prettytime
Skincare

หลักการทำงานของ Everwrinkle บูสเตอร์ PLLA ที่กระตุ้นไฟโบรบลาสต์สร้างคอลลาเจน ระยะเวลาเห็นผลและผลข้างเคียง

By Dr. Kim1 min read

พอพูดถึงหัตถการที่ช่วยกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ หลายคนมักนึกถึงร้อยไหมหรือฟิลเลอร์ชนิด PLLA อย่าง Sculptra เป็นอันดับแรก Everwrinkle ก็จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันนี้ เป็นไบโอสติมูเลเตอร์คอลลาเจนชนิด PLLA จากบริษัท Pharmaresearch ของเกาหลี ซึ่งไม่ได้ทำงานแบบดึงรั้งผิวให้ตึงจากภายนอกเหมือนการร้อยไหม แต่กระตุ้นให้ผิวชั้นในสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองทีละน้อย

เพราะมีคำว่า บูสเตอร์ ต่อท้ายชื่อ หลายคนจึงเข้าใจสับสนว่าเป็นสกินบูสเตอร์ที่ฉีดเติมความชุ่มชื้นให้ผิว แต่จริงๆ แล้วหัวใจของ Everwrinkle ไม่ใช่การเติมน้ำเข้าไปในผิว แต่คือการกระตุ้นให้เกิดคอลลาเจนใหม่ บทความนี้จะพาไปดูว่าทำไม PLLA ถึงช่วยสร้างคอลลาเจนได้ และ Everwrinkle กับ Everwrinkle V แตกต่างกันตรงไหน

Everwrinkle คือหัตถการแบบไหน

Everwrinkle เป็นสารฉีดกระตุ้นคอลลาเจนที่มีส่วนประกอบหลักคือ PLLA (Poly-L-Lactic Acid โพลีเมอร์ชีวภาพที่สลายตัวได้เองในร่างกายอย่างช้าๆ) บนกล่องผลิตภัณฑ์ระบุไว้ชัดเจนว่าเป็น absorbable PLLA dermal filler และในหนึ่งขวดบรรจุ PLLA อยู่ 217.7 มิลลิกรัม

แต่ผง PLLA เพียงอย่างเดียวไม่สามารถฉีดให้กระจายตัวสม่ำเสมอด้วยเข็มได้ ผลิตภัณฑ์จึงต้องมีส่วนประกอบเสริมที่ช่วยให้อนุภาค PLLA แขวนลอยอย่างสม่ำเสมอในของเหลว ได้แก่ CMC หรือ carboxymethylcellulose (สารที่มีความหนืดช่วยพยุงไม่ให้อนุภาคตกตะกอน) และ mannitol (น้ำตาลชนิดหนึ่งที่ช่วยไม่ให้อนุภาคจับตัวเป็นก้อน) ส่วนประกอบทั้งสองนี้ทำหน้าที่เป็นตัวพาที่ช่วยให้การฉีดทำได้ราบรื่นเท่านั้น ตัวจริงที่กระตุ้นคอลลาเจนคือ PLLA เพียงอย่างเดียว

PLLA กระตุ้นให้เกิดคอลลาเจนได้อย่างไร

เมื่ออนุภาค PLLA เข้าไปอยู่ในชั้นหนังแท้ ร่างกายจะจดจำอนุภาคเหล่านี้ว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม แมคโครฟาจ (เซลล์ภูมิคุ้มกันที่คอยลาดตระเวนกำจัดสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย) จึงเคลื่อนตัวเข้ามารวมตัวรอบอนุภาคและค่อยๆ ย่อยสลายมันไปทีละนิด คล้ายกับทีมทำความสะอาดที่มารวมตัวกันตรงจุดที่มีวัตถุแปลกปลอมวางอยู่

ระหว่างกระบวนการนี้ แมคโครฟาจจะปล่อยสัญญาณเรียกไฟโบรบลาสต์ (เซลล์ในผิวที่ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจน) ให้เคลื่อนตัวเข้ามาด้วย เมื่อไฟโบรบลาสต์ได้รับสัญญาณก็จะย้ายมายังจุดนั้นและเริ่มสร้างคอลลาเจนเส้นใยใหม่ เหมือนกับการหว่านเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ได้งอกทันที แต่ต้องรอเวลาให้รากและลำต้นค่อยๆ เติบโตขึ้นมา PLLA ก็เช่นกัน ไม่ได้ทำให้คอลลาเจนก่อตัวทันทีหลังฉีด แต่จะสะสมขึ้นทีละน้อยตลอดหลายสัปดาห์

คอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่นี้ทำหน้าที่เหมือนเสาค้ำยันให้ผิวจากด้านล่าง เมื่อมีเสาค้ำใหม่เกิดขึ้น ความยืดหยุ่นและความหนาของผิวก็จะค่อยๆ ดีขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเป็นกลไกที่แตกต่างจากฟิลเลอร์ที่เติมปริมาตรให้ทันทีโดยสิ้นเชิง ด้วยเหตุนี้การเปลี่ยนแปลงจึงมักเห็นชัดหลังผ่านไปหลายสัปดาห์ ไม่ใช่ทันทีหลังทำ

Everwrinkle กับ Everwrinkle V ต่างกันอย่างไร

Everwrinkle แบ่งเป็นสองไลน์ตามการใช้งาน สูตรพื้นฐานอย่าง Everwrinkle มี PLLA 217.7 มิลลิกรัมต่อขวด ส่วน Everwrinkle V มีความเข้มข้นสูงกว่าที่ 243.4 มิลลิกรัม เมื่อปริมาณ PLLA ต่างกัน แม้ฉีดในบริเวณเดียวกัน ระดับการกระตุ้นคอลลาเจนและความรู้สึกฟูของผิวก็จะแตกต่างกันไปด้วย

โดยทั่วไปแพทย์มักเลือกใช้สูตรพื้นฐานกับบริเวณที่ต้องการปรับผิวให้เรียบเนียนและกระชับในวงกว้างแต่ตื้น ส่วนบริเวณที่ต้องการเพิ่มวอลลุ่มมากขึ้นจะเลือกใช้สูตรที่มีความเข้มข้นสูงกว่า แม้แต่ในคนไข้คนเดียวกัน บางครั้งก็มีการใช้ทั้งสองไลน์ร่วมกัน เช่น บริเวณกว้างอย่างแก้มใช้สูตรหนึ่ง ส่วนร่องแก้มที่ต้องการความลึกใช้อีกสูตรหนึ่ง

การเลือกใช้ไลน์ไหนและปริมาณเท่าไรเป็นเรื่องที่แพทย์จะประเมินตามสภาพผิวและเป้าหมายของแต่ละคนในการปรึกษา จึงควรพูดคุยกับแพทย์เพื่อวางแผนให้เหมาะสม มากกว่าจะตัดสินใจล่วงหน้าเพียงลำพัง เพราะความเข้มข้นที่สูงกว่าไม่ได้หมายความว่าดีกว่าเสมอไป ต้องเลือกให้เหมาะกับตำแหน่งและเป้าหมายจึงจะได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ

ขั้นตอนการฉีดเป็นอย่างไร

ขั้นตอนการฉีด Everwrinkle ไม่ได้แตกต่างจากการฉีดกระตุ้นคอลลาเจนชนิดอื่นมากนัก แพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กหรือคานูล่า (เข็มปลายทู่ที่ไม่แหลมคม) ฉีดตื้นๆ หลายจุดในบริเวณที่ผิวเริ่มหย่อนคล้อย เช่น แก้ม หน้าผาก หรือลำคอ

แพทย์มักฉีดในปริมาณน้อยแต่กระจายหลายจุด แทนที่จะฉีดปริมาณมากในจุดเดียว เพราะหากอนุภาคจับตัวรวมกันในจุดใดจุดหนึ่ง ปฏิกิริยาของร่างกายก็จะรวมศูนย์อยู่ที่จุดนั้นและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดก้อนไต การฉีดตื้นและกระจายสม่ำเสมอจึงถือเป็นหลักพื้นฐานของการทำหัตถการนี้อย่างปลอดภัย และการใช้คานูล่าแทนเข็มแหลมยังช่วยลดจำนวนจุดที่ต้องแทงเข้าผิว ทำให้กระจายทั่วบริเวณกว้างได้โดยไม่ต้องแทงซ้ำในจุดเดิมหลายครั้ง

ระยะเวลาในการทำขึ้นอยู่กับบริเวณและขอบเขตที่ฉีด แต่โดยรวมแล้วไม่ได้ใช้เวลานาน แม้จะรวมเวลาทาครีมชาและรอให้ยาออกฤทธิ์ด้วยแล้วก็ตาม

ทำไมถึงเกิดก้อนไตและป้องกันได้อย่างไร

ปฏิกิริยาที่พบได้บ่อยที่สุดหลังฉีดคือบวม ช้ำ และปวดเล็กน้อย ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติจากการที่เข็มผ่านเข้าไปในผิว อาการเหล่านี้มักหายไปเองภายในไม่กี่วัน

ผลข้างเคียงที่ต้องระวังเป็นพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่ม PLLA คือก้อนไตที่เกิดขึ้นช้า เป็นก้อนแข็งที่คลำได้หลังฉีดผ่านไปหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน ซึ่งมีข้อมูลว่ามักเกิดจากอนุภาคที่กระจายตัวในเนื้อเยื่อไม่สม่ำเสมอและจับตัวเป็นก้อน แม้ CMC และ mannitol ใน Everwrinkle จะช่วยให้อนุภาคกระจายตัวสม่ำเสมอขึ้น แต่เทคนิคการฉีดและการเลือกตำแหน่งของแพทย์ผู้ทำก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลลัพธ์

นอกจากนี้ยังมีข้อควรรู้เพิ่มเติมดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการนวดกดแรงบริเวณที่ฉีด: เพราะหากอนุภาคที่เพิ่งฉีดเข้าไปยังไม่ทันตั้งตัวได้รับแรงกดก็อาจเคลื่อนตัวไปกองรวมกันด้านใดด้านหนึ่ง
  • ทำตามระยะห่างของการฉีดที่แพทย์กำหนด: การสะสมของคอลลาเจนต้องใช้เวลา หากฉีดถี่เกินไปอนุภาคอาจซ้อนทับกันจนเกิดปฏิกิริยาที่รุนแรงเกินไป
  • หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีการติดเชื้อหรือผิวอักเสบ: เพราะเมื่อสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในเนื้อเยื่อที่กำลังอักเสบอยู่แล้ว ปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายอาจขยายตัวไปในทิศทางที่คาดเดาได้ยาก

ผลลัพธ์เริ่มเห็นเมื่อไรและอยู่ได้นานแค่ไหน

Everwrinkle ไม่ใช่หัตถการที่ทำให้ผิวตึงกระชับทันทีในวันที่ฉีด หลังอาการบวมช่วงแรกยุบลง ผิวอาจดูแบนราบไปสักพักด้วยซ้ำ แต่ในช่วงนั้นเองที่ไฟโบรบลาสต์ในผิวชั้นในกำลังเริ่มสร้างคอลลาเจนขึ้นมา ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงจึงค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปหลายสัปดาห์

PLLA เป็นวัสดุที่ใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะสลายตัวหมดในร่างกาย ระหว่างนั้นคอลลาเจนก็จะยังคงถูกสร้างขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ความยืดหยุ่นของผิวค่อยๆ ดีขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ความเร็วและระดับของปฏิกิริยานี้แตกต่างกันไปในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับอายุ สภาพผิว ปริมาณ และตำแหน่งที่ฉีด จึงยากที่จะระบุระยะเวลาผลลัพธ์เป็นตัวเลขที่ตายตัว

การกระตุ้นคอลลาเจนด้วย Everwrinkle มักออกแบบมาให้เห็นผลจากการฉีดซ้ำหลายครั้งห่างกันไม่กี่สัปดาห์ มากกว่าจะจบในครั้งเดียว ทุกครั้งที่ฉีดจะเพิ่มการกระตุ้นใหม่เข้าไป และเมื่อการกระตุ้นเหล่านี้ซ้อนทับกัน การเปลี่ยนแปลงด้านความยืดหยุ่นโดยรวมก็จะยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้แพทย์จึงมักแนะนำให้ทำตามแผนที่กำหนดไว้เป็นชุด มากกว่าจะทำเพียงครั้งเดียว

หลังฉีดต้องดูแลตัวเองอย่างไร

หัวใจสำคัญของการดูแลหลังฉีดคือการไม่รบกวนอนุภาคที่เพิ่งฉีดเข้าไปและปฏิกิริยาสร้างคอลลาเจนที่กำลังเกิดขึ้น ในวันที่ฉีดควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีความร้อนสูง เช่น ซาวน่าหรือห้องอบไอน้ำ เพราะความร้อนอาจทำให้เนื้อเยื่อบวมและคลายตัว ส่งผลให้ตำแหน่งของอนุภาคเคลื่อนที่ได้

นอกจากนี้ในช่วงไม่กี่วันแรกหลังฉีดควรลดการสัมผัสแสงแดดที่รุนแรง เพราะรังสี UV มีฤทธิ์ทำลายคอลลาเจน หากป้องกันด้วยครีมกันแดดจะช่วยไม่ให้ไปหักล้างกับคอลลาเจนที่กำลังสร้างขึ้นใหม่ อาการบวมหรือช้ำโดยทั่วไปจะค่อยๆ หายไปเองตามเวลา แต่ความเร็วในการฟื้นตัวจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน

References

Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS)

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

หลักการที่ MGF โกรทแฟกเตอร์ในเข็มเบบี้กระตุ้นเซลล์ผิวให้สร้างคอลลาเจน พร้อมวิธีดูแลหลังทำ

เข็มเบบี้คือหัตถการที่ใช้เข็มขนาดจิ๋วนำโกรทแฟกเตอร์เข้าสู่ผิวเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน หนึ่งในนั้นคือ MGF ซึ่งเป็นโกรทแฟกเตอร์ที่ร่างกายสร้างขึ้นเองเมื่อเนื้อเยื่อได้รับความเสียหาย ทำหน้าที่ส่งสัญญาณฟื้นฟูไปยังเซลล์ บทความนี้อธิบายกลไกการทำงานบนผิวและความแตกต่างจากโกรทแฟกเตอร์ตัวอื่น

By Dr. Lee

Skincare

หลักการที่บูสเตอร์น้ำเลี้ยงสเต็มเซลล์ NovaStem ช่วยฟื้นฟูผิวด้วยโกรทแฟกเตอร์ และวิธีดูแลผิว

บูสเตอร์น้ำเลี้ยงสเต็มเซลล์ NovaStem ไม่ใช่เซลล์ที่มีชีวิต แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่รวบรวมโกรทแฟกเตอร์และสารสื่อสัญญาณที่เซลล์ปล่อยออกมาระหว่างการเพาะเลี้ยง บทความนี้อธิบายหลักการว่าสารเหล่านี้ส่งสัญญาณอย่างไรให้เซลล์ในผิวเกิดปฏิกิริยาฟื้นฟู และแตกต่างจากการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ที่มีชีวิตอย่างไร

By Dr. Kim

Botox

หลักการโบท็อกซ์หางตาคลายตีนกา ปริมาณมาตรฐาน ระยะเวลาที่ผลอยู่ได้ และข้อควรระวัง

สรุปหลักการที่โบท็อกซ์บริเวณหางตาช่วยคลายตีนกา ตั้งแต่วิธีลดแรงบีบของกล้ามเนื้อรอบดวงตาที่พับผิวตอนยิ้มจนริ้วรอยตื้นขึ้น ปริมาณมาตรฐานรวม 24 ยูนิตสองข้างและตำแหน่งที่ฉีด ช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผลและระยะเวลาที่อยู่ได้ราว 4 เดือน ข้อจำกัดของริ้วรอยขาดลึกแบบคงที่ ไปจนถึงผลข้างเคียงและข้อควรระวัง อ้างอิงตัวเลขจากงานวิจัยจริงทั้งหมด

By Dr. Kim

Back to articles