ฟิลเลอร์ Ellanse กับฟิลเลอร์ HA ต่างกันอย่างไร เปรียบเทียบระยะเวลาคงอยู่และผลลัพธ์
By Dr. Lee3 min read

เมื่อแก้มเริ่มยุบเล็กน้อยหรือร่องแก้มเริ่มชัดขึ้น หลายคนมองหาหัตถการที่ช่วยเติมเต็มจุดนั้นได้นาน ๆ Ellanse เป็นฟิลเลอร์ที่มักถูกพูดถึงในเรื่องนี้ หลังฉีดเนื้อเจลจะเข้าไปเติมวอลลุ่มทันที และเมื่อเวลาผ่านไปคอลลาเจนใต้ผิวจะค่อย ๆ ถูกสร้างขึ้นใหม่ทำให้ผลลัพธ์ต่อเนื่อง ต่างจากหัตถการกระตุ้นคอลลาเจนแบบอื่นตรงที่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่วันที่ฉีด แต่ก็ยังคงอยู่ได้นานกว่า 1 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม จุดที่ต้องรู้ก่อนทำคือไม่สามารถสลายด้วยไฮยาลูโรนิเดสได้ บทความนี้จะสรุปให้ว่า Ellanse ทำงานด้วยหลักการอย่างไร ประสิทธิภาพและระยะเวลาคงอยู่มีหลักฐานยืนยันมากน้อยแค่ไหน และแตกต่างจากฟิลเลอร์ตัวอื่นอย่างไร โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว

Ellanse เป็นฟิลเลอร์ที่ทำจากส่วนผสมอะไร?
Ellanse เป็นฟิลเลอร์ที่ผสมไมโครสเฟียร์จากสาร PCL (โพลีคาโปรแลคโตน) เข้ากับเจล CMC โดยไมโครสเฟียร์คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของส่วนประกอบทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีกราว 70% คือเจล CMC ขนาดของไมโครสเฟียร์แต่ละอนุภาคเล็กมาก อยู่ที่ 25–50µm
ผลิตภัณฑ์นี้ผลิตโดยบริษัท Sinclair จากประเทศอังกฤษ ต่างจากฟิลเลอร์กรดไฮยาลูรอนิก (HA) ที่เข้าไปเติมเต็มพื้นที่เฉย ๆ Ellanse จัดอยู่ในกลุ่มไบโอสติมูเลเตอร์ (ฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจน) ที่กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเอง อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่สารที่คงอยู่ถาวร เมื่อเวลาผ่านไปร่างกายจะค่อย ๆ สลายสารนี้ไป
มีจุดหนึ่งที่ต้องรู้ไว้เสมอ ไฮยาลูโรนิเดสเป็นเอนไซม์ที่ใช้สลายฟิลเลอร์ HA แต่ไม่มีผลกับสาร PCL เลย นั่นหมายความว่าหลังฉีด Ellanse แล้ว หากเปลี่ยนใจก็ไม่มีวิธีย้อนกลับได้ทันที ในเกาหลีใต้ผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (MFDS) ให้ใช้งานได้ แต่ยังไม่ได้รับการรับรองจาก FDA สหรัฐฯ
มักใช้กับบริเวณที่ต้องการวอลลุ่ม เช่น แก้ม ขมับ ร่องแก้ม และแนวกราม เนื่องจากเป็นเนื้อเจล จึงฉีดเข้าชั้นหนังแท้ลึกหรือชั้นไขมันใต้ผิวหนัง โดยเลือกใช้เข็มหรือแคนนูล่าตามบริเวณที่ทำ แม้ส่วนประกอบจะต่างจากฟิลเลอร์ HA แต่ตัวหัตถการเองก็คล้ายกันตรงที่สามารถทำได้ทันทีหลังปรึกษาแพทย์ที่คลินิก

ลำดับที่เจลสลายและคอลลาเจนเข้ามาเติม
ผลลัพธ์ของ Ellanse แบ่งออกเป็นสองขั้นตอน ขั้นแรกทันทีหลังฉีด เจล CMC จะเข้าไปเติมเต็มพื้นที่นั้นทำให้เกิดวอลลุ่มทันที นี่คือเหตุผลที่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่วันที่ทำ
หลังจากนั้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์จนถึง 3 เดือน เจล CMC จะค่อย ๆ ถูกดูดซึมและหายไป ในช่วงนี้ไมโครสเฟียร์ PCL ที่ยังคงอยู่จะทำหน้าที่เป็นโครงยึดที่กระตุ้นไฟโบรบลาสต์ในผิวหนัง ส่งผลให้เริ่มมีการสร้างคอลลาเจนชนิดที่ 1 ขึ้นใหม่
การสร้างคอลลาเจนจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามเวลา และพบว่ามีการสร้างคอลลาเจนมากที่สุดในช่วงประมาณสัปดาห์ที่ 12 (3 เดือน) มีงานวิจัยที่ตรวจชิ้นเนื้อหลังทำหัตถการ 6 เดือน แล้วพบว่าคอลลาเจนชนิดที่ 1 เพิ่มขึ้นจริง เนื่องจากคอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่เข้ามาแทนที่บริเวณที่เจลสลายไป ผลลัพธ์จึงไม่ยุบฮวบในช่วงที่วอลลุ่มเริ่มแรกลดลง
ด้วยลำดับการทำงานแบบนี้ ความรู้สึกในวันที่ทำกับหลังจากผ่านไปหลายเดือนจึงต่างกันเล็กน้อย ช่วงแรกวอลลุ่มมาจากเจล อาจให้ความรู้สึกอิ่มฟูสักหน่อย จากนั้นในช่วงหลายเดือนที่เจลสลายและคอลลาเจนเข้ามาแทนที่ ใบหน้าจะค่อย ๆ ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ค่อยเป็นค่อยไปอย่างเป็นธรรมชาติ มากกว่าผลลัพธ์ที่สมบูรณ์ทันที


Ellanse อยู่ได้นานกี่ปี?
Ellanse แบ่งออกเป็น 4 ไทป์ คือ S, M, L, E โดยระยะเวลาคงอยู่จะแตกต่างกันตามความยาวของสายโซ่ที่ใช้ผลิตไมโครสเฟียร์ ตามสเปกที่ผู้ผลิตระบุไว้ ไทป์ S อยู่ได้ประมาณ 1 ปี ไทป์ M ประมาณ 2 ปี ไทป์ L ประมาณ 3 ปี และไทป์ E นานสุดถึงประมาณ 4 ปี
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 1–4 ปีนี้เป็นสเปกที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ จึงควรแยกพิจารณาต่างหาก หลักฐานที่ยืนยันได้จริงทางคลินิกมาจากงานวิจัยที่มีระยะเวลาติดตามสั้นกว่านั้น ในงานวิจัยเปรียบเทียบแบบสุ่มที่ติดตามผล 24 เดือน โดยมีกลุ่มตัวอย่าง 40 คน พบว่าที่ 12 เดือนหลังทำหัตถการ ยังคงประสิทธิภาพไว้ได้ในอัตรา 90% และ 91.4%
ในงานวิจัยเดียวกัน ความพึงพอใจที่ 24 เดือนอยู่ที่ 72.4% และ 81.7% ตัวเลข 1–4 ปีตามสเปกของผู้ผลิตควรเข้าใจว่าเป็นตัวเลขสูงสุดตามทฤษฎีของแต่ละไทป์ ส่วนช่วงที่มีหลักฐานยืนยันจริงอยู่ที่ประมาณ 2 ปี ถึงอย่างนั้นก็ยังถือว่าคงอยู่ได้นานกว่าฟิลเลอร์ชนิดอื่นเมื่อเทียบกัน
การเลือกไทป์จะพิจารณาทั้งบริเวณที่ทำและระยะเวลาที่ต้องการให้คงอยู่ควบคู่กัน เช่น บริเวณที่ขยับเยอะและต้องการความเป็นธรรมชาติอย่างแก้ม มักเลือกไทป์ที่คงอยู่สั้นกว่า ส่วนบริเวณที่ต้องการให้อยู่นาน เช่น แนวกรามหรือข้างจมูก มักเลือกไทป์ที่คงอยู่นานกว่า แต่ไม่ว่าจะไทป์ไหน ผลลัพธ์ก็ไม่ได้ปรากฏเต็มที่ในครั้งเดียว แต่จะค่อย ๆ เข้าที่ในช่วงหลายเดือนเหมือนกัน

ผลการศึกษาเปรียบเทียบร่องแก้ม
ในบรรดางานวิจัยที่ตรวจสอบประสิทธิภาพของ Ellanse มีงานหนึ่งที่ศึกษาเรื่องร่องแก้มโดยเฉพาะ แบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็นสองกลุ่ม กลุ่มละ 80 คน กลุ่มหนึ่งฉีด Ellanse อีกกลุ่มฉีดฟิลเลอร์ HA แล้วติดตามผลเป็นเวลา 12 เดือน
ที่ 12 เดือน อัตราการปรับปรุงริ้วรอยของกลุ่ม Ellanse อยู่ที่ 88.8% ส่วนกลุ่ม HA อยู่ที่ 23.8% ซึ่งเป็นความแตกต่างที่ชัดเจนทางสถิติ กลุ่ม HA เริ่มมีประสิทธิภาพลดลงตั้งแต่ช่วง 3 เดือนหลังทำหัตถการ ส่วนกลุ่ม Ellanse ผลลัพธ์ยังคงอยู่ได้นานกว่า ซึ่งตีความได้ว่าเป็นเพราะมีคอลลาเจนสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง
งานวิจัยอื่นพบว่าไทป์ M ของ Ellanse ให้ผลลัพธ์ไม่ด้อยไปกว่าตัวเปรียบเทียบเลย นอกจากนี้ยังมีรายงานผู้ป่วยขนาดเล็กจำนวน 9 ราย ที่พบว่าวอลลุ่มเพิ่มขึ้นถึง 50–150% หลังผ่านไป 2 ปี แต่เนื่องจากเป็นกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กจึงยากที่จะสรุปเป็นค่าเฉลี่ยทั่วไป หลักฐานที่ยืนยันว่าการกระตุ้นคอลลาเจนนำไปสู่การปรับปรุงจริงจึงค่อย ๆ สะสมเพิ่มขึ้นทีละงานวิจัย
WSRS ที่ใช้ในงานวิจัยร่องแก้มนี้เป็นวิธีประเมินที่ให้คะแนนความลึกของริ้วรอยเพื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังทำหัตถการ เนื่องจากทั้งสองกลุ่มเริ่มต้นด้วยระดับริ้วรอยที่ใกล้เคียงกันก่อนทำ ความแตกต่างที่เกิดขึ้นหลัง 12 เดือนจึงตีความได้ว่ามาจากความต่างของระยะเวลาคงอยู่ของตัวผลิตภัณฑ์เอง HA เติมวอลลุ่มได้เร็วในช่วงแรกแต่ค่อย ๆ ถูกดูดซึมไปตามเวลา ส่วน Ellanse มีคอลลาเจนสร้างขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานกว่า

ผลข้างเคียงของฟิลเลอร์ที่แก้คืนไม่ได้
ฟิลเลอร์ HA นั้น หากไม่พอใจผลลัพธ์หรือเกิดปัญหา ก็สามารถฉีดไฮยาลูโรนิเดสเพื่อสลายคืนได้ในวันเดียวกัน แต่วิธีนี้ใช้ไม่ได้กับ Ellanse เมื่อฉีดเข้าไปแล้วจะคงอยู่จนกว่าร่างกายจะสลายไปเองตามธรรมชาติ
ด้วยเหตุนี้ หากตำแหน่งที่ฉีดคลาดเคลื่อนเล็กน้อย หรือเกิดก้อนไตหรือปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือด การแก้ไขจะยุ่งยากกว่ามาก จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ควรเลือกทำกับแพทย์ที่มีความรู้ด้านกายวิภาคและมีประสบการณ์สูง รวมถึงต้องพิจารณาบริเวณและปริมาณที่ฉีดอย่างรอบคอบ
จากข้อมูลการฉีดของแพทย์ที่มีประสบการณ์สูงคนเดียวรวม 1,111 ครั้ง พบว่าอาการบวมที่ยังคงอยู่เกิน 2 สัปดาห์เกิดขึ้น 4.5% รอยช้ำ 2.7% บวมบริเวณแก้ม 0.72% และก้อนไตชั่วคราว 0.45% โดยไม่พบปัญหาหลอดเลือด ก้อนเนื้ออักเสบ (granuloma) หรือการติดเชื้อเลย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้มาจากแพทย์ที่มีประสบการณ์สูงเพียงคนเดียว จึงยากจะสรุปว่าอัตราการเกิดก้อนไตจะต่ำแบบนี้เสมอไป ในบางกรณีมีรายงานพบก้อนไตหรือปฏิกิริยาต่อสิ่งแปลกปลอมที่เกิดขึ้นภายหลังนานถึง 9 เดือน หรือแม้แต่ 3 ปีหลังทำหัตถการ จึงควรติดตามผลกับแพทย์อย่างสม่ำเสมอแม้หลังทำหัตถการไปแล้ว
การทำความเข้าใจโครงสร้างหลอดเลือดบนใบหน้าอย่างละเอียดในขั้นตอนปรึกษา และการไม่ฉีดปริมาณมากเกินไปในครั้งเดียว ก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผลลัพธ์ที่ปลอดภัยเช่นกัน เมื่อคำนึงว่าเป็นฟิลเลอร์ที่ย้อนกลับไม่ได้ การตัดสินใจเรื่องบริเวณและปริมาณที่ฉีดจึงควรฟังคำอธิบายจากแพทย์ให้ครบถ้วนในขั้นตอนปรึกษา มากกว่าจะรีบตัดสินใจ เพราะจะทำให้อุ่นใจกว่า
เทียบกับฟิลเลอร์อื่นต่างกันอย่างไร?
แม้จะเป็นฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจนเหมือนกัน แต่ Ellanse, Sculptra และ Radiesse ก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกันเล็กน้อย สรุปไว้ในตารางด้านล่างนี้
| หัวข้อ | Ellanse (PCL) | Sculptra (PLLA) | Radiesse (CaHA) | ฟิลเลอร์ HA |
|---|---|---|---|---|
| วอลลุ่มทันที | มี | ไม่มี | มี | มี |
| กลไกการทำงาน | ไมโครสเฟียร์ PCL กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ | PLLA กระตุ้นเฉพาะการสร้างคอลลาเจนใหม่ | เติมวอลลุ่มทันที + กระตุ้นคอลลาเจน | เติมเต็มวอลลุ่ม ไม่กระตุ้นคอลลาเจน |
| ระยะเวลาคงอยู่ | 1–4 ปี | ประมาณ 24 เดือน | 12–18 เดือน | 6–18 เดือน |
| การย้อนกลับ | ทำไม่ได้ | ทำไม่ได้ | ทำไม่ได้ | ทำได้ |
Radiesse เป็นสาร CaHA ที่ให้วอลลุ่มทันทีหลังฉีดเหมือน Ellanse และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปพร้อมกัน แต่ระยะเวลาคงอยู่สั้นกว่า Ellanse เล็กน้อยที่ 12–18 เดือน ส่วน Sculptra เป็นสาร PLLA ที่ไม่มีผลวอลลุ่มทันที หลังฉีดในช่วงแรกจึงแทบไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง แล้วคอลลาเจนจะค่อย ๆ เติมเต็มในช่วงหลายสัปดาห์ต่อจากนั้น จึงเหมาะกับการรอผลลัพธ์ระยะยาวมากกว่าการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ทันที

ฟิลเลอร์ HA ไม่กระตุ้นคอลลาเจน แต่เน้นเติมเต็มพื้นที่โดยตรง ระยะเวลาคงอยู่จึงมักอยู่ที่ 6–18 เดือน แต่มีข้อดีด้านความปลอดภัยตรงที่สามารถสลายด้วยไฮยาลูโรนิเดสได้ตลอดเวลา หากต้องการรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันแรกและอยากให้อยู่ได้นาน Ellanse หรือ Radiesse ก็เหมาะสม หากต้องการให้ค่อย ๆ เติมเต็มอย่างเป็นธรรมชาติ Sculptra ก็ตอบโจทย์ ส่วนใครที่อยากมีทางเลือกเผื่อเปลี่ยนใจภายหลัง ฟิลเลอร์ HA ที่ย้อนกลับได้ก็เหมาะกว่า Ellanse มีจุดเด่นเรื่องวอลลุ่มทันที ระยะเวลาคงอยู่นาน และปรับได้ตามไทป์ แต่จุดที่ชัดเจนที่สุดคือย้อนกลับไม่ได้ ดังนั้นควรทำความเข้าใจส่วนนี้ให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจเลือก
บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?
About this article
เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล
Read next

ฟิลเลอร์ Ellanse อยู่ได้นานแค่ไหน แต่ละชนิดต่างกันอย่างไร
Ellanse เป็นฟิลเลอร์สองขั้นตอน เจลเติมวอลลุ่มทันทีในขณะที่ไมโครสเฟียร์ PCL ที่อยู่ข้างในค่อย ๆ ดึงคอลลาเจนของตัวเองให้สร้างขึ้นมาใหม่ บทความนี้อธิบายง่าย ๆ ว่าทำไมกลไกนี้ถึงเป็นไปได้ และทำไมแต่ละไทป์ถึงอยู่ได้นานไม่เท่ากัน
By Dr. Kim

ฟิลเลอร์ Radiesse ผลลัพธ์ อยู่ได้นานแค่ไหน และการสร้างคอลลาเจน
Radiesse เป็นฟิลเลอร์ที่อนุภาคแคลเซียมเติมวอลุ่มได้ทันที พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปพร้อมกัน บทความนี้อธิบายหลักการว่าทำไมอนุภาคถึงสร้างวอลุ่มได้ และนำไปสู่การกระตุ้นคอลลาเจนอย่างไร รวมถึงเหตุผลที่นำมาเจือจางใช้เป็นสกินบูสเตอร์ และระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ได้นาน
By Dr. Lee

Juvelook กับ Sculptra ต่างกันอย่างไร ช่วงที่เห็นผล และผลข้างเคียงเรื่องก้อน
Juvelook คือฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจนที่ผสม PDLLA กับ HA ส่วน Sculptra คือฟิลเลอร์ที่ทำจาก PLLA บทความนี้สรุปความแตกต่างเรื่องวอลุ่มทันทีหลังฉีด วิธีกระตุ้นคอลลาเจน ระยะเวลาที่อยู่ได้ และระดับหลักฐานทางการแพทย์ โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว
By Dr. Lee