้ำหนักแล้วแต่ไขมันใต้คางยังคงอยู่ อยากแก้ปัญหาเนื้อใต้คางโดยไม่ต้องผ่าตัด หรือยังไม่พร้อมสำหรับการดูดไขมัน เซลล์ไขมันที่ถูกทำลายแล้วไม่กลับมา ทำให้ผลอยู่ได้นานและนี่คือข้อดีใหญ่ของวิธีนี้
ควรหาสาเหตุที่แท้จริงก่อน ถ้าเนื้อใต้คางเกิดจากผิวหนังหย่อนคล้อย กระดูกขากรรไกรกว้าง หรือตำแหน่งของลิ้น การฉีดนี้เพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ผลเต็มที่ ถ้ามีปัญหาผิวหย่อนร่วมด้วย อาจพิจารณาร่วมกับการ lifting ถ้าไขมันเป็นสาเหตุหลักก็เหมาะกับการฉีดนี้ ดังนั้นก่อนทำควรตรวจกับแพทย์ก่อนว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร ถ้าไขมันคือสาเหตุ การทำอย่างต่อเนื่องหลายครั้งมักให้ผลที่น่าพึงพอใจมาก
หลังทำจะมีอาการบวมและชาอยู่บ้าง ควรวางแผนเวลาให้เหมาะสมถ้ามีนัดสำคัญ มองว่านี่คือการปรับแต่งทีละน้อยให้เป็นธรรมชาติมากกว่าการเปลี่ยนแปลงทันที การเลือกผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์และคุ้นเคยกับกายวิภาคใต้คางจะให้ผลที่ปลอดภัยและน่าพึงพอใจที่สุด สำหรับใครที่อยากปรับรูปด้านข้างให้ดูสวยขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด นี่คือตัวเลือกที่น่าสนใจมาก
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

ปิโก้โทนิ่งลดฝ้าและจุดด่างดำได้จริงไหม?
ปิโก้โทนิ่งทำงานอย่างไร ทำไมเลเซอร์แต่ละความยาวคลื่นถึงเหมาะกับฝ้าและจุดด่างดำต่างกัน ได้ผลจริงแค่ไหนและเสี่ยงสีผิวคล้ำหลังทำไหม รีวิวจากงานวิจัยจริง พร้อมข้อเท็จจริงเรื่องฝ้ากลับมาซ้ำและความเสี่ยงสีผิวจางผิดปกติที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ
By Dr. Lee

Fraxel ลบรอยสิวได้จริงไหม, สีผิวเข้มเสี่ยงดำหลังเลเซอร์แค่ไหน?
Fraxel และ fractional laser ทำงานกับรอยสิวอย่างไร ผลต่างกันตามรูปแบบของรอย ความเสี่ยงเกิดสีผิวหลังทำในผิวคนเอเชียอยู่ระดับไหน พร้อมข้อมูลจากงานวิจัยจริงและข้อเท็จจริงที่ควรรู้ก่อน เพราะรอยสิวไม่ได้หายหมด แค่จางลง
By Dr. Kim

รีจูราน PDRN: กลไก ผล และผลข้างเคียงของการปลุกฟื้นเซลล์ผิวด้วย DNA ปลาแซลมอน
PDRN ในรีจูรานกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและหลอดเลือดฝอยในชั้นผิวได้อย่างไร หลักฐานทางคลินิกมีน้ำหนักแค่ไหน ใครเหมาะรับการฉีด และผลข้างเคียงที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ, อธิบายโดยแพทย์
By Dr. Kim