หลักการแบ่งการขัดผิวเป็นวิธีทางกายภาพที่ขัดออกกับวิธีทางเคมีที่ละลาย และเกณฑ์เลือกตามสภาพผิว
By Dr. Kim1 min read

ถ้าล้างหน้าเสร็จแล้วลองสัมผัสใบหน้าแล้วรู้สึกสากมือเป็นบางจุด นั่นคือสัญญาณว่าเซลล์ผิวที่ตายแล้วเริ่มสะสม ผลิตภัณฑ์ขัดผิวแบ่งออกเป็นสองแนวทางใหญ่ ๆ คือวิธีทางกายภาพที่ใช้เม็ดสครับหรือแปรงถูออก และวิธีทางเคมีที่สารซึมเข้าไปละลายพันธะที่ยึดเซลล์ผิวไว้ด้วยกัน แม้ผลลัพธ์สุดท้ายจะเหมือนกันคือเซลล์ผิวเก่าหลุดออกไป แต่วิธีการทำงานตั้งแต่วินาทีที่สัมผัสผิวนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้นก่อนจะรู้ว่าวิธีไหนเหมาะกับผิวของเรา จึงควรเข้าใจก่อนว่าแต่ละวิธีทำงานอย่างไรและเพราะอะไร
ทำไมเซลล์ผิวที่ตายแล้วถึงสะสมตามธรรมชาติ
ผิวหนังจะสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นจากชั้นล่างสุดอยู่ตลอดเวลา แล้วดันขึ้นไปด้านบนเรื่อย ๆ เมื่อเซลล์เหล่านี้ขึ้นมาถึงผิวด้านนอก แบนราบลง และตายไป ก็จะกลายเป็นชั้นที่เรียกว่าชั้นเคราติน (stratum corneum) ตามปกติเซลล์เหล่านี้จะหลุดลอกออกเองภายในประมาณ 2 ถึง 4 สัปดาห์
ปัญหาคือรอบการหลุดลอกนี้ไม่ได้คงที่เสมอไป ยิ่งอายุมากขึ้น หรือยิ่งเจอแดดบ่อยเข้า อัตราการหลุดลอกของเซลล์จะช้าลง แต่แรงดันจากเซลล์ใหม่ที่ขึ้นมาจากด้านล่างกลับไม่ได้ลดตามไปด้วย ผลก็คือเซลล์เก่าซ้อนทับกันหนาขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ผิวดูหมองคล้ำและสาก การขัดผิวจึงเป็นกระบวนการที่เจาะจงเอาส่วนที่ค้างอยู่ออกไป เพื่อให้วงจรผลัดเซลล์ผิวกลับมามองเห็นได้ชัดอีกครั้ง
หลักการทำงานของการขัดผิวแบบกายภาพ
การขัดผิวแบบกายภาพใช้แรงจริง ๆ คือแรงเสียดทาน ในการดันเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออก เมื่อเม็ดสครับหรือแปรงขัดผิวถูไปมาบนผิวหน้า เซลล์ที่ตายแล้วและเริ่มลอกตัวอยู่แล้วก็จะถูกแรงเสียดสีดันจนหลุดออกมา
จุดเด่นของวิธีนี้คือเห็นผลทันทีที่ใช้แรง ไม่ต้องรอให้สารเคมีซึมเข้าไปทำปฏิกิริยาก่อน เพราะแค่ถูเบา ๆ ผิวส่วนที่หยาบก็เรียบขึ้นทันที แต่แรงเสียดทานนี้ไม่ได้เลือกออกฤทธิ์เฉพาะชั้นเคราตินเท่านั้น ถ้าเม็ดสครับมีขนาดใหญ่หรือเป็นเหลี่ยมคม อาจขูดโดนเซลล์ที่ยังไม่พร้อมหลุดไปด้วย และทิ้งรอยแผลเล็ก ๆ ที่มองด้วยตาเปล่าไม่ค่อยเห็นเอาไว้บนผิว
รูปทรงและขนาดของเม็ดสครับก็เป็นตัวกำหนดระดับการระคายเคืองเช่นกัน เม็ดกลมและเนื้อละเอียดจะไถลผ่านผิวเบา ๆ ในขณะที่เม็ดเหลี่ยมและขนาดใหญ่จะเกาะติดผิวและทิ้งแรงกดไว้ที่จุดใดจุดหนึ่ง นี่คือเหตุผลที่แม้ถูด้วยแรงเท่ากัน ผิวก็ยังรับภาระต่างกันตามรูปทรงของเม็ดสครับ
หลักการทำงานของการขัดผิวแบบเคมี
การขัดผิวแบบเคมีอาศัยสารกรดในการคลายพันธะคล้ายกาวที่ยึดเซลล์ผิวไว้ด้วยกัน จนเซลล์หลุดออกเอง สารตัวหลักที่ใช้กันคือ AHA (Alpha Hydroxy Acid กรดที่ละลายน้ำได้ดี เช่น กรดไกลโคลิกหรือกรดแลคติก) และ BHA (Beta Hydroxy Acid กรดที่ละลายในน้ำมันได้ดี ตัวแทนหลักคือกรดซาลิไซลิก)
สารสองตัวนี้ละลายในสารต่างชนิดกัน จึงไปออกฤทธิ์ในตำแหน่งที่ต่างกัน AHA ละลายน้ำได้ดี จึงกระจายตัวอยู่บริเวณผิวด้านนอกเป็นวงกว้าง ส่วน BHA ละลายในน้ำมันได้ดี จึงแทรกซึมลึกลงไปในรูขุมขนที่มีความมันอุดตันอยู่ ด้วยเหตุนี้จึงมักอธิบายกันว่า ผิวที่หยาบและหมองคล้ำเหมาะกับ AHA ส่วนรูขุมขนที่มีความมันปนเซลล์ผิวเก่าอุดตันเหมาะกับ BHA เหตุผลที่ไม่ต้องขัดถูแต่เซลล์ผิวก็หลุดออกได้เอง ก็เพราะเมื่อพันธะถูกคลายแล้ว เซลล์จะหลุดออกเองในตอนล้างหน้าหรือในกระบวนการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติ
ช่วงหลังมานี้มักมีการพูดถึง PHA (Polyhydroxy Acid กรดที่ทำงานคล้าย AHA แต่มีโมเลกุลใหญ่กว่า จึงซึมเข้าผิวได้ช้ากว่า) ควบคู่กันไปด้วย เพราะโมเลกุลที่ใหญ่จะซึมลึกทันทีไม่ได้ ต้องค่อย ๆ ทำปฏิกิริยาอยู่บริเวณผิวชั้นบน ทำให้ระคายเคืองน้อยกว่า AHA หรือ BHA แต่ในทางกลับกันก็ผลัดเซลล์ผิวได้ช้ากว่าเช่นกัน
วิธีไหนระคายเคืองน้อยกว่ากัน
การระคายเคืองจากวิธีทางกายภาพส่วนใหญ่มาจากแรงกดและรูปทรงของเม็ดสครับ ยิ่งถูแรงหรือเม็ดสครับยิ่งหยาบ ก็ยิ่งเสี่ยงเกิดรอยแตกเล็ก ๆ บนชั้นเคราติน ซึ่งรอยแตกนี้จะทำให้เกราะปกป้องผิวกักเก็บความชุ่มชื้นได้แย่ลง จุดอ่อนของวิธีทางกายภาพคือแรงที่ใช้ขึ้นอยู่กับมือของผู้ใช้ล้วน ๆ
ส่วนการระคายเคืองจากวิธีทางเคมีส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นและค่า pH (ความเป็นกรด-ด่าง ตัวเลขที่บอกระดับความเป็นกรด) ยิ่งความเข้มข้นสูงหรือค่า pH ต่ำ แรงคลายพันธะก็ยิ่งมาก และการระคายเคืองก็อาจมากขึ้นตามไปด้วย แต่วิธีทางเคมีสามารถประเมินความเข้มข้นได้จากตัวเลขบนฉลากผลิตภัณฑ์ในระดับหนึ่ง จึงถือว่าคาดการณ์และควบคุมการระคายเคืองได้ง่ายกว่าวิธีทางกายภาพที่ขึ้นอยู่กับแรงมือ
เกณฑ์การเลือกตามสภาพผิวแต่ละแบบ
ภาระที่ผิวได้รับจากทั้งสองวิธีจะต่างกันไปตามสภาพผิว ลองใช้เกณฑ์ต่อไปนี้เป็นแนวทาง
- ผิวมัน รูขุมขนอุดตันง่าย: เหมาะกับสารเคมีที่ละลายในน้ำมันอย่าง BHA เพราะความมันบนผิวก็เป็นน้ำมันอยู่แล้ว สารที่ละลายในน้ำมันเช่นกันจึงแทรกซึมตามเข้าไปถึงข้างในได้
- ผิวแห้ง ตึงบ่อย: AHA ความเข้มข้นอ่อน ๆ ให้ภาระน้อยกว่าแรงเสียดทาน เพราะแรงถูอาจยิ่งระคายเคืองเกราะผิวที่บางอยู่แล้ว ในขณะที่วิธีทางเคมีไม่ต้องใช้แรงกดก็ผลัดเซลล์ผิวได้
- ผิวแพ้ง่าย แดงบ่อย: แนะนำให้เริ่มทั้งสองวิธีด้วยความเข้มข้นต่ำก่อน เพราะเมื่อเกราะปกป้องผิวอ่อนแอลง ทั้งแรงเสียดทานและสารกรดต่างก็เป็นตัวกระตุ้นให้ระคายเคืองได้ทั้งคู่ การเริ่มด้วยความเข้มข้นต่ำและความถี่น้อยเพื่อดูปฏิกิริยาก่อนจึงปลอดภัยกว่า
- ผิวผสม: มักต้องปรับวิธีตามแต่ละบริเวณ เพราะบริเวณที่มันและบริเวณที่แห้งอยู่บนใบหน้าเดียวกัน ถ้าใช้วิธีเดียวทั่วทั้งหน้าเท่ากันหมด บริเวณหนึ่งก็มักได้รับมากเกินไป ในขณะที่อีกบริเวณหนึ่งได้รับน้อยเกินไป
ทำไมขัดผิวบ่อยเกินไปถึงยิ่งทำให้ผิวแย่ลง
การขัดผิวจะได้ผลก็ต่อเมื่อเจาะจงเอาแค่ส่วนที่ค้างอยู่ออกไปเท่านั้น แต่ถ้าเพิ่มความถี่มากขึ้น เซลล์ที่ยังไม่พร้อมหลุดก็จะถูกดันออกไปเรื่อย ๆ ด้วย จนชั้นเคราตินที่ควรทำหน้าที่ปกป้องผิวเองกลับบางลง
ชั้นเคราตินมักถูกเปรียบเหมือนกำแพงอิฐกับปูน ถ้าเซลล์ผิวเป็นก้อนอิฐ ไขมัน (lipid สารมันที่แทรกอยู่ระหว่างเซลล์ผิว) ที่คั่นอยู่ระหว่างเซลล์ก็ทำหน้าที่เหมือนปูน หากขัดผิวบ่อยเกินไป ไม่ใช่แค่อิฐที่หลุดออก แต่ไขมันที่ทำหน้าที่เป็นปูนก็ถูกล้างออกไปด้วย จนกำแพงทั้งกำแพงหลวมขึ้น ผลที่ตามมาคือความชุ่มชื้นระเหยออกง่ายขึ้น และสิ่งกระตุ้นจากภายนอกก็แทรกซึมเข้ามาง่ายขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแดงหรือแสบร้อนบ่อยขึ้นแทนที่จะดีขึ้น
วิธีดูแลผิวหลังขัดผิว
ทันทีหลังขัดผิวเสร็จ ชั้นเซลล์ผิวเก่าที่เคยคลุมผิวไว้จะบางลง ช่วงเวลานี้จะดูแลอย่างไรมีผลต่อผลลัพธ์ของการขัดผิวโดยตรง
แนะนำให้ทาผลิตภัณฑ์บำรุงที่เติมทั้งความชุ่มชื้นและน้ำมันต่อทันที เพราะผิวที่บางลงจะเสียความชุ่มชื้นเร็วกว่าปกติ และยังแนะนำให้ใส่ใจกับครีมกันแดดเป็นพิเศษหลังขัดผิว เพราะเมื่อชั้นเคราตินบางลง รังสียูวีก็ยิ่งซึมลึกเข้าไปในผิวได้ง่ายขึ้น
ควรค่อย ๆ เพิ่มความถี่ตามปฏิกิริยาที่ผิวแสดงออกมา และควรหลีกเลี่ยงการใช้วิธีทางกายภาพกับทางเคมีพร้อมกันในความเข้มข้นสูงตั้งแต่แรก เพราะถ้าใช้สองวิธีซ้อนกันในวันเดียว ภาระที่ชั้นเคราตินต้องรับจะรวมกันมากกว่าใช้แยกกัน การให้วิธีหนึ่งเข้าที่ก่อน แล้วค่อยเว้นระยะเพิ่มอีกวิธีทีหลัง จึงเป็นแนวทางที่ปลอดภัยกว่าสำหรับผิว
References
Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS).
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

หลักการที่กรดในการทำเคมิคัลพีลสลายเซลล์ผิวที่ตายแล้วเพื่อดูแลสิวและรอยดำ พร้อมความแตกต่างตามระดับความเข้มข้น
เคมิคัลพีลไม่ใช่การใช้กรดเผาผิว แต่เป็นการคลายพันธะของเซลล์ผิวที่พร้อมจะหลุดออกอยู่แล้ว เพื่อเร่งให้ผิวผลัดเซลล์เร็วขึ้น บทความนี้อธิบายความแตกต่างระหว่าง AHA กับ BHA และระยะเวลาฟื้นตัวตามความเข้มข้น ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย
By Dr. Lee

ทรีตเมนต์ Ionzyme หลักการขจัดเซลล์ผิวก่อนดันวิตามินเข้าผิวด้วยไอออนโตโฟรีซิสและอัลตราซาวด์
Ionzyme คือทรีตเมนต์ที่ขจัดชั้นเซลล์ผิวให้นุ่มขึ้นก่อน แล้วใช้กระแสไฟฟ้าแบบไอออนโตโฟรีซิสร่วมกับแรงสั่นสะเทือนอัลตราซาวด์ดันวิตามินและสารบำรุงต่างๆ เข้าสู่ผิวชั้นลึก บทความนี้สรุปหลักการที่ทำให้การดูดซึมดีกว่าการทาด้วยมือเฉยๆ พร้อมสารที่มักใช้ร่วมและข้อควรระวัง
By Dr. Kim

หลักการที่ยาปฏิชีวนะและไอโซเทรติโนอินสำหรับสิวออกฤทธิ์เล็งเป้าเชื้อแบคทีเรียกับต่อมไขมันต่างกันอย่างไร
ยาทานรักษาสิวแบ่งเป็นสองสายหลักคือยาปฏิชีวนะและไอโซเทรติโนอิน ซึ่งออกฤทธิ์ต่างกันโดยสิ้นเชิง ยาปฏิชีวนะจะลดเชื้อแบคทีเรียและการอักเสบที่เป็นต้นเหตุของสิว ส่วนไอโซเทรติโนอินจะลดขนาดต่อมไขมันเพื่อจัดการที่ต้นตอโดยตรง บทความนี้สรุปหลักการทำงานของยาทั้งสองตัวว่าทำไมจึงถูกเลือกใช้ในสถานการณ์ที่ต่างกัน
By Dr. Kim