prettytime
Filler

หลักการทำงานของฟิลเลอร์ Ellanse ระยะเวลาคงอยู่แต่ละไทป์ ไปจนถึงผลข้างเคียง สรุปครบตามหลักฐานวิชาการ

By Dr. Lee3 min read

เมื่อแก้มเริ่มยุบเล็กน้อยหรือร่องแก้มเริ่มชัดขึ้น หลายคนมองหาหัตถการที่ช่วยเติมเต็มจุดนั้นได้นาน ๆ Ellanse เป็นฟิลเลอร์ที่มักถูกพูดถึงในเรื่องนี้ หลังฉีดเนื้อเจลจะเข้าไปเติมวอลลุ่มทันที และเมื่อเวลาผ่านไปคอลลาเจนใต้ผิวจะค่อย ๆ ถูกสร้างขึ้นใหม่ทำให้ผลลัพธ์ต่อเนื่อง ต่างจากหัตถการกระตุ้นคอลลาเจนแบบอื่นตรงที่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่วันที่ฉีด แต่ก็ยังคงอยู่ได้นานกว่า 1 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม จุดที่ต้องรู้ก่อนทำคือไม่สามารถสลายด้วยไฮยาลูโรนิเดสได้ บทความนี้จะสรุปให้ว่า Ellanse ทำงานด้วยหลักการอย่างไร ประสิทธิภาพและระยะเวลาคงอยู่มีหลักฐานยืนยันมากน้อยแค่ไหน และแตกต่างจากฟิลเลอร์ตัวอื่นอย่างไร โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว

กล่องผลิตภัณฑ์ฟิลเลอร์ Ellanse (ELLANSÉ)

Ellanse ผลิตจากส่วนประกอบอะไรกันแน่?

Ellanse เป็นฟิลเลอร์ที่ผสมไมโครสเฟียร์จากสาร PCL (โพลีคาโปรแลคโตน) เข้ากับเจล CMC ในส่วนประกอบทั้งหมด ไมโครสเฟียร์คิดเป็นประมาณ 30% ส่วนที่เหลืออีกราว 70% คือเจล CMC ขนาดของไมโครสเฟียร์แต่ละอนุภาคเล็กมาก อยู่ที่ 25–50µm

ผลิตภัณฑ์นี้ผลิตโดยบริษัท Sinclair จากประเทศอังกฤษ ต่างจากฟิลเลอร์กรดไฮยาลูรอนิก (HA) ที่เข้าไปเติมเต็มพื้นที่เฉยๆ Ellanse จัดอยู่ในกลุ่มไบโอสติมูเลเตอร์ (ฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจน) ที่กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่สารที่คงอยู่ถาวร เมื่อเวลาผ่านไปร่างกายจะค่อย ๆ สลายสารนี้ไป

มีจุดหนึ่งที่ต้องรู้ไว้เสมอ ไฮยาลูโรนิเดสเป็นเอนไซม์ที่ใช้สลายฟิลเลอร์ HA แต่ไม่มีผลกับสาร PCL เลย นั่นหมายความว่าหลังฉีด Ellanse แล้ว หากเปลี่ยนใจก็ไม่มีวิธีย้อนกลับได้ทันที ในเกาหลีใต้ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (MFDS) ให้ใช้งานได้ แต่ยังไม่ได้รับการรับรองจาก FDA สหรัฐฯ

มักใช้กับบริเวณที่ต้องการวอลลุ่ม เช่น แก้ม ขมับ ร่องแก้ม และแนวกราม เนื่องจากเป็นเนื้อเจล จึงฉีดด้วยเข็มฉีดยาเข้าชั้นหนังแท้ลึกหรือชั้นไขมันใต้ผิวหนัง โดยเลือกใช้เข็มหรือแคนนูล่าตามบริเวณที่ทำ แม้ส่วนประกอบจะต่างจากฟิลเลอร์ HA แต่ตัวหัตถการเองก็คล้ายกันตรงที่สามารถทำได้ทันทีหลังปรึกษาแพทย์ที่คลินิก

Ellanse ทำงานเป็นสองขั้นตอน ทันทีหลังฉีด เจล CMC จะเข้าไปเติมเต็มพื้นที่นั้นทำให้เกิดวอลลุ่มทันที ระหว่างช่วงไม่กี่สัปดาห์จนถึง 3 เดือนที่เจลค่อย ๆ ถูกดูดซึม ไมโครสเฟียร์ PCL ที่เหลืออยู่จะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ เมื่อเจลสลายไป คอลลาเจนที่เกิดขึ้นใหม่จะเข้ามาแทนที่ ทำให้วอลลุ่มไม่ยุบลงฉับพลันแต่ค่อยเป็นค่อยไปอย่างเป็นธรรมชาติ
Ellanse ทำงานเป็นสองขั้นตอน ทันทีหลังฉีด เจล CMC จะเข้าไปเติมเต็มพื้นที่นั้นทำให้เกิดวอลลุ่มทันที ระหว่างช่วงไม่กี่สัปดาห์จนถึง 3 เดือนที่เจลค่อย ๆ ถูกดูดซึม ไมโครสเฟียร์ PCL ที่เหลืออยู่จะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ เมื่อเจลสลายไป คอลลาเจนที่เกิดขึ้นใหม่จะเข้ามาแทนที่ ทำให้วอลลุ่มไม่ยุบลงฉับพลันแต่ค่อยเป็นค่อยไปอย่างเป็นธรรมชาติ

วอลลุ่มและคอลลาเจนถูกเติมเต็มตามลำดับอย่างไร?

ผลลัพธ์ของ Ellanse แบ่งออกเป็นสองขั้นตอน ขั้นแรกทันทีหลังฉีด เจล CMC จะเข้าไปเติมเต็มพื้นที่นั้นทำให้เกิดวอลลุ่มทันที นี่คือเหตุผลที่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่วันที่ทำ

หลังจากนั้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์จนถึง 3 เดือน เจล CMC จะค่อย ๆ ถูกดูดซึมและหายไป ในช่วงนี้ไมโครสเฟียร์ PCL ที่ยังคงอยู่จะทำหน้าที่เป็นโครงยึดกระตุ้นไฟโบรบลาสต์ในผิวหนัง ส่งผลให้เริ่มมีการสร้างคอลลาเจนชนิดที่ 1 ขึ้นใหม่

การสร้างคอลลาเจนจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามเวลา และพบว่าออกฤทธิ์มากที่สุดในช่วงประมาณสัปดาห์ที่ 12 (3 เดือน) มีงานวิจัยที่ตรวจชิ้นเนื้อหลังทำหัตถการ 6 เดือน แล้วพบว่าคอลลาเจนชนิดที่ 1 เพิ่มขึ้นจริง เนื่องจากคอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่เข้ามาแทนที่บริเวณที่เจลสลายไป ผลลัพธ์จึงไม่ยุบฮวบในช่วงที่วอลลุ่มเริ่มแรกลดลง

ด้วยลำดับการทำงานแบบนี้ ความรู้สึกในวันที่ทำกับหลังจากผ่านไปหลายเดือนจึงต่างกันเล็กน้อย ช่วงแรกวอลลุ่มมาจากเจล อาจให้ความรู้สึกอิ่มฟูสักหน่อย จากนั้นในช่วงหลายเดือนที่เจลสลายและคอลลาเจนเข้ามาแทนที่ ใบหน้าจะค่อย ๆ ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ค่อยเป็นค่อยไปอย่างเป็นธรรมชาติ มากกว่าผลลัพธ์ที่สมบูรณ์ทันที

ภาพที่สื่อถึงความคาดหวังวอลลุ่มที่เป็นธรรมชาติจากฟิลเลอร์ Ellanse

Ellanse แบ่งเป็นไทป์ S, M, L, E ตามความยาวของสายโซ่ไมโครสเฟียร์ ตามสเปกที่ผู้ผลิตระบุไว้อยู่ที่ประมาณ 1 ปีจนถึง 4 ปี แต่หลักฐานทางคลินิกที่ยืนยันได้จริงมีระยะเวลาสั้นกว่านั้น โดยที่ 12 เดือนพบว่าคงประสิทธิภาพไว้ได้ประมาณ 90% และช่วงที่มีหลักฐานสะสมมากที่สุดอยู่ที่ราว 2 ปี กราฟนี้แสดงทั้งสเปกจากผู้ผลิตและอัตราการคงอยู่ที่ยืนยันได้ทางคลินิก
Ellanse แบ่งเป็นไทป์ S, M, L, E ตามความยาวของสายโซ่ไมโครสเฟียร์ ตามสเปกที่ผู้ผลิตระบุไว้อยู่ที่ประมาณ 1 ปีจนถึง 4 ปี แต่หลักฐานทางคลินิกที่ยืนยันได้จริงมีระยะเวลาสั้นกว่านั้น โดยที่ 12 เดือนพบว่าคงประสิทธิภาพไว้ได้ประมาณ 90% และช่วงที่มีหลักฐานสะสมมากที่สุดอยู่ที่ราว 2 ปี กราฟนี้แสดงทั้งสเปกจากผู้ผลิตและอัตราการคงอยู่ที่ยืนยันได้ทางคลินิก

ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานแค่ไหน?

Ellanse แบ่งออกเป็น 4 ไทป์ คือ S, M, L, E โดยระยะเวลาคงอยู่จะแตกต่างกันตามความยาวของสายโซ่ที่ใช้ผลิตไมโครสเฟียร์ ตามสเปกที่ผู้ผลิตระบุไว้ ไทป์ S อยู่ได้ประมาณ 1 ปี ไทป์ M ประมาณ 2 ปี ไทป์ L ประมาณ 3 ปี และไทป์ E นานสุดถึงประมาณ 4 ปี

อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 1–4 ปีนี้เป็นสเปกที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ จึงควรแยกพิจารณาต่างหาก หลักฐานที่ยืนยันได้จริงทางคลินิกมาจากงานวิจัยที่มีระยะเวลาติดตามสั้นกว่านั้น ในงานวิจัยเปรียบเทียบแบบสุ่มระยะเวลา 24 เดือน กับกลุ่มตัวอย่าง 40 คน พบว่าที่ 12 เดือนหลังทำหัตถการ ยังคงประสิทธิภาพไว้ได้ในอัตรา 90% และ 91.4%

ในงานวิจัยเดียวกัน ความพึงพอใจที่ 24 เดือนอยู่ที่ 72.4% และ 81.7% ตัวเลข 1–4 ปีตามสเปกของผู้ผลิตควรเข้าใจว่าเป็นค่าสูงสุดเชิงทฤษฎีตามแต่ละไทป์ ส่วนช่วงที่มีหลักฐานยืนยันจริงอยู่ที่ประมาณ 2 ปี ถึงอย่างนั้นก็ยังถือว่าคงอยู่ได้นานกว่าฟิลเลอร์ชนิดอื่นโดยเปรียบเทียบ

การเลือกไทป์จะพิจารณาทั้งบริเวณที่ทำและระยะเวลาที่ต้องการให้คงอยู่ควบคู่กัน เช่น บริเวณที่ขยับเยอะและต้องการความเป็นธรรมชาติอย่างแก้ม มักเลือกไทป์ที่คงอยู่สั้นกว่า ส่วนบริเวณที่ต้องการให้อยู่นาน เช่น แนวกรามหรือข้างจมูก มักเลือกไทป์ที่คงอยู่นานกว่า แต่ไม่ว่าจะไทป์ไหน ผลลัพธ์ก็ไม่ได้ปรากฏเต็มที่ในครั้งเดียว แต่จะค่อย ๆ เข้าที่ในช่วงหลายเดือนเหมือนกัน

ในงานวิจัยที่ติดตามร่องแก้มเป็นเวลา 12 เดือน กลุ่มที่ใช้ Ellanse มีอัตราการปรับปรุงริ้วรอยสูงถึง 88.8% ซึ่งมากกว่ากลุ่มที่ใช้ฟิลเลอร์ HA ที่ทำได้ 23.8% อย่างชัดเจน HA เริ่มถูกดูดซึมและประสิทธิภาพลดลงตั้งแต่ช่วง 3 เดือน ในขณะที่ Ellanse ยังคงมีคอลลาเจนสร้างขึ้นต่อเนื่องทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานกว่า ยิ่งความต่างของแท่งกราฟมาก ยิ่งหมายถึงความต่างของผลลัพธ์ที่ 12 เดือนมาก
ในงานวิจัยที่ติดตามร่องแก้มเป็นเวลา 12 เดือน กลุ่มที่ใช้ Ellanse มีอัตราการปรับปรุงริ้วรอยสูงถึง 88.8% ซึ่งมากกว่ากลุ่มที่ใช้ฟิลเลอร์ HA ที่ทำได้ 23.8% อย่างชัดเจน HA เริ่มถูกดูดซึมและประสิทธิภาพลดลงตั้งแต่ช่วง 3 เดือน ในขณะที่ Ellanse ยังคงมีคอลลาเจนสร้างขึ้นต่อเนื่องทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานกว่า ยิ่งความต่างของแท่งกราฟมาก ยิ่งหมายถึงความต่างของผลลัพธ์ที่ 12 เดือนมาก

ผลลัพธ์ในการลดร่องแก้มมีหลักฐานยืนยันหรือไม่?

ในบรรดางานวิจัยที่ตรวจสอบประสิทธิภาพของ Ellanse มีงานหนึ่งที่ศึกษาเรื่องร่องแก้มโดยเฉพาะ แบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็นสองกลุ่ม กลุ่มละ 80 คน กลุ่มหนึ่งฉีด Ellanse อีกกลุ่มฉีดฟิลเลอร์ HA แล้วติดตามผลเป็นเวลา 12 เดือน

ที่ 12 เดือน อัตราการปรับปรุงริ้วรอยของกลุ่ม Ellanse อยู่ที่ 88.8% ส่วนกลุ่ม HA อยู่ที่ 23.8% ซึ่งเป็นความแตกต่างที่ชัดเจนทางสถิติ กลุ่ม HA เริ่มมีประสิทธิภาพลดลงตั้งแต่ช่วง 3 เดือนหลังทำหัตถการ ในขณะที่กลุ่ม Ellanse ตีความได้ว่าผลลัพธ์คงอยู่ได้นานกว่าเพราะมีคอลลาเจนสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง

งานวิจัยอื่นพบว่าไทป์ M ของ Ellanse ให้ผลลัพธ์ไม่ด้อยไปกว่าตัวเปรียบเทียบเลย นอกจากนี้ยังมีรายงานผู้ป่วยขนาดเล็กจำนวน 9 ราย ที่พบว่าวอลลุ่มเพิ่มขึ้นถึง 50–150% หลังผ่านไป 2 ปี แต่เนื่องจากเป็นกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กจึงยากที่จะสรุปเป็นค่าเฉลี่ยทั่วไป หลักฐานที่ว่าการกระตุ้นคอลลาเจนนำไปสู่การปรับปรุงจริงจึงค่อย ๆ สะสมเพิ่มขึ้นทีละงานวิจัยแบบนี้

WSRS ที่ใช้ในงานวิจัยร่องแก้มนี้เป็นวิธีประเมินที่ให้คะแนนความลึกของริ้วรอยเพื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังทำหัตถการ เนื่องจากทั้งสองกลุ่มเริ่มต้นด้วยระดับริ้วรอยที่ใกล้เคียงกันก่อนทำ ความแตกต่างที่เกิดขึ้นหลัง 12 เดือนจึงตีความได้ว่ามาจากความต่างของระยะเวลาคงอยู่ของตัวผลิตภัณฑ์เอง HA เติมวอลลุ่มได้เร็วในช่วงแรกแต่ค่อย ๆ ถูกดูดซึมไปตามเวลา ส่วน Ellanse มีคอลลาเจนสร้างขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานกว่า

จากข้อมูลการฉีดของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคนเดียวรวม 1,111 ครั้ง พบว่าอาการบวมที่ยังคงอยู่เกิน 2 สัปดาห์ 4.5% รอยช้ำ 2.7% บวมที่แก้ม 0.72% ก้อนไตชั่วคราว 0.45% และไม่พบปัญหาหลอดเลือดหรือการติดเชื้อเลย โดยรวมถือว่าพบได้น้อยและอาการไม่รุนแรง แต่เนื่องจากเป็นผลลัพธ์จากแพทย์ที่มีประสบการณ์สูงเพียงคนเดียว จึงยากที่จะสรุปว่าอัตราการเกิดก้อนไตจะต่ำแบบนี้เสมอไป
จากข้อมูลการฉีดของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคนเดียวรวม 1,111 ครั้ง พบว่าอาการบวมที่ยังคงอยู่เกิน 2 สัปดาห์ 4.5% รอยช้ำ 2.7% บวมที่แก้ม 0.72% ก้อนไตชั่วคราว 0.45% และไม่พบปัญหาหลอดเลือดหรือการติดเชื้อเลย โดยรวมถือว่าพบได้น้อยและอาการไม่รุนแรง แต่เนื่องจากเป็นผลลัพธ์จากแพทย์ที่มีประสบการณ์สูงเพียงคนเดียว จึงยากที่จะสรุปว่าอัตราการเกิดก้อนไตจะต่ำแบบนี้เสมอไป

การย้อนกลับไม่ได้ กับความเสี่ยงผลข้างเคียงมีมากแค่ไหน?

ฟิลเลอร์ HA หากไม่พอใจผลลัพธ์หรือเกิดปัญหา สามารถฉีดไฮยาลูโรนิเดสเพื่อสลายคืนได้ในวันเดียวกัน แต่วิธีนี้ใช้ไม่ได้กับ Ellanse เมื่อฉีดเข้าไปแล้วจะคงอยู่จนกว่าร่างกายจะสลายไปเองตามธรรมชาติ

ด้วยเหตุนี้ หากตำแหน่งที่ฉีดคลาดเคลื่อนเล็กน้อย หรือเกิดก้อนไตหรือปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือด การแก้ไขจะยุ่งยากกว่ามาก จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ควรเลือกทำกับแพทย์ที่มีความรู้ด้านกายวิภาคและมีประสบการณ์สูง รวมถึงต้องพิจารณาบริเวณและปริมาณที่ฉีดอย่างรอบคอบ

จากข้อมูลการฉีดของแพทย์ที่มีประสบการณ์สูงคนเดียวรวม 1,111 ครั้ง พบว่าอาการบวมที่ยังคงอยู่เกิน 2 สัปดาห์เกิดขึ้น 4.5% รอยช้ำ 2.7% บวมบริเวณแก้ม 0.72% และก้อนไตชั่วคราว 0.45% โดยไม่พบปัญหาหลอดเลือด ก้อนเนื้ออักเสบ (granuloma) หรือการติดเชื้อเลย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้มาจากแพทย์ที่มีประสบการณ์สูงเพียงคนเดียว จึงยากจะสรุปว่าอัตราการเกิดก้อนไตจะต่ำแบบนี้เสมอไป มีรายงานพบก้อนไตหรือปฏิกิริยาต่อสิ่งแปลกปลอมที่เกิดขึ้นภายหลังนานถึง 9 เดือนหรือ 3 ปีหลังทำหัตถการในบางกรณี จึงควรติดตามผลกับแพทย์อย่างสม่ำเสมอแม้หลังทำหัตถการไปแล้ว

การทำความเข้าใจโครงสร้างหลอดเลือดบนใบหน้าอย่างละเอียดในขั้นตอนปรึกษา และการไม่ฉีดปริมาณมากเกินไปในครั้งเดียว ก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผลลัพธ์ที่ปลอดภัยเช่นกัน เมื่อคำนึงว่าเป็นฟิลเลอร์ที่ย้อนกลับไม่ได้ การตัดสินใจเรื่องบริเวณและปริมาณที่ฉีดจึงควรฟังคำอธิบายจากแพทย์ให้ครบถ้วนในขั้นตอนปรึกษา มากกว่าจะรีบตัดสินใจ จะทำให้อุ่นใจกว่า

แตกต่างจาก Sculptra, Radiesse และฟิลเลอร์ HA อย่างไร?

แม้จะเป็นฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจนเหมือนกัน แต่ Ellanse, Sculptra และ Radiesse ก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกันเล็กน้อย สรุปไว้ในตารางด้านล่างนี้

หัวข้อEllanse (PCL)Sculptra (PLLA)Radiesse (CaHA)ฟิลเลอร์ HA
วอลลุ่มทันทีมีไม่มีมีมี
กลไกการทำงานไมโครสเฟียร์ PCL กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่PLLA กระตุ้นเฉพาะการสร้างคอลลาเจนใหม่เติมวอลลุ่มทันที + กระตุ้นคอลลาเจนเติมเต็มวอลลุ่ม ไม่กระตุ้นคอลลาเจน
ระยะเวลาคงอยู่1–4 ปีประมาณ 24 เดือน12–18 เดือน6–18 เดือน
การย้อนกลับทำไม่ได้ทำไม่ได้ทำไม่ได้ทำได้

Radiesse เป็นสาร CaHA ที่ให้วอลลุ่มทันทีหลังฉีดเหมือน Ellanse และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปพร้อมกัน แต่ระยะเวลาคงอยู่สั้นกว่า Ellanse เล็กน้อยที่ 12–18 เดือน ส่วน Sculptra เป็นสาร PLLA ที่ไม่มีผลวอลลุ่มทันที หลังฉีดในช่วงแรกจึงแทบไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง แล้วคอลลาเจนจะค่อย ๆ เติมเต็มในช่วงหลายสัปดาห์ต่อจากนั้น จึงเหมาะกับการรอผลลัพธ์ระยะยาวมากกว่าการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ทันที

แพ็กเกจผลิตภัณฑ์ฟิลเลอร์ Ellanse (ELLANSÉ)

ฟิลเลอร์ HA ไม่กระตุ้นคอลลาเจน แต่เน้นเติมเต็มพื้นที่โดยตรง ระยะเวลาคงอยู่จึงมักอยู่ที่ 6–18 เดือน แต่มีข้อดีด้านความปลอดภัยตรงที่สามารถสลายด้วยไฮยาลูโรนิเดสได้ตลอดเวลา หากต้องการรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันแรกและอยากให้อยู่ได้นาน Ellanse หรือ Radiesse ก็เหมาะสม หากต้องการให้ค่อย ๆ เติมเต็มอย่างเป็นธรรมชาติ Sculptra ก็ตอบโจทย์ ส่วนใครที่อยากเผื่อทางเลือกไว้เผื่อเปลี่ยนใจ ฟิลเลอร์ HA ที่ย้อนกลับได้ก็เหมาะกว่า Ellanse มีจุดเด่นเรื่องวอลลุ่มทันที ระยะเวลาคงอยู่นาน และปรับได้ตามไทป์ แต่จุดที่ชัดเจนที่สุดคือย้อนกลับไม่ได้ ดังนั้นควรทำความเข้าใจส่วนนี้ให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจเลือก

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

สกินไวว์ HA สกินบูสเตอร์ที่ฟื้นฟูผิวชุ่มชื้นและกระจ่างใส โดยไม่เปลี่ยนโครงหน้า

สกินไวว์ไม่ใช่ฟิลเลอร์เติมวอลุ่ม แต่เป็นสกินบูสเตอร์ที่ฉีด HA ปริมาณน้อยเข้าชั้นตื้นของผิวหนังเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและความกระจ่างใสจากภายใน รวบรวมข้อมูลประสิทธิภาพ ระยะเวลา ความพึงพอใจ และความต่างจากเบโลเทโร รีไวว์ไว้ครบถ้วน

By Dr. Kim

Filler

Restylane ฟิลเลอร์มีกี่ชนิด Lyft Defyne Refyne Kysse ต่างกันยังไง และควรเลือกตัวไหน?

Restylane คืออะไร เทคโนโลยี NASHA ที่แข็งแน่นกับ OBT ที่นุ่มยืดหยุ่นต่างกันตรงไหน Lyft, Defyne, Refyne, Kysse ใช้กับส่วนไหนบ้าง อธิบายครบเป็นตาราง พร้อมผลลัพธ์ ระยะเวลา ผลข้างเคียง และวิธีแก้ไขถ้ามีปัญหา

By Dr. Lee

Skincare

Rejuran, Juvelook หรือ Re2o ดีกว่ากัน? เปรียบส่วนผสม ผล และผลข้างเคียงก่อนเลือก Skin Booster

Rejuran, Juvelook และ Re2o ถูกเรียกรวมว่า skin booster แต่ส่วนผสม กลไกการออกฤทธิ์ และหลักฐานทางคลินิกที่สะสมมานั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง สรุปเฉพาะข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว เพื่อช่วยให้เลือกได้ตรงกับปัญหาผิว

By Dr. Lee

Back to articles