prettytime
Skincare

ทำไมสกินบูสเตอร์กับวอเตอร์กลาสสกินใช้ส่วนผสมต่างกัน จุดประสงค์การรักษาจึงต่างกันไปด้วย

By Dr. Lee1 min read

คนไข้ที่มาปรึกษามักถามคำถามหนึ่งบ่อยมาก คือสกินบูสเตอร์กับวอเตอร์กลาสสกินเป็นสิ่งเดียวกันหรือเปล่า สองชื่อนี้ถูกใช้ปนกันจนสับสนก็ไม่แปลก ความจริงคือทั้งสองมีส่วนที่ทับซ้อนกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกันเป๊ะ วอเตอร์กลาสสกินเป็นหัตถการชนิดหนึ่งที่อยู่ในหมวดใหญ่ที่เรียกว่าสกินบูสเตอร์ ส่วนสกินบูสเตอร์เป็นคำที่กว้างกว่ามาก ขึ้นอยู่กับว่าใช้ส่วนผสมอะไร ก็อาจกลายเป็นวอเตอร์กลาสสกิน หรือกลายเป็นสกินบูสเตอร์แบบเน้นฟื้นฟูผิวก็ได้ ดังนั้นถ้าจะแยกสองหัตถการนี้ออกจากกัน ต้องดูที่ส่วนผสมข้างในก่อนชื่อเรียก เมื่อไล่ดูหลักการทีละขั้น จะเห็นชัดว่าหัตถการที่หน้าตาคล้ายกันนี้ใช้ส่วนผสมต่างกันและเล็งผลลัพธ์คนละแบบ

สกินบูสเตอร์กับวอเตอร์กลาสสกินเป็นหัตถการเดียวกันหรือไม่?

พูดให้ตรงคือวอเตอร์กลาสสกินเป็นหัตถการชนิดหนึ่งในกลุ่มสกินบูสเตอร์ สกินบูสเตอร์คือคำรวมที่ใช้เรียกหัตถการที่ฉีดตื้น ๆ เข้าชั้นหนังแท้เพื่อเติมความชุ่มชื้นหรือช่วยฟื้นฟูผิว ในกลุ่มนี้มีทั้งวอเตอร์กลาสสกินที่ใช้ HA เติมความชุ่มชื้น และหัตถการอื่นที่ใช้ส่วนผสมชนิดอื่นกระตุ้นการฟื้นฟูเนื้อเยื่อ

พูดง่าย ๆ สกินบูสเตอร์เหมือนร่มคันใหญ่ ส่วนวอเตอร์กลาสสกินคือหัตถการหนึ่งในหลายชนิดที่อยู่ใต้ร่มนั้น ใต้ร่มยังมีหัตถการที่ใช้ส่วนผสม PN ซึ่งสกัดจากปลาแซลมอน และหัตถการที่ใช้ส่วนผสมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนด้วย นี่คือเหตุผลว่าทำไมถึงเดาส่วนผสมจากชื่อเพียงอย่างเดียวไม่ได้

HA ที่เติมเต็มวอเตอร์กลาสสกินทำงานอย่างไร?

HA ที่ใช้ในวอเตอร์กลาสสกินเป็นสารที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติในชั้นหนังแท้ของเรา จุดเด่นของสารนี้คือความสามารถในการดึงดูดและกักเก็บน้ำ ด้วยคุณสมบัติทางเคมีที่ชอบน้ำสูงมาก มันจึงดึงความชื้นรอบข้างเข้ามาและอุ้มน้ำได้มากกว่าปริมาตรตัวเองหลายเท่า

ลองนึกภาพฟองน้ำที่จุ่มลงในน้ำแล้วน้ำซึมเข้าไปจนฟองน้ำพองขึ้นมา ก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น HA ในผิวก็ทำหน้าที่คล้ายกันแบบนั้น เมื่อ HA ที่กระจายตัวบาง ๆ ในชั้นหนังแท้จับความชื้นรอบตัวเอาไว้ ผิวก็จะดูชุ่มชื้นและมีความเปล่งประกายบนผิวหน้า

แต่ HA ตัวนี้จะค่อย ๆ ถูกเอนไซม์ในร่างกายย่อยสลายไปตามเวลา ดังนั้นวอเตอร์กลาสสกินจึงให้ผลเติมความชุ่มชื้นที่เห็นชัดทันที แต่ระยะเวลาที่ผลนั้นอยู่ได้นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับความเร็วในการสลายตัวของ HA พูดอีกแบบคือความสามารถในการจับน้ำเป็นทั้งหลักการและข้อจำกัดของหัตถการนี้ไปพร้อมกัน

ส่วนผสมที่สกินบูสเตอร์ครอบคลุมนั้นกว้างกว่านั้น

ถ้าวอเตอร์กลาสสกินเน้นเรื่องความชุ่มชื้น หมวดสกินบูสเตอร์ยังมีส่วนผสมที่ทำงานในทิศทางฟื้นฟูตัวเนื้อเยื่อเองด้วย ตัวอย่างที่รู้จักกันดีคือ PN (polynucleotide สารประกอบที่เป็นหน่วยพื้นฐานของสารพันธุกรรมหลายหน่วยต่อกันเป็นสาย) ซึ่งสกัดมาจากปลาแซลมอน ส่วนผสมนี้ไม่ได้มีเป้าหมายจับน้ำแบบ HA แต่เป็นการส่งสัญญาณไปยังเซลล์เพื่อช่วยให้เนื้อเยื่อฟื้นฟูตัวเองมากกว่า

เวลาที่ร่างกายมีบาดแผล เซลล์ต่าง ๆ จะรวมตัวกันมาที่บริเวณนั้นแล้วสร้างเนื้อเยื่อใหม่ตามธรรมชาติ มีรายงานว่า PN มีบทบาทช่วยกระตุ้นปฏิกิริยาฟื้นฟูนี้อย่างนุ่มนวลในชั้นหนังแท้ตื้น ๆ จุดที่มันทำงานจึงต่างจากวอเตอร์กลาสสกินที่เน้นเติมน้ำโดยสิ้นเชิง

อีกอย่างที่ควรรู้คือ ส่วนผสมฟื้นฟูแบบนี้เป็นสารประกอบพันธุกรรมที่ร่างกายใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างพลังงานและสานเนื้อเยื่อใหม่ในเซลล์ พูดได้ว่ามันเป็นการป้อนวัตถุดิบเสริมความสามารถในการฟื้นฟูตัวเองที่ร่างกายมีอยู่แล้ว ผลลัพธ์จึงมักออกมาในรูปแบบผิวที่เปลี่ยนแปลงเนื้อผิวไปทีละน้อยตามเวลา มากกว่าความเปล่งประกายที่เห็นทันที

ส่วนผสมที่ช่วยฟื้นฟูส่งสัญญาณอะไรให้เซลล์?

หลักการที่ส่วนผสมกลุ่ม PN ช่วยฟื้นฟูเนื้อเยื่อ อธิบายว่าเกี่ยวข้องกับช่องสัญญาณที่เรียกว่าตัวรับอะดีโนซีนบนผิวเซลล์ บนผิวเซลล์มีตัวรับหลายชนิดที่ทำหน้าที่เหมือนประตู เมื่อสารตัวนี้สลายตัว ผลผลิตที่ได้จะไปกระตุ้นตัวรับบางชนิดที่เจาะจง

เมื่อประตูเปิดออก เซลล์ที่รับสัญญาณ โดยเฉพาะไฟโบรบลาสต์ซึ่งเป็นเซลล์สร้างคอลลาเจน จะเคลื่อนไหวอย่างกระตือรือร้นมากขึ้นและตอบสนองด้วยการสร้างหลอดเลือดใหม่และเส้นใยคอลลาเจน ภาพที่คล้ายกันคือการกดกริ่งประตูแล้วคนข้างในถึงจะออกมาเริ่มทำงาน ตัวสารเองไม่ได้กลายเป็นคอลลาเจนโดยตรง แต่ทำหน้าที่เป็นสัญญาณปลุกเซลล์ที่สร้างคอลลาเจนให้ทำงาน

ดังนั้นสกินบูสเตอร์แบบฟื้นฟูนี้จึงมีรายงานว่ามักให้ผลลัพธ์ที่เนื้อผิวและความยืดหยุ่นค่อย ๆ เปลี่ยนไปในช่วงหลายสัปดาห์ มากกว่าความรู้สึกเปล่งประกายทันทีหลังทำแบบวอเตอร์กลาสสกิน เพราะการส่งสัญญาณให้เซลล์ตอบสนองแล้วสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาต้องใช้เวลา

จุดประสงค์ของสองหัตถการนี้ต่างกันอย่างไร?

เมื่อส่วนผสมต่างกัน จุดประสงค์ที่เล็งไว้ก็ต่างกันไปด้วยโดยธรรมชาติ วอเตอร์กลาสสกินมุ่งไปที่ความชุ่มชื้นและความเปล่งประกายบนผิวที่เห็นผลทันที ในขณะที่สกินบูสเตอร์แบบฟื้นฟูเน้นไปที่การทำให้เนื้อผิวเนียนขึ้นและดึงความยืดหยุ่นกลับมาทีละน้อย

ถ้าสรุปความแตกต่างของสองหัตถการนี้ตามจุดประสงค์ จะได้ดังนี้

  • ต้องการความชุ่มชื้นและความเปล่งประกายทันที: วอเตอร์กลาสสกินที่ใช้ HA เป็นฐานตรงจุดกว่า เพราะคุณสมบัติดึงดูดน้ำของสารนี้ส่งผลถึงการสะท้อนแสงบนผิวและความชุ่มชื้นได้ทันที
  • ต้องการปรับเนื้อผิว รูขุมขน หรือริ้วรอยเล็ก ๆ: สกินบูสเตอร์แบบฟื้นฟูอย่าง PN ใกล้เคียงกว่า เพราะหลักการคือให้เนื้อเยื่อค่อย ๆ ปรับโครงสร้างใหม่ผ่านสัญญาณเซลล์
  • กังวลเรื่องความยืดหยุ่นหรือผิวหย่อนคล้อย: อาจพิจารณาสกินบูสเตอร์อีกกลุ่มที่เน้นกระตุ้นคอลลาเจนควบคู่ไปด้วย เพราะทำงานในทิศทางเพิ่มปริมาณเส้นใยคอลลาเจนโดยตรง
  • ต้องการทำซ้ำในระยะห่างสั้น ๆ: วอเตอร์กลาสสกินทำซ้ำได้ง่ายกว่าค่อนข้างมาก เพราะส่วนผสมทำหน้าที่เติมน้ำ จึงไม่ต้องรอการตอบสนองของเนื้อเยื่อมากนัก

เพราะจุดประสงค์ต่างกันแบบนี้ สองหัตถการจึงเป็นความสัมพันธ์แบบเสริมกันมากกว่าจะแข่งขันกัน ในทางปฏิบัติก็มีการใช้ทั้งสองส่วนผสมร่วมกัน หรือแบ่งช่วงเวลาทำสลับกันด้วยเช่นกัน

ก่อนเลือกหัตถการควรตรวจสอบอะไรบ้าง?

ทั้งสองหัตถการใช้เข็มขนาดเล็กฉีดหลายจุดในชั้นหนังแท้ตื้น ๆ เหมือนกัน ขั้นตอนพื้นฐานจึงคล้ายกัน แต่ระยะฟื้นตัวหรือระดับอาการบวมอาจต่างกันไปตามชนิดของส่วนผสมที่ใช้

ก่อนเข้ารับหัตถการ การถามตัวเองให้ชัดก่อนว่าตอนนี้ต้องการผลลัพธ์แบบเปล่งประกายทันที หรือต้องการเนื้อผิวที่ค่อย ๆ ดีขึ้นตามเวลา จะช่วยได้มาก เพราะคำตอบนั้นจะนำไปสู่การเลือกระหว่างวอเตอร์กลาสสกินที่ใช้ HA เป็นฐาน หรือสกินบูสเตอร์แบบฟื้นฟูได้เองโดยธรรมชาติ หากต้องการทั้งสองอย่างพร้อมกัน ก็สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อแบ่งช่วงเวลาทำสลับกันได้เช่นกัน

นอกจากนี้ควรตรวจสอบด้วยว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง และแพทย์ผู้ทำมีประสบการณ์เพียงพอในบริเวณนี้หรือไม่ เพราะนอกเหนือจากหลักการของส่วนผสมแล้ว ความปลอดภัยของหัตถการเองยังขึ้นอยู่กับความชำนาญของแพทย์และการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์เป็นอย่างมาก

แม้จะเป็นหัตถการชื่อเดียวกัน แต่แต่ละคลินิกอาจผสมส่วนผสมในสัดส่วนหรือความเข้มข้นที่ต่างกันจริง ๆ ดังนั้นในระหว่างปรึกษา การถามตรง ๆ ว่าวันนี้จะได้รับส่วนผสมอะไรในปริมาณเท่าไรก็ช่วยให้คาดเดาผลลัพธ์ได้แม่นยำขึ้น เพราะเมื่อรู้ส่วนผสมแล้ว ก็พอจะประเมินได้ว่าผลจะเริ่มเห็นเมื่อไรและอยู่ได้นานแค่ไหน

References

Korean Dermatological Association, American Academy of Dermatology (AAD), and Ministry of Food and Drug Safety (MFDS).

บทความนี้เป็นประโยชน์หรือไม่?

About this article

เขียนโดยแพทย์ด้านความงามผู้ตรวจรักษา มีไว้เพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่สิ่งทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล

Read next

Skincare

หลักการที่บูสเตอร์น้ำเลี้ยงสเต็มเซลล์ NovaStem ช่วยฟื้นฟูผิวด้วยโกรทแฟกเตอร์ และวิธีดูแลผิว

บูสเตอร์น้ำเลี้ยงสเต็มเซลล์ NovaStem ไม่ใช่เซลล์ที่มีชีวิต แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่รวบรวมโกรทแฟกเตอร์และสารสื่อสัญญาณที่เซลล์ปล่อยออกมาระหว่างการเพาะเลี้ยง บทความนี้อธิบายหลักการว่าสารเหล่านี้ส่งสัญญาณอย่างไรให้เซลล์ในผิวเกิดปฏิกิริยาฟื้นฟู และแตกต่างจากการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ที่มีชีวิตอย่างไร

By Dr. Kim

Skincare

หลักการและลำดับของ Platoning ที่รวมเลเซอร์โทนนิ่งกับสกินบูสเตอร์ในครั้งเดียว พร้อมวิธีดูแลผิว

Platoning คือชื่อเรียกการทำเลเซอร์โทนนิ่งต่อด้วยสกินบูสเตอร์ในเซสชันเดียวกัน บทความนี้สรุปหลักการว่าโทนนิ่งที่ช่วยลดเม็ดสีกับบูสเตอร์ที่เติมความชุ่มชื้นและสารฟื้นฟูให้ชั้นหนังแท้ ทำไมและตามลำดับใดถึงทำร่วมกัน

By Dr. Lee

Filler

หลักการที่ฟิลเลอร์แคลเซียม Radiesse เติมวอลุ่มพร้อมกระตุ้นคอลลาเจน และอยู่ได้นานแค่ไหน

Radiesse เป็นฟิลเลอร์ที่อนุภาคแคลเซียมเติมวอลุ่มได้ทันที พร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปพร้อมกัน บทความนี้อธิบายหลักการว่าทำไมอนุภาคถึงสร้างวอลุ่มได้ และนำไปสู่การกระตุ้นคอลลาเจนอย่างไร รวมถึงเหตุผลที่นำมาเจือจางใช้เป็นสกินบูสเตอร์ และระยะเวลาที่ผลลัพธ์อยู่ได้นาน

By Dr. Lee

Back to articles